กวีคือมงกุฏของภาษา ถ้อยวลีของกวีรัตนโกสินทร์

มีเกียรติบัตรประกอบมอบแก่ผู้เข้าสัมมนา

 

ค่ายวรรณกรรมการเมือง2554ที่โรงแรมตรัง กทม.

 

ระว่างการเข้าค่ายวรรณกรรมการเมือง ระหว่างวันที่ 24-25 มิถุนายย 2554 ณ โรงแรมตรัง ถนนวิสุทธิกษัตริย์ กทม. ผมรู้สึกมีความสุขกับการสัมมนาในค่ายแห่งนี้เป็นครั้งที่ 2 ทั้งที่รัฐสภาจัดให้มีการประกวดวรรณพานแว่นฟ้ามา9 ครั้งแล้ว อาจเพราะชีวิตคร่ำเตร่งกับงานประจำมาเกินไป ทำให้การประกวดวรรณกรรมรอดหูรอดตา

จนกระทั่ง เมื่อปี 2552-2554 ผมจึงมีส่วนร่วมส่งกวี และเรื่องสั้นเข้าร่วมแข่งขันกับเพื่อนในแวดวงน้ำหมึกกับเขาบ้าง ไม่ผิดหวัง ผมได้เขียนงานวรรณกรรมส่งลงสนามเป็นที่สนุกกับเขาด้วย

 

ภาพโรงแรมตรัง สวยงามแต่ไม่ค่อยมีเวลาให้รื่นรมย์ เพราะเวลาอัดแน่น

 

กำหนดการ 24 มิย.2554 น่าสนใจมีดังนี้

 

9.00-12.00 น. คัมภีร์ ดิษฐากรณ์ บรรยาย "กระบวนการทางการเมืองการปกครองระบบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

 

ภาคบ่าย 14.00-17.00 น. เสวนาสืบทอดตำนาน สืบสานวรรณกรรมการเมือง โดยนักวรรณกรรมการเมืองอาวุโส อัคนี หฤทัย ปละประภัสสร เสวิกุล โดยนิเวศน์ กันไทยราษฏร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

 

มืดค่ำออกเดินย่อยอาหาร เพราะไม่กล้านอนดูทีวี อืด จึงออกเดินไปกราบพระหลวงปู่โต วัดอินทรวิหาร พร้อมทำบุญ ถวายหลวงพ่อ 

 

ภาคเย็นแบ่งกลุ่มย่อยวิพากษ์วิจารณ์ "นักวรรณกรรมการเมืองจะมีส่วนร่วมในการพัฒนาประชาธิปไตยได้อย่างไร" เพื่อรายงานเช้าวันต่อไป

 

9.00-12.00 น. อภิปรายเรื่อง "บทบาทนักวรรณกรรมการเมืองต่อการพัฒนาประชาธิปไตย" โดยคณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้า

 

เจน สงสมพันธุ์ นายกสมคมนักเขียน (คนใหม่)

กนกวลี กันไทยราษฏร์ นักเขียน

ยุทธ โตอดิเทพ (อดีตนายกสมาคมนักกลอน 2 สมัย)

รักษ์มนัญญา สมเทพ นักเขียน

โดยมีคุณบุญเลิศช้างใหญ่ นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ ดำเนินการ

.............................................................

 

 

 

กระทบไหล่คนดัง คุณบุญเลิศ ช้างใหญ่ และคุณรักษ์มนัญญา สมเทพ

อาจารย์สุธีร์ พุ่มกุมาร และคุณจันทรา ถนอมศรี นักเขียนมือรางวัล

 

บทบันทึกจากการสัมมนา

มองบันทึกที่ผมเก็บความได้บ้างนิดหน่อย อาจเป็นประโยชน์เล็กน้อยตามจำนวน 

 

วันที่24 มิถุนายน2554 ครบ79 ปีประชาธิปไตยไทย

คุณคัมภีร์กล่าวในการบรรยายว่า

 

ชาวบ้านไม่ควรขายเสียง เพราะจะถูกทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นคน เช่น แจกเงิน แจกข้าวสาร มูลค่า 1000 บาท/คน ให้ทดลองคิดต่อว่าคุ้มค่าหรือไม่ ให้เอา 1000 บาท หารด้วย365 วัน คูณด้วย 4 ปี เฉลี่ยแล้วไม่ถึงวันละบาทที่จ่ายเรา แต่เขาเข้าไปหากินหาโกงได้มากมาย จนประเทศแทบพัง คนไทยก็ยังสมยอม จนจะกลายเป็นนิสัย และเคยชิน โดยไม่ยอมทำอะไร  

 

 

เหมือนสงเสริมเห็นดีเห็นงามกับการ

 

  1. ซื้อสิทธิ์ขายเสียง โดยยังเชื่อว่าเป็นประชาธิปไตย

  2. การโกงกินจนหอการค้าไทยปลุกเอกชน " ต้านคอร์รัปชั่น" จับมือภาคีเครือข่าย 23 องค์กรดึงโมเดลฮ่องกงเป็นต้นแบบ 

  3. ส่งมือปืนกำจัดคู่แข่ง เช่น ที่สมุทรปราการ และฆ่านักการเมืองจากลพบุรี และการทำลายทำร้ายคู่แข่ง ทำลายป้าย ปลุกระดมโฆษณาใส่ร้าย โดยยังเชื่อว่าเป็นประชาธิปไตย อีกนั่นแหละ

  4. การด่าทอเตะถีบถ่องกันในสภาถ่ายทอดออกอากาศให้ประชาชีเด็กผู้ใหญ่ได้ชมเหมือนการถ่ายทอดจากสนามมวย หรือไม่ก็ตลาด

คนไทยอดทนได้กับพฤติกรรมการเมืองแบบนี้มานาน 79 ปีเต็ม โดยยังเชื่อว่าเป็นประชาธิปไตย ที่ใฝ่หา

 

ภาคบ่าย คุณนิเวศน์ กันไทยราษฏร์ กล่าวนำพร้อมเอ่ยถึงวรรคทองในบทกวีมาท่องให้ฟังกัน เพื่อทบทวนคุณค่าของกวี เช่น

 

  เพียงหวังจะเฟื้องฟุ้ง    ฤาจะมุ่งมาศึกษา

เพียงเพื่อปริญญา                     เอาตัวรอดกระนั้นหรือ

แท้ควรสหายคิด                      และตั้งจิตร่วมยึดถือ

รับใช้ประชาคือ                       ปลายทางเราที่เล่าเรียน

                        จาก  น้อง..สหายเอย

                        นเรศ  นโรปกรณ์

 

และอีกบทวรรคทอง

 

"กฎแห่งกรรมจำไว้นะไอ้หนู

ท่านให้ดูชั่วดีมีเหตุผล

ผู้ก่อกรรมกรรมต้องสนองตน

บันดาลดลแม่นมั่นมิผันแปร"

 

 

บนขวาน้องนักศึกษาจาก ม.กรุงเทพฯ เป็นเลขากลุ่มย่อย โดยกระผม รับเกียรติเป็นประธานกลุ่มย่อย (ฮาได้ครับ) วิเคราะห์ กลุ่มวรรณกรรมควรมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไร 

 

(ส่วนอื่นๆ จำนำเสนอต่อไป)