ท่ามกลางกระแสของเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่แน่นอน การเรียนรู้วิธีคิดแบบต่าง ๆ เพื่อเอาชนะอุปสรรค แสวงหาโอกาส หลีกเลี่ยงคามเสี่ยง และบริหารการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสำเร็จด้วยการมีแรงบันดาลใจ มีพลังในการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นแนวทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน
สวัสดีครับชาว Blog และท่านผู้บริหารสำนักงาน กสทช. ทุกท่าน
ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสจัดหลักสูตรการเรียนรู้เพื่อพัฒนา "ทุนมนุษย์" ให้แก่สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญของประเทศและการพัฒนา
หลักสูตรพัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อบริหารการเปลี่ยนแปลงสำหรับผู้บริหารสำนักงาน กสทช. เป็นหลักสูตรที่จำเป็นและมีความสำคัญมากต่อการร่วมกันขับเคลื่อนผลงานที่มีคุณค่าของสำนักงาน กสทช. เพราะท่ามกลางกระแสของเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และไม่แน่นอน การเรียนรู้วิธีคิดแบบต่าง ๆ เพื่อเอาชนะอุปสรรค แสวงหาโอกาส หลีกเลี่ยงคามเสี่ยง และบริหารการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความสำเร็จด้วยการมีแรงบันดาลใจ มีพลังในการทำงานเป็นสิ่งที่สำคัญและเป็นแนวทางของการพัฒนาที่ยั่งยืน
ผมขอถือโอกาสนี้ ขอบคุณ ท่านอาจารย์ลิขิต หงส์ลดารมภ์ พี่ชายที่รักและเคารพของผมที่มาร่วมเป็นวิทยากรพิเศษให้แนวคิดและมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคตของ กสทช. ขอขอบคุณ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์เพื่อนรักของผมที่มาช่วยกัน Coaching วิธีการคิดเชิงยุทธศาสตร์ แม้ว่าจะหาเวลายากมากแต่ท่านก็ให้เวลากับผมเสมอ ขอขอบคุณ อ.ณรงค์ศักดิ์ ผ้าเจริญ นักวางแผนยุทธศาสตร์ด้วยความคิดแบบสร้างสรรค์ที่ผมชื่นชม ขอบคุณท่าน ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ วิเศษกุล ซึ่งท่านให้เกียรติและตั้งใจที่จะนำความรู้และประสบการณ์ที่น่าสนใจมาแบ่งปันกับพวกเรา และขอบคุณ Mr. Bruce Hancock, Executive Director, Passion Plus Development Co., Ltd. ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาภาวะผู้นำและสร้างแรงบันดาลใจด้วย Passion ซึ่งพวกเราคงจะได้เรียนรู้จากคุณ Bruce ไม่น้อยเลยทีเดียว
ขอขอบคุณผู้บริหารระดับสูงและทีมงาน HR ของสำนักงาน กสทช. ที่ผลักดันให้เกิดโครงการครั้งนี้ และที่ขาดไม่ได้ครับ ขอขอบคุณผู้บริหารของสำนักงาน กสทช. ทุกท่านที่เข้าร่วมโครงการฯ ในครั้งนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลักสูตรนี้จะเป็นประโยชน์ ช่วยจุดประกายและสร้างพลังให้ทุกท่านทำงานอย่างเข้มแข็งเพื่อพัฒนาประเทศไทยของเราครับ
จีระ หงส์ลดารมภ์
ภาพบรรยากาศพิธีเปิดและการบรรยายวันที่ 23 มิ.ย.54
เรียนรู้ วิธีคิดเชิงกลยุทธ์ กับ รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์




ภาพบรรยากาศการเรียนรู วันที่ 24 มิ.ย.54
ช่วงเช้า เรียนรู้ในรูปแบบ Panel Discussion หัวข้อ "Creative Thinking & Critical Thinking"
โดย อ.ณรงค์ศักดิ์ ผ้าเจริญ และ ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ภาพบรรยากาศวันที่ 25 มิ.ย.54
ช่วงเช้า เรียนรู้ "วิสัยทัศน์เพื่อการทำงานยุคใหม่ของสำนักงาน กสทช. ในมุมมองของข้าพเจ้า".. โดย อ.ลิขิต หงส์ลารมภ์
ช่วงบ่าย เรียนรู้ เรื่อง "Passion - Leadership - High Performance".. By Mr. Bruce Hancock ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการสร้าง Passion ให้กับตัวเองและองค์กร
ภาพบรรยากาศวันที่ 26 มิถุนายน 2554
หัวข้อการเรียนรู้ในช่วงเช้า "Systematic Thinking กับการแก้ปัญหาแบบองค์รวม" โดย ดร.พงษ์พิสิฏฐ์ วิเศษกุล
พิธีปิด และมอบวุฒิบัตรให้แก้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ โดย นายฐากร ตัณฑสิทธิ ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ กสทช.


















Learning Forum & Workshop
หัวข้อ 5 รูปแบบการคิดเชิงกลยุทธ์ กับการทำงานของ กสทช.
โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลักสูตรเนื้อหาที่บรรยายนั้นเหมาะสมกับวิทยากรซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์ตรงกับเนื้อหาที่บรรยาย และสามารถเป็นแรงพลักดันให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดพลังที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดที่มีอยู่เดิมและเป็นแนวทางในการนำไปใช้ในการบริหารงานได้เป็นอย่างดี แต่เสียดายที่ระยะการเข้ารับการอบรมน้อยทำใน้ไม่สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ดีเท่าที่ควร ผู้จัดการอบรมน่าจะจัดเวลาเข้ารับการอบรมให้มากกว่านี้ครับ
การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ได้รับจากการเรียนจาก รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ในวันนี้ ได้รู้ถึงแนวทางและหลักคิดในการคิดเชิงกลยุทธ์ ที่จะนำไปปรับใช้ในองค์กรของตนเองได้ โดยเฉพาะการนำไปใช้ในการวิเคราะห์ในการบริหารการทำงานและบุคลากรที่ร่วมปฏิบัติงานและอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา เนื่องจากในปัจจุบัน กลุ่มงานที่รับผิดชอบอยู่ต้องมีการติดต่อกับกลุ่มผู้ประกอบกิจการที่มีความต้องการหลากหลาย และจำนวนมากกว่า 10,000 ราย ประกอบกับมีจำนวนบุคลากรที่มีจำนวนจำกัด ฉะนั้น การได้เรียนรู้ในวันนี้จึงนำเอาไปเป็นแนวทางการบริหารจัดการบุคลากรและองค์กรภายในได้อย่างเป็นระบบ และบริหารจัดการการให้บริการแก่ผู้ประกอบกิจการได้อย่างเหมาะสม ด้วยการฟัง คิด และวิเคราะห์ เพื่อที่จะกำหนดทิศทางการให้บริการในอนาคตอย่างเป็นระบบ
สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก อาจารย์สมชาย สร้าง ความคิดทบทวน ในการให้บริการงานเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเป็นงานสนับสนุนงานภายในองค์กร ที่รับผิดชอบอยู่ ไม่คิดเพียงแต่ความสำเร็จที่เป็น Output เพียงอย่างเดียว แต่ให้มองเห็นทิศทาง(Trend)หรือ แนวโน้มของการพัฒนางานสนับสนุนองค์กร เพื่อเป็นเบื้องหลังของความสำเร็จแท้จริง มองสัญญาณหรือเห็นความต้องการของผู้รับบริการจากมุมมองผู้รับบริการ ไม่ใช่มุมมองผู้ให้บริการ และควรมีการทำนายความต้องการของผู้ใช้งานให้ใกล้เคียงมากที่สุด ด้วยปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในของผู้ใช้งาน ค้นหามันให้เจอ แล้วเอามาใช้ประโยชน์ให้ตรง หมั่นทบทวนตำแหน่งความต้องการของผู้ใช้งานสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้หลุดโค้ง และมั่นใจว่าอยู่ในเส้นทางเดินที่ถูกต้อง เขียนสิ่งที่รู้มันง่าย แต่เวลาทำนั้น ต้องหยิบตัวแปรให้ถูกต้องด้วย เฮงๆด้วยครับ
ความรู้ที่ได้รับจากการบรรยายโดย รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ วันนี้ ได้รับรู้ถึงแนวการคิดแบบกลยุทธ์ ซึ่งได้สอนให้เห็นถึงการคิดอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ การคาดการณ์ การมองแบบองค์รวม และการมีวิสัยทัศน์ ซึ่งจะเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานในการทำงานแก่ สำนักงาน กสทช. เนื่องจากขณะนี้ สำนักงานฯ อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านองค์กรจาก กทช. เป็นกสทช. ซึ่งจะมีภารกิจ บทบาทและอำนาจหน้าที่ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะต้องใช้ความรู้ในองค์รวมเหล่านี้มาช่วยในการปรับปรุงและพัฒนาการทำงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านนโยายและการบริหารจัดการ เพื่อให้สำนักงานฯ สามารถดำเนินงานและปฏิบัติงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
สรุปการบรรยายโดย ทีมงาน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
ปฐมนิเทศ แนะนำทฤษฎีสำคัญของการเรียนรู้ และ
สำนักงาน กสทช. กับการเปลี่ยนแปลงและการทำงานแบบเป็นยุทธศาสตร์
โดย ศ.ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์ วันที่ 23 มิถุนายน 2554
• อยากให้องค์กรของ กสทช. ทำอะไรให้สังคมยอมรับ ในลักษณะ Ultimate Goal
• ถ้านึกถึง กสทช. จะนึกถึงองค์กรที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ
ดร.จีระ มีแนวคิดในเรื่องการ คิด 3 เรื่อง คือ
1. มองอะไรเป็น Strategic Thinking คือคิดเป็นยุทธศาสตร์ มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร มีโครงการที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จากเทเลคอมได้อะไรบ้าง
2. Creative Thinking ทำไมถึงแตกต่างจาก Strategic Thinking
Strategic Thinking เป็นการมองในเรื่องโอกาส จุดอ่อน จุดแข็ง
Creative Thinking เป็นเรื่องการคิดนอกกรอบ
3. Mark & Angels เคยพูดในเรื่อง Critical Thinking คือคิดให้ลึก เพื่อให้องค์กรสู่ความเป็นเลิศ
Thinking ไม่ใช่อย่างเดียวต้อง Turn Thinking into Action อยากให้แต่ละกลุ่มทำ Project ซึ่งจะช่วยได้เยอะ แต่ความจริงแล้วก็คงยังไม่พอ ต้องนำไปปฏิบัติด้วย
ดร.จีระ
• Strategic ไปสู่การเปลี่ยนแปลง (Change) แล้วการเปลี่ยนแปลงไปสู่ Performance ถ้า กสทช. มีประโยชน์ทับซ้อน องค์กรนี้ก็คงอยู่ไม่ได้ Stakeholder ที่ยิ่งใหญ่ของ กสทช.คือประชาชน
• ให้นึกถึงการที่ กสทช.มาอยู่ที่นี่ มีอะไรที่แตกต่าง ถ้าเราเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วองค์กรเปลี่ยนหรือไม่ และอาจดูไปถึงระดับประเทศ แต่ละท่านมีบทบาทช่วยประเทศของท่านได้ ความจริงแล้วองค์กรนี้ถือว่าเป็นองค์กรหนึ่งที่ประชาชนไว้วางใจ
• ให้แต่ละท่านมี Open mind กับ Open heart แล้วตัวเราก็จะเป็นเลิศ
• ตัวอย่าง Bill Gates มีเพื่อนชื่อ Paul Allen นำเรื่อง Popular Electronic มาให้ Bill Gates อ่าน พอ Bill Gates อ่านได้รับการกระตุ้น ก็เกิด idea สามารถเอาฟิสิกส์ กับเทคโนโลยีมารวมกันและสร้าง Microsoft ขึ้นมาได้
• คนในห้องนี้เก่งแต่อาจไม่ได้รับโอกาสในการแสดงออก จึงอยากให้แต่ละท่านนำเสนอออกมา ....อยากให้แต่ละท่านทำตัวเหมือน Peter Drucker และให้อ่านหนังสือเรื่อง From Good to Great ....แล้วลองคิดดูว่าก่อนตายนั้นความสำเร็จจริง ๆ คืออะไร อย่าง Peter Drucker มีคนสรุปเรื่องความสำเร็จของ Peter มา 2 เรื่องคือ
1. เรียนรู้จากลูกศิษย์ของเขา
2. ไม่มีอะไรที่ไม่ถูกต้อง
• การถามคำถามที่สำคัญ ( Ask interesting Question) สำคัญกว่าการรับคำสั่งอย่างเดียว
• ต้องจัดการกับการเปลี่ยนแปลงที่เร็ว และไม่แน่นอน Peter Drucker บอกว่า ถ้าเราไม่เปลี่ยนเราตาย เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะจัดการการเปลี่ยนแปลง
• Edward Debono เป็นคนเก่งมากเรื่องความคิดเน้นการสอนให้คนไม่ประมาท อย่าทำตัวแบบฝนตกลงมาน้ำไหลเป็นทาง เพราะว่าการคิดนอกกรอบ การคิดสร้างสรรค์ จะต้องต่อสู้กับการใช้ชีวิตประจำวัน ที่เรียกว่า Routine เช่นบางท่านอาจทำงานมีเงินเดือนเป็นแสนแต่ยังคงทำงานเหมือนเดิม เป็นต้น
• รู้กับคิด คนละตัว คิดแบบสร้างสรรค์จึงคนละเรื่อง ทำไมคนเราไม่มีความคิดเชิงยุทธศาตร์ ส่วนหนึ่งอาจมาจากเจ้านายที่ชอบแบบ Command & Control
• สุดท้าย Yahoo กับ Google ทำไม Google ถึงยึด Market share เกือบหมดเลย ลองคิดดู? เช่นกัน กสทช. ถ้าเล่นการเมืองอยู่ เล่นพวก ก็จะมีคนมาด่าเราว่าไม่ดี เป็นต้น
วัตถุประสงค์การเรียนรู้
• ค้นหาตัวเองซะก่อนคืออะไร
• แล้วมีจุดอ่อนจุดแข็งคืออะไร (ใช้จุดแข็งแต่ปรับปรุงจุดอ่อน)
• เข้าใจ Environment ให้ดี
• แสวงหาโอกาส ให้ธุรกิจยั่งยืน แต่ประชาชนได้ประโยชน์ (องค์กร กสทช.มีประโยชน์มากที่ให้รากหญ้าได้ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยแต่ปราศจากการคุกคาม)
• How to overcome difficulties
• ต้องเอาความคิดเหล่านั้นไปพูดความจริง ให้เอาบริบทมาดู และต้องเอาชนะอุปสรรค (ต้องปรับพฤติกรรมในการหาความรู้ แล้วเอาความรู้ไปสร้างมูลค่าเพิ่ม)
ดร.จีระ
• สิ่งสำคัญที่สุดของหลักสูตรนื้คือ การใฝ่รู้
• ถ้าพูดเรื่อง Creativity ต้องนำไปสู่การทำงานของ กสทช. ให้ได้
• ความสำเร็จของการเอาความคิดใหม่ไปใช้ใน กสทช. ไม่ง่าย การทำ Creative in new project อย่าคิดว่าทำได้ง่าย ๆ ยากมากในการ Apply บริบทนี้ในสังคมไทย
• อยากให้แต่ละโต๊ะคิด Project ใหม่ ๆ ขึ้นมาเสมอ เป็นโครงการที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะ ๆ แล้วมาสรุปร่วมกัน
4L’s
1. วิธีการเรียนรู้
2. บรรยากาศการเรียนรู้ ทำให้เราสบายใจ สามารถกระตุ้นให้เกิดความคิด
3. โอกาสจากการเรียนรู้ คือ ปัญญายกกำลัง 5 ถ้า Commentator มีมากกว่า 1 คน เป็น Panel Discussion จะดีมาก แต่ความจริงเป็นเรื่องยากที่จะเอาคนเก่งหลายคนมาอยู่บนเวทีเดียวกัน
4. เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ คือหลังจากจบหลักสูตรแล้วยังสนใจการเรียนรู้อยู่หรือเปล่า ?
• ทุกเรื่องที่พูดต้องไปปะทะกับ กสทช.
• 1. ปะทะมี 4 Level คือ 1.ปะทะตัวเอง ถ้าปะทะแล้ว Life Changing Moment ยิ่งดี เมื่อดีแล้ว 2. ให้กสทช.ดีขึ้น Organizational Changing Moment 3. แล้วต่อไปประเทศดีขึ้น เป็นอาเซียน Citizens ที่ดี 4. สุดท้ายเป็นเรื่องของ Global
2. ทุกอย่างที่เรียนต้องมี impact ต่อคุณ ห้ามพูดอะไรไร้สาระ สังเกตว่าทุกวันนี้อินเดียสู้จีนไม่ได้เนื่องจากไม่ Realistic
3. ต้องเก่งในการสัมมนาแล้วเก่งใน องค์กรของ กสทช. ด้วย
4. เริ่มต้น Concept ต้องแม่นก่อน แล้วต้องใช้ Imagination เยอะ ๆ จินตนาการเยอะ ๆ กสทช. ถ้าบางเรื่องเป็นเทคนิค แล้วยังขาดจินตนาการ เทคโนโลยีจะทำเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น
5. 3 L’s
• เรียนรู้จากความเจ็บปวด (Learning from pain)
• เรียนรู้จากประสบการณ์ (Learning from experiences)
• เรียนรู้จากการรับฟัง (Learning from listening)
6. การเรียนรู้นอกจากการรู้จักกันแล้ว Connecting แล้วต้องรู้จัก Engaging ด้วย
7. ฝากไว้ว่าคุณภาพของคนที่พึงประสงค์อยากให้มีความรู้ต่อไปนี้
1. ทุกคนในห้องนี้เป็นทุนมนุษย์ วัดจากปริญญาได้
2. มีปัญญาหรือไม่
3. เป็นคนมีคุณธรรม จริยธรรมจริงหรือไม่
4. การทำงานมีความสุขหรือไม่ มี Passion ในการทำงานหรือไม่
5. ต้องมีทุนทางสังคมและเครือข่าย คนในห้องนี้ต้องสร้าง Network ให้ดี
6. ต้องเป็นคนที่มองอนาคต อย่างน้อยตัวเองกับองค์กรต้องยั่งยืน
ต้องเป็นคนมีสุขภาพที่ดี ต้องไม่เป็นคนอวิชา (อวิชาคือไม่ทันคนอื่นเขา)
7. มี เทคโนโลยีเหมาะสม
8. มีความรู้ทักษะ และทัศนคติ
นอกจากนี้ ยังมีทุนที่ช่วยพัฒนาให้เราเป็นคนเก่งได้ คือ 5K’s
1. คนเก่งได้ต้องมี Creativity แล้วสามารถ turn idea สู่ Innovation
2. ต้องมีทุนความรู้
3. Innovation คืออะไรก็ตามที่ใหม่ สร้างสรรค์ และมีความรู้
4. ถ้าจะเป็นผู้นำได้ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้
5. ทุนที่มาจากภูมิปัญญา วัฒนธรรม และการปลูกฝังของเรา
8. หลักสูตรนี้ฝากไว้ 5 เรื่อง คือเรียนด้วย
1. การมีแรงบันดาลใจ
2. มีพลังและไฟให้ตัวเอง ปล่อยวางงานที่ไร้สาระ แล้วแสวงหางานแปลกใหม่ทุกวัน
3. การแบ่งปัน การเรียนในครั้งนี้ต้องข้าม ไซโรให้ได้ คนสำคัญที่สุดคือประชาชน
4. สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้
5. การมาวันนี้ขอให้มีความสุข
3 วิธีคิดที่ต้องแยกกันให้ดี แต่ในที่สุดรวมกัน
1. Strategic Thinking คิดอย่างมีกลยุทธ์
2. Creative Thinking คิดแบบสร้างสรรค์
อย่างไรก็ตามอยากให้ Left Brain แข็งก่อน Concept ต้องแม่นก่อน คิดให้เป็นเหตุเป็นผล แล้วถึงค่อยคิดแตกต่าง
ตัวอย่าง Tony Buzan เรียน ปริญญาตรี 6 ใบ และเรียน การทำงานของสมอง ก็บอกว่า เราต้องมีหลักการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลก่อนถึงค่อยคิดสร้างสรรค์
3. Critical Thinking คิดให้ลึก คิดให้รอบคอบ ส่วนใหญ่มาจาก Concept ของ Diuretic
- Thesis –ผู้ลงทุนรายใหญ่
- Anti-Thesis – ประชาชนทั่วไป
- Synthesis - ต้องรวมความหลากหลายให้ได้ ทำอย่างไร ถึงได้ประโยชน์จริง ๆ ทำยังไงให้ประชาชนหรือผู้ลงทุนรายใหญ่ทำงานร่วมกัน
• การพัฒนาความคิด ต้องนำความคิดไปสู่การปฏิบัติ turn idea into action ถ้าทำสำเร็จจะยกตัวอย่าง new project
• Concept ต้อง know, think, do ไปด้วยกัน
• ความคิดที่เป็นยุทธศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์อาจแยกจากงานประจำ การเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ต้องหลบจากระเบิดที่วางไว้ อาจมี New project เสริม
• Attitude ยังเปลี่ยนได้ แต่ Mindset เปลี่ยนได้ยาก
• ถ้าจะเริ่มคิดทั้งเชิงวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์ ต้องปรับพฤติกรรมของบุคคลว่าจะปรับตัวเองอย่างไร คือการมีวิธีการปรับตัวเพื่อพัฒนาทักษะทางการคิด ดังทฤษฎีแว่นตา ถ้าแว่นตามัวอย่าคิด เพราะพฤติกรรมนั้นจะเหมือนเดิม
• ต้องทำให้องค์กรเป็นเลิศ และได้ประโยชน์
• ใส่แว่นตาใหม่ เพื่อมองให้ออกว่าอะไรสำคัญ เมื่อเข้าใจ สุดท้ายก็ทำให้สำเร็จ ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด
• การทำให้สำเร็จคือความคิดเชิงยุทธศาสตร์ เส้นทางที่เราไปก็จะไม่พลาด แต่อย่างไรก็ตามความสำเร็จต้องใช้เวลา ต้องศึกษาเรื่อง วัฒนธรรมองค์กร การเจรจาต่อรอง แรงจูงใจ การทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำของคนในห้องนี้ จุดสรุปคือ ต้องทำให้สำเร็จ
• Diversity ต้องเปลี่ยนให้เป็น Excellence อย่าเปลี่ยนเป็น Conflict
Workshop (ให้เวลา 10 นาที)
1. อยากให้แต่ละโต๊ะ ลองเล่าให้ฟังว่ามี Moment หรือมีจังหวะไหนบ้างที่เราได้แรงบันดาลใจที่มาอยู่ด้วยกัน และแรงบันดาลใจเกิดขึ้นเพราะอะไร
2. ให้วิจารณ์หลักสูตรนี้ดูว่า จุดอ่อน และจุดแข็งคืออะไร
3. ให้แต่ละโต๊ะมีคำถาม 1 คำถามที่น่าสนใจ คาดหวังจาก Project นี้อะไรบ้าง
กลุ่ม 3
1. แรงบันดาลใจมาจากคำว่า Sunrise , เมื่อมี Sunrise ทำให้คิดตามว่า ต้องมี Sunset ขณะที่อยู่จุดขึ้นทำอย่างไรให้เป็นยุคทองของ กสทช. และทำยังไงให้จุด Peak อยู่ในยุคของเรา
ดร.จีระ เสริมว่า ทำอย่างไรให้ความรู้กระจาย เพราะว่า trend อันนี้อยู่กับเราอีกนาน และกระทบกับทุกฝ่าย
2. จุดแข็งเห็นหลายจุดในสิ่งที่เรียนรู้ จุดอ่อนคือหลักสูตรนี้ไม่มีคำว่า Fear หรือคำว่ากลัว สิ่งที่กลัวคือ กลัวผิด และ กลัวโง่ในจุดนี้ คือสิ่งที่ยังไม่สร้างให้เกิดขึ้น เป็นความกลัวที่กลัวตัวเอง และกลัวคนอื่น ๆ ในหลักสูตรพูดถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการทำกิจกรรมของ กสทช. แต่ไม่พูดเรื่อง Fear
ดร.จีระ เสริมว่า ความไม่แน่นอนของธุรกิจนี้ในอนาคต ถึงแม้มี 5 วันก็ยังไม่พอ
อย่างดร.จีระ มีเรื่องสุขภาพ และไม่กลัวอวิชา เพราะใฝ่รู้ตลอดเวลา
จึงอยากให้ทุกคนในห้องนี้ ใฝ่รู้ และแบ่งปันความคิดเห็นกัน ก็อาจทำให้ความกลัวลดไปบ้าง
3. Change สิ่งที่มอง คืออนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรบ้าง Change มากกว่า re-engineering เนื่องจากเป็นเรื่องกิจกรรม ที่พึงปฏิบัติ คำถามคือ คำที่ถัดจาก Change คืออะไร
ดร.จีระ บอกว่า Beyond change คือ intangible มนุษย์วัดกันด้วยข้างใน ไม่ว่าจะเป็น Value ต่อส่วนรวม หรือ Value ที่สามารถแก้ปัญหาในอนาคตได้ , พูดถูกที่ว่า Reengineering คือการวิ่งแนวตั้งเป็นแนวนอน แต่ปัจจุบันไม่ work แล้ว , Change เร็ว และเป็นเรื่อง Human และส่วนมาก มนุษย์ก็เป็นผู้ต่อต้าน Change เอง แต่ถ้า Change ไม่เป็นไซโร แล้วทุกคนพร้อมใส่แว่นตา เข้าใจมัน Change จะเกิดขึ้น
กลุ่ม 5
1. สิ่งแรกคือรู้จักอาจารย์จีระทางวิทยุ moment แรกอยากรู้ตัวจริง ว่าเป็นยังไง moment ที่สอง ตรงไปตรงมาและแรง และอยากรู้ว่าผู้บริหารในกลุ่มนี้ ใครมีคุณสมบัติตามที่อาจารย์บอก
2. จุดแข็งของหลักสูตร เห็นว่าอาจารย์จีระ มีความรู้ ความสามารถและมีแนวคิดที่ดี จุดอ่อนไม่แน่ใจว่าจะนำไป Implement หรือนำไปปฏิบัติได้จริงหรือเปล่า และอาจารย์อาจไม่คุ้นเคยในองค์กรคือเป็นแบบ Outside in
3. อาจารย์มีความเห็นอย่างไร ถ้าการอบรมหลักสูตรนี้ไม่ Success แล้วบางครั้งอาจารย์ที่สอนอาจจะติด ๆ ดับ ๆ หรือไม่ติด
ดร.จีระ เสนอว่าต้องไปปรับตัวข้อ 2, 3 เยอะ
กลุ่ม 4
1. จุดประกาย คำแรกคือ Thinking คำที่สองคือ For change ได้แรงบันดาลใจจาก 2 คำนี้ หลังจากฟัง 2 ชั่วโมง ความคิด Change หรือ สร้างคน Network สร้างองค์กร
2. การเรียนรู้ใหม่ ๆ ทำให้มีความคิดเห็นแบบอิสระ ไม่ยึดติด สร้างสรรค์ จุดอ่อนคือ วัฒนธรรมองค์กรมาจากราชการ กลุ่มผู้เข้ารับการอบรมเป็นช่วงอายุที่สูงกว่าเอกชนมาก ดังนั้นวิธีการแบบใหม่ มี Workshop 50 % จะประสบความสำเร็จแค่ไหน ?
3. มีรากที่ติดตัวมาในแต่ละท่านซึ่งมาจากหลายองค์กรค่อนข้างนาน หลายท่านใกล้เกษียณอายุแล้ว มีกลยุทธ์หรือวิธีอะไรที่จะถอนรากถอนโคนได้อย่างไร
ดร.จีระ ตอบ ถ้าจะตอบคำถามเรื่องความสำเร็จ คือต้องมีทฤษฎี 3 ต คือ ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง และต่อเนื่อง
กลุ่ม 6
1. ที่ฟังมาทั้ง 3 โต๊ะ แม้อยู่คนละสำนัก อยู่คนละโต๊ะ แต่ความคิดของเราไม่ค่อยแตกต่างกัน คือ วัฒนธรรมองค์กรยังเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่ จริง ๆ แล้ว moment impact หลาย ๆ ตัวคือ Change ไม่อาจหลีกหนีหรือหลีกเลี่ยงได้ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้เราอยู่รวมกัน
2. จุดแข็งของหลักสูตร เนื้อหาแน่นมาก จากจุดแข็งของหลักสูตรจะแปลงเป็นจุดอ่อนด้วยในตัวคือ เนื้อหาที่เข้มข้นจะมีเวลาเพียงพอที่เราจะซึมซับมาได้ด้วยหรือเปล่า
3. อาจารย์จะทราบได้อย่างไรว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จแล้ว แล้วต้องใช้เวลานานขนาดไหนถึงทราบว่าโครงการนี้ได้บรรลุแล้ว
ดร.จีระ จะวัดความสำเร็จในทุก moment ที่อยู่ร่วมกัน มีอารมณ์ในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ต้องเป็นสงครามยืดเยื้อ อย่างน้อยใน 5 วัน ทุกคนเริ่ม Share ความคิดกัน และมี meaning project ควรมีความภูมิใจว่า Benchmark ของ กสทช. ดีกว่าหลายกระทรวงหลายที่ ที่อาจลึก แต่อาจลูกเล่นไม่เท่ากับ กสทช.
อยากให้กำลังใจ แล้วเก็บบรรยากาศแบบนี้ไว้
กลุ่ม 2
1. Inspiration แรกคือการทำงานเป็นทีม ทำให้เรากระตุกให้ตัวเองอย่าหยุดนิ่ง อาจารย์เป็นคนพูดตรงและกระตุ้นตลอดเวลา
2. จุดอ่อนคือหลักสูตรขาดการ link ในเรื่องต่าง ๆ ทำให้อาจมีปัญหาเรื่องการนำไปใช้ จุดแข็งคือ การเขียนหลักสูตรมีความเข้าใจใน กสทช. ดี และวิทยากรแต่ละท่านมีความรู้ความสามารถ
3. ทำยังไงให้เรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติทำได้อย่างไร
ดร.จีระ เสนอให้ถามคำถามยากคืออนาคต กสทช.ใน 5และ 6 ปีต้องเจอความไม่แน่นอนอะไรบ้าง ? ต้องมียุทธศาสตร์ในการเอาชนะ ต้องเน้นการตั้งโจทย์ที่ไม่มีคำตอบแต่กระตุ้นความสามารถตัวเอง ต้อง re-inventing
เราสามารถยืดตัวเองได้ กสทช. และอาจารย์สามารถขึ้นได้ ถ้าชุดนี้เรียนเพิ่มอีก 3-4 ครั้งจะเห็นชัดว่าขึ้นได้
ความ Fear ทำให้เราต้องฟิต ถ้าไม่ฟิตจะอยู่ไม่ได้ จุดอ่อนของคนไทยคือ ชอบ แผ่ว จริง ๆ ความเก่งต้องเก่งตลอด แต่ส่วนใหญ่คนชอบเก่งแบบจุด ๆ
กลุ่ม 1
1. ตอนแรกเป็นเรื่อง Think change คือ คิดเปลี่ยน เนื้อหาหลักสูตรเหมาะกับสถานการณ์ในองค์กรเรา ในหนังสือมีความหลากหลายในตัว Communication
ดร.จีระ เสริมว่า ถ้า กสทช. หลากหลายในการหาความรู้ แล้วจะรอด แต่ละคนควรจะข้ามศาสตร์ และ Know what going on ความรู้ต้องสด ต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา ต้องรู้กว้าง และลึก
ผู้นำในห้องนี้ถ้าจะมีจุดอ่อนคือความใส่ใจในสถานการณ์
ผู้นำคือคนที่ศรัทธาคุณ กสทช. ต้องเป็นกระบอกเสียง
เน้นเรื่อง Sharing มี Inspiration และพลัง
2. ผู้นำกับนักบริหารคิดยังไงบ้างที่เรื่องการคิดกับการ Change เกิดขึ้น
ด้านจุดแข็ง มองว่าการเปลี่ยนแปลงไม่น่ากลัวเท่าไหร่ แต่กลัวในเรื่องความขัดแย้งมากกว่า
ดร.จีระ เสริมว่า...โจทย์ Strategic Thinking + Change จะเข้าเรื่องผู้นำอ้อม ๆ แต่อยากพัฒนาก็ได้ อุปสรรคที่แท้จริงคือเรื่องคน ไม่ขาด แต่ขาดที่ทัศนคติของคน
Wisdom ,sustainability,creativity,trust พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ (รัชกาลที่ 9) ทรงมีทุกเรื่อง
อนึ่งการวัดว่าความสำเร็จขององค์กรจะตายที่ความมองไม่เห็น ตัวอย่างของ กสทช. มีการสะสมเยอะ แต่การเรียบเรียงแบบ Chain Value หลังจากจบหลักสูตรนี้แล้วจะสร้างโซ่แห่งคุณค่าได้อย่างไร เพราะเราชอบทำแบบไซโล
3. เราจะก้าวข้ามการบริหารงานเชิงขัดแย้งอย่างไรบ้าง ปัญหานี้เป็นตั้งแต่ระดับชาติ และระดับองค์กร ตอนนี้เลยคำว่า Change มาแล้ว
ที่ไหนมีผลประโยชน์ ก็มี Conflict มากขึ้น ดังนั้น กสทช.ต้องทำตัวเป็นคนคอยปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
ความรู้ที่ได้รับในการบรรยายจากการเรียนกับ รศ.ดร. สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นั้น ทำให้ทราบถึงแนวการคิดเชิงกลยุทธ์ การวิเคราะห์อย่างมีระบบ มีเหตุ มีผล ตลอดจนการคาดการณ์ถึงความน่าจะเป็นที่จะเกิดขึ้น ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ การออกแบบ การจัดหา และการบริหารจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการปฎิบัติงาน ภายในสำนักงาน กสทช.
สรุปการบรรยายโดย ทีมงาน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์
การบรรยายเรื่อง 5 รูปแบบการคิดเชิงกลยุทธ์กับการทำงานของ สำนักงาน กสทช.
โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ วันที่ 23 มิถุนายน 2554
• ปัจจุบันเข้าสู่ยุคไม่เหมือนเดิม คือ เป็นแบบ Paradigm shift
• สมัยก่อนใช้ตา และหู เรียกว่าประสบการณ์ เป็นการบริหารจากประสบการณ์ ไม่ต้องเรียน อย่างโลกทัศน์ หรือ Mindset ของคนสมัยก่อนจึงเป็นแบบนั้น คำพูดที่คนออกมาคือ What? อะไร ? เป็นต้น แต่ปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ที่Thomas Siegmund บอกว่า The world is flat
• ฉลาดแบบเก่า กลายเป็นโง่แบบใหม่ อย่างนี้เรียกว่า Paradigm Shift
• โลกเปลี่ยนเร็วมาก ความรู้ไม่ได้อยู่ในตัวปริญญาที่ได้
• ระวังโรค IOLO คือ รู้ทุกเรื่องเว้นเรื่องที่ควรรู้
• ถ้าจะชนะคนต้องเก่งคำนวณ และภาษา
• Competency ควรเป็น Strategist จึงจะรอด
• Paradigm Shift สรุปคือ ต้องการมนุษย์พันธ์ใหม่ใช้ตากับหูแค่ 10 % ให้สมอง 90 % เป็นพันธ์ที่ตรงกับโลกแบน เห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เรียกพันธ์นี้ว่า Visionary – Thinker สามารถใช้สมองและกลั่นกรองข้อมูลได้
• รับเฉพาะข้อมูลและความรู้ที่สำคัญยังไม่รอดเนื่องจากข้อมูลสำคัญเยอะมาก เราต้องการมนุษย์ที่รับข้อมูลเฉพาะ ๆๆๆๆ ที่สำคัญ ใช้สมองตลอดเวลาตั้งแต่ Input และใช้สมองตลอดเวลา
• การใช้สมอง 1. เป็นแบบ Mechanic ไม่มีชีวิต ไม่ใช้สมอง เกิดจากการสอนแบบ Input ออกมาแบบ Output นักเรียนเครียด ไม่กล้าพูด กลัวพูดผิด ดังนั้นจึงเงียบตลอด ตรงกับโลกกลมพอดี คือ What? 2. ระบบ Organic แบบมีชีวิต ต้องใส่ปุ๋ยให้ดี จริง ๆ มนุษย์มีสมองแบบมีชีวิตแต่ระบบการศึกษาสอนให้โง่ ความจริงแล้ว หน้าที่ของมหาวิทยาลัยมีหน้าที่อย่างเดียวคือกระตุ้นให้เกิดความรู้ และสอนให้แสวงหาความรู้
• ปัจจุบันโลกแบน ดังนั้นการเรียนการสอนจึงต้องแสดงออกให้เป็น Why? และ How to?
• โลกแบน 1. Organic ใช้สมอง 2. Weight in Thinking ทุกอย่างมีน้ำหนัก บริหาร 20 %ให้ได้ผลลัพธ์ 80%
• Change วิเคราะห์ไม่ได้แต่ทุกอย่างเป็นสัญญาณในการวิเคราะห์อนาคตได้ สิ่งนั้นจึงเป็นที่มาของการเรียน Change Management
• Visionary มี 2 ความหมายคือ 1. มองอนาคตให้เจ๋ง 2. มองตัวเองให้เจ๋ง
• จุดอ่อนสามารถปรับเป็นจุดแข็งได้โดยการใฝ่หาความรู้ เพื่อพัฒนาให้ตัวเองรอด
• จงทำสิ่งที่เรามีพลังถึงสามารถทำให้สำเร็จได้ เรียกว่ามี Passion
• ในวันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่ต้องรู้จักใช้สมองในการคิด เช่นพวกเราต้องปรับกระบวนทัศน์ ต้องถามว่า How to? ต้องทำให้ลูกค้าพอใจ ต้องใช้กลยุทธ์ความแตกต่าง ต้องตอบว่าเปลี่ยนอย่างไร?
• Paradigm Shift คือปรับวิธีคิดแบบ Mechanic เป็น Organic , ปรับ What ? เป็น Why ? กับ How to ? ปรับการใช้ตากับหู เป็นการมองข้ามอนาคต ให้มองข้ามชอต ใช้ความฉลาดที่มีอยู่จะเห็นอนาคตในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า
• โลกมีการเปลี่ยนแปลง โลกมีการแข่งขันเยอะ
• Competency ของ อ.สมชาย คือ Predictive ทำให้สามารถทำนายอนาคตได้
• The future management บอกว่า บริษัทที่ประสบความสำเร็จ 33% มาจาก Passion จะนำไปสู่ความฉลาด มีพลังในการหาความรู้ตลอดเวลา
• องค์กรที่ประสบความสำเร็จ หัวต้องเก่ง มี Vision คนตามต้องตามได้
ถ้าคนจะรอดต้องเป็น DNA แบบ เต้นแทงโก้ได้ หมายความว่า ในวันนี้ต้องการคนในองค์กรปึ้งให้ทันกับจังหวะ คือ ต้องทันกับเจ้านาย เจ้านายต้องมีวิสัยทัศน์ บริษัทที่เจ้ง เพราะเจ้านายไม่มีวิสัยทัศน์
• คนที่จะปรับ Paradigm Shift ได้ต้อง เป็น Strategic Thinking
• คนฉลาดต้องมี 8 ประการสู่ Strategic Thinker 1.ต้องมี Visionary เห็นอะไรล่วงหน้า 2.คนต้องมี Weighted Thinker 3. ต้องมององค์รวม 4. Concept ต้องชัด 5.มี Innovative Thinking 6. ตรงประเด็น (Relevance) รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เพราะมีอะไรใกล้กับลูกค้ามากที่สุด 8. มีวิญญาณของคู่แข่งตลอดเวลา
• Strategic Thinker ใช้สมองตลอดเวลา ไม่เชื่อใครง่าย ๆ เป็น Conceptual Thinker มี Weighted Thinker, Visionary เห็นอะไรล่วงหน้า วิเคราะห์อะไรได้เจ๋ง มองอะไรเป็นองค์รวม คือเห็นทุกระบบ ไม่ใช่ System Thinking มี Customer Value Thinking มี Blue Ocean ที่ประสบความสำเร็จ
• คนฉลาดจะเห็นสิ่งที่เหมือนกันภายใต้ความแตกต่าง เช่นทำไมบ้านไร่กาแฟถึงไม่ประสบความสำเร็จ หรือ อย่าทำนวดฝ่าเท้าในปั้ม เหมือนกัน ยังไง ? Why?
- การทำธุรกิจเป็นการมองจากมุมตัวเอง
- มีโอกาสเป็นลูกค้าคนเดียวกัน
- เวลาเดินไปทางต่างจังหวัดต้องการไปสู่เป้าหมายที่เร็ว แต่ทั้ง 2 ธุรกิจนี้มีความเหมือนกันคือเป็นการทำอาชีพที่โคตรช้า
• การมองจากผลประโยชน์ของตัวเองไม่แน่ใจว่าสังคมไทยจะไปแบบไหน จะสามารถนำสู่ความล่มสลายของประเทศไทย
• Paradigm shift – ให้มองข้ามไปในอนาคต,อย่ามองตนเอง ให้มองจากคนอื่นด้วย, อย่าเป็นโรค IOLO, รู้เขารู้เรา
• วิสัยทัศน์ในความหมายที่ 1 ทิศทางขององค์กรไปสู่อนาคต Concept ต้องชัด – ความสามารถในการมองอนาคตขององค์กรต้องเจ๋ง ทางรอดขององค์กรอยู่ที่คน แต่เป็นคนประเภทไหน?
ตัวอย่างเช่น เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์, อีจีวี, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปลี่ยนโรงแรมเป็น Hospitality เป็นต้น
หัวใจกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรคือ Visionary เป็นส่วนหนึ่งของ Strategic
Game Theory
1. ทุกอย่างมีสัญญาณ
อาจารย์สมชายเอาถังมาใบหนึ่งใส่ลูกกอล์ฟเต็มถัง ถามนักเรียนว่าเต็มยัง? นักเรียนบอกเต็มแล้ว อาจารย์บอกยัง แล้วก็ใส่ทรายให้เต็ม ถามนักเรียนว่าเต็มยัง? นักเรียนบอกเต็มแล้ว อาจารย์บอกยัง แล้วก็ใส่น้ำไปจนเต็มถัง? Case นี้สอนอะไร ?
คนเราต้องเรียนรู้ และมีลำดับความสำคัญ
1. ความรู้ไม่มีทางเต็ม หลังจากจบแล้วต้องหาความรู้เพิ่ม ๆ ๆ ระบบการศึกษาที่ดีต้องสอนให้คิดแบบนี้ หัวใจคือความรู้ไม่มีวันเต็ม ต้องหาอยู่เรื่อย ๆ
2. ความรักไม่มีวันเต็ม อยู่ด้วยกันเป็น Dynamic นับวันยิ่งรักมากขึ้น เต็มเมื่อไหร่อย่าขาดเมื่อนั้น ความสวยมองด้วยใจตลอดชีวิต
3. ลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นเราต้องใช้สมองตลอดเวลา
4. เวลามองเรื่องความสำคัญให้มองสองมุมคือมุมอ.สมชาย หรือมุมเรา ...
5. ในการวิเคราะห์อนาคต อย่ามองจากมุมตัวเอง...ทุกอย่างมีสัญญาณ เช่น อ.สมชายใส่กอล์ฟก่อน กอล์ฟจึงสำคัญในมุมมองอาจารย์
6. ต้องเรียนรู้ในการจับสัญญาณ เช่น ถนนในเมืองไทยมีเยอะมาก , รู้จักฟัง และสังเกต เช่นมีคนบ่นเรื่องห้องน้ำ เกิดห้องน้ำสะอาด, สังเกตุเห็นร้านอาหารเยอะแสดงว่าคนชอบกิน เกิด Jiffy ในปั๊ม เป็นต้น
2. น้ำหนักในใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
• มีคนตกงาน มีอาจารย์คนที่ 1 แนะนำให้มีอาชีพขอทาน ไปขอ ก็ได้เงิน ต่อมา อาจารย์คนที่ 2 แนะนำว่าชุมชนไหนมีคนเยอะ ให้ไปขอตรงนั้นเลย คนนี้ได้เลยได้เยอะขึ้น แต่คนไม่ชอบ อาจารย์คนที่ 3 บอกว่าอย่าไปขอแบบกดดันเขาให้ไปนั่งเฉย ๆ ปรากฎว่าได้น้อยลง อาจารย์คนที่ 4 บอกให้เขียนข้อความให้คนสงสาร เช่น Help me I’m blind ทำให้ได้เงินเยอะมากขึ้น อาจารย์คนที่ 5 บอกว่าให้เขียน The world is beautiful but I can’t see ทำให้คราวนี้ได้เงินเยอะมากขึ้น เลยอยู่ทั้ง 24 ชั่วโมง
• อยากถามว่า ทำไมข้อความเขียนเหมือนกัน สถานที่เดียวกัน บางช่วงบางเวลาให้เยอะ บางช่วงเวลาคนให้น้อย
ตอบ....กลางวัน,กลางคืน ,ฝนตก ,ฝนไม่ตก
• ต่อมาอาจารย์คนที่ 7 สอนว่าทำไมบางครั้งขายดี บางครั้งขายไม่ดี ให้อธิบายถึงสิ่งที่เหมือนกันบนความแตกต่าง อะไรคือกุญแจแห่งความสำเร็จ อะไรคือตัวกำหนด ถ้าจะเห็นคือจุดเริ่มต้นต่อการใช้ชั่วนิรันดร์ คือให้รู้จักมองสิ่งเหมือนกันภายใต้ความแตกต่าง
• ความแตกต่างที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า ขอให้ค้นพบลูกกอล์ฟของคนที่จะให้เงินคุณได้ อะไรคือองค์ประกอบที่ทำให้ตัดสินใจให้หรือไม่ให้
• Key Success Factor คือความสงสาร ยิ่งสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่รู้สึกแตกต่างมาก ยิ่งมีความสงสารมาก
คนบางคนไม่เขียนก็จะไม่รู้สึก เป็นต้น สังเกตได้ว่า ความสงสารได้มาจาก Contrast
ความเคยชินทำให้เกิด law of diminishing return จึงต้องควรมีการเปลี่ยนมุข หาที่ใหม่ ๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ดังนั้นการประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจ Key Success Factor
1. ทุกอย่างมีสัญญาณ
2. น้ำหนักในใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน
3. อย่ามองแต่มุมตัวเอง
4. การวิเคราะห์ตำแหน่งทางการตลาดใครใกล้ความต้องการลูกค้ามากสุดชนะ
3.ในการวิเคราะห์พฤติกรรมคนอื่น
• เอาเฉพาะปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของคน ๆ นั้น ปัจจัยภายนอกจะเป็นตัวกำหนดทางเลือก ศึกษาสภาพแวดล้อมภายในคืออุปนิสัย แล้วเราจะได้คำตอบว่าควรทำอย่างไร ว่าแต่ละทางเลือกมีความเป็นไปได้อย่างไร ?
• เช่น ในห้องเรียน สภาพแวดล้อมภายนอก คือ ห้องนี้ คุณ เวลาที่สอนอยู่ แล้วมาวิเคราะห์ไปได้
• สมมุติว่า อาจารย์สมชาย เปิดประตูออกไปในรอบ 2 ถามว่ามีโอกาสไปไหนได้บ้าง ลองคิด.......เช่นไป ห้องน้ำ กลับบ้าน โทรศัพท์ กินน้ำ กินข้าว เอาเอกสาร สูบบุหรี่ คลายเครียด ผายลม นัดคนไว้ แล้วลองวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่คน ๆ นั้นจะทำสิ่งนั้นมากน้อยเพียงใด ทุกอย่างมีสัญญาณ และสามารถทำนายได้ แต่ต้องใช้สมองในการวิเคราะห์ อดีตจะบอกอนาคต แต่ต้องใช้สมองถึงบอกได้
5. การวิเคราะห์ตำแหน่งของทางการตลาด ใกล้ที่สุดชนะแล้ว ให้เข้าไปสู่ตำแหน่งทางใจเขา ทุกอย่างมีสัญญาณ ความสำเร็จในการบริหารจัดการอย่ามองจากมุมตัวเองให้มองจากมุมเขา ให้ใกล้กับเขามากกว่าคนอื่น ๆ ลองวิเคราะห์คน ๆ หนึ่ง แล้วจะรู้ว่าคน ๆ นั้นให้น้ำหนักกับอะไรมากที่สุดตามลำดับความสำคัญ ?
ได้เรียนรู้จากอาจารย์สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ ในรูปแบบและแนวทางการพัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์ เพื่อนำไปสู่การเป็น Strategic Thinker ทำให้เห็นถึงโอกาสในการพัฒนาหน่วยงานของ สำนักงาน กสทช. ที่ทำหน้าที่การวิเคราะห์ข้อมูล คาดการณ์อนาคต โดยนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Visualization Management ใน War Room สำหรับผู้บริหาร เพื่อกำหนดนโยบายเชิงรับ เชิงรุกในการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
ได้เรียนรู้กับอาจารย์สมชาย ในเรื่อง 5 รูปแบบการพัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์ องค์ความรู้ที่ได้ จะนำไปจุดประกายความคิด สร้างสรรค์นวัตกรรมการบริหารจัดการในด้านการพัฒนาตนเอง การพัฒนาบุคลากร การพัฒนาแผนกลยุทธ์ สำหรับศูนย์ Call Center 1200 สำนักงาน กสทช. ซึ่งเป็น Contact Point ที่สำคัญของหน่วยงานในการให้บริการข้อมูลข่าวสารและรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งเรื่องร้องเรียนส่วนใหญ่เป็นเรื่องเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม สร้างการแตกแยกในสังคม ทำให้ย้อนไปถึงแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง Hotel Rwanda (http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/hotelrwanda/rwanda.html) ซึ่งเกิดจากการสร้างสถานการณ์ทำให้เกิดความแตกแยกทางสังคมในประเทศรวันด้า ส่วนหนึ่งอันเนื่องมาจากสื่อวิทยุ และขอเชื่อมโยงไปถึงวิทยุชุมชนบ้านเรา ที่ส่วนหนึ่งเป็นสื่อที่สร้างความแตกแยกของคนในสังคม ต่อยอดไปถึงสถานการณ์ทางการเมืองเมื่อ พ.ค. 53 ที่ผ่านมา ดังนั้นเพื่อนำร่องการสนับสนุนการกำกับดูแลทางด้านกิจการโทรทัศน์ ซึ่งได้มีภาคเอกชนได้พัฒนาไว้แล้วที่ http://www.me.in.th โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถแสวงหาพยานหลักฐานจากการตรวจสอบรายการTV ย้อนหลังได้ (TV On Demand) และไม่เป็นการผลักภาระให้ผู้ร้องเรียน ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชนโดยใช้สื่อ Web Site และSocial Network สร้างองค์ความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนในกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ และให้ภาคประชาชนเป็นผู้ Vote Like/Un Like ในรายการ TV ดังกล่าวพร้อมกับแจ้งให้ทราบถึงสิ่งที่ขัดต่อกฎ ระเบียบดังกล่าว
ทั้งนี้ ความคิดดังกล่าวเป็นการพัฒนาการตอบสนองต่อปัญหา ปรับภาพลักษณ์ของ กสทช.ในการให้บริการประชาชน โดยใช้การคิดแบบปรับกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) และคิดแบบนอกกรอบ (Creative Thinking) ซึ่งจะเป็นการนำไปปฏิบัติได้ก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยปฏิบัติ ซึ่งเป็นหน่วยใน Tier ที่ 2 ที่รับงานจากศูนย์ Call Center 1200 และได้ต้องรับความเห็นชอบจากผู้บริหารต่อไป
การได้ฟังอาจารย์สมชายฯบรรยาย เรื่อง 5 รูปแบบการพัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์ ทำให้ทราบว่าคนที่เก่งจริงและประสบความสำเร็จจริงๆ ท่านมีหลักคิดและวิธีการคิดการพัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์อย่างไร ทำให้มีเข้าใจอย่างแท้จริงมากขึ้น และสามารถนำแนวคิดไปปรับใช้ในการหากลยุทธ์ให้กับตัวเอง เพื่อพัฒนาศักยภาพแนวคิดเชิงกลยุทธ์ในการทำงานที่สำนักงาน กสทช.และงานส่วนตัว
การเรียนกับอาจารย์สมชายได้ประโยชน์ในการนำมาปรับใช้ในการทำงานคือ สอนให้เราคิดเป็นระบบและมีเหตุผล ให้น้ำหนักกับสิ่งสาระสำคัญและตรงประเด็น มองเป็นองค์รวมโดยสังเกตุจาสัญญานบางอย่าง รวมทั้งได้สอนให้เราทำงานโดยมองข้ามไปในอนาคตว่าเหตุการณ์และสิงแวดล้อมที่เป็นอยู่ หากเราเป็นคนช่างคิดอย่างมีเหตุผล เราสามารถคาดการณ์ได้ค่อนข้างถูกต้องว่าอไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ทั้งนี้หากบุคลากรของสำนักงาน กสทช. สามารถคิดย่างเป็นกลยุทธ์จะทำให้สำนักงาน กสทช. ได้รับการเชื่อถือ และทำประโยชน์ให้กับผู้ใช้บริการ (ประชาชน) และประเทศชาติอย่างแท้จริง
อาจารย์สมชายฯ ท่านได้สอนให้เรู้จักคิดอย่างมีหลักกการ รู้จักการสังเกต(ทุกสิ่งมีสัญญาณ) รู้จักเลือกรับรู้ในสิ่งที่ควรรู้ และรู้จักการคาดการณ์โดยอาศัยข้อมูลข่าวสารที่ดีมีที่มาน่าเชื่อถือ ซึ่งต่อไปนี้ ก็จะนำเอาหลักการที่อาจารย์สอนไว้มาประยุกต์ใช้ในการค้นหาสัญญาณที่สำคัญแล้วนำมาวิเคราะห์ประกอบการคาดการณ์ในสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพื่อประกอบการวางแผนในการจัดการกับการทำงานให้สำเร็จลุล่วงต่อไป
สิ่งที่ได้รับจากการอบรม :
ปัจจุบันมีการแข่งขันกันสูง ผู้ที่อยู่รอดได้มีต้องความคิดในลักษณะ Strategic Thinking มีการปรับทัศนคติ (Paradigm Shift) ในการคิดในการทำงาน ต้องคาดการณ์อนาคตขององค์กรล่วงหน้า และมองอนาคตตัวเองให้ได้ และที่สำคัญจะต้องมีความสามารถในการมองหรือคาดการณ์อนาคตด้วย
สิ่งที่นำมาใช้ในองค์กร :
สำนักงาน กสทช. อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลง บทบาทหน้าที่ขององค์กรเพิ่มขึ้น ผู้มีส่วนได้เสียมีหลายกลุ่ม การจะตั้งรับหรือจัดการกับผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่มได้นั้น จะต้องศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมและความสนใจของแต่ละกลุ่มให้ชัดเจนก่อน เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้ตรงประเด็น ทั้งนี้ สำนักงาน กสทช. จะต้องให้ความสนใจและความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่ม เพื่อมิให้เกิดการได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเกินไป ที่สำคัญจะต้องให้ความสนใจต่อสังคมส่วนรวมเพื่อให้สังคมและประเทศชาติอยู่รอดได้
สำนักงาน กสทช. เพิ่งปรับเปลี่ยนตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2553 ทำให้มีภารกิจเพิ่มขึ้นมาอีก ดังนั้น Strategic Thinker นับว่ามีประโยชน์ในการนำมาใช้ในการปฏิบัติงานได้ ทำให้ต้องมีการคิด วิธีการ การคาดเดาในอนาคต เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมทั้งต้องคิดในองค์รวมและต้องมีความชัดเจน พร้อมทั้งต้องคิดในเชิงนวัตกรรมและสิ่งที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความพอใจของผู้ที่มาใช้บริการ
หลักสูตรพัฒนาความคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อบริหารการเปลี่ยนแปลง เป็นหลักสูตรที่ดีประกอบกับอาจารย์ผู้สอนก็เป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่หลากหลาย แต่เนื่องจากกำหนดการที่จัดเตรียมไว้ อาจะมีความกระชับมากไป ทำให้การถ่ายทอดต้องกระชับตามไปด้วย สำหรับสิ่งที่อาจารย์จิระ และอาจารย์สมชายได้ถ่ายทอดทำให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้เกี่ยวกับแนวคิด รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดีจากการพิจารณากำหนดการเห็นว่ามีการทำ Work Shop หลายวิชา ซึ่งอาจทำให้ผู้เข้ารับการอบรมอาจจะได้รับความรู้และประสบการณ์จากอาจารย์ผู้สอนได้ไม่เต็มที ดังนั้นหากลดการทำ Work Shop ลงบ้าง ก็จะทำให้วิทยากรมีเวลาถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์มากขึ้น
ถึงทุกๆคน (กสทช.)
สิ่งที่ได้รับจาก course ของ ดร.สมชาย คือการรู้จักเป็น strategist ความสามารถในด้าน predictive การวิเคราะห์จากข้อมูลที่มีอยู่ การวิเคราะห์แบบนึกถึงความรู้สึก ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก (put yourself in your customers' shoes) ความสำคัญของ sign and signal การช่างสังเกต หา common ground จากสิ่งที่แตกต่างกัน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานของ กสทช ได้เป็นอย่างดี
สิ่งที่ได้รับความรู้จาก ดร.สมชาย คือได้เรียนรู้ถึงวิธีการที่คิดอย่างเป็นระบบ การคาดการณ์ถึงความเป็นไปที่จะเกิดขึ้นอย่างสมเหตุสมผลภายใต้ปัจจัยสิ่งต่างๆ หรือข้อมูลที่มีอยู่ การพิจารณารู้จักให้น้ำหนักและจัดลำดับความสำคัญทางความคิด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการนำไปปฏิบัติงานในสำนักงาน กสทช.อย่างดี โดยที่จะทำให้เราสามารถวิเคราะห์ถึงการให้ความสำคัญต่องานแต่ละภารกิจ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อการทำงานนั้นๆ
อาจารย์สมชาย ถ่ายทอดประสบการณ์ได้อย่างดีมาก มีวิธีการสอนที่น่าประทับใจทำให้เกิดแนวคิดในการปรับกระบวนทัศน์ ปรับวิธีคิด คิดอย่างเป็นระบบ ให้ความสำคัญกับสิ่งต่าง ๆ เป็นลำดับชั้น มององค์กรในภาพรวม ซึ่งจำเป็นอย่างมากในการทำงาน ทำให้สามารถหาวิธีทางและเหตุผลที่จะทำให้การทำงานบรรลุผลสำเร็จได้