สรุปการบรรยายโดย ทีมงาน ดร.จีระ หงส์ลดารมภ์

การบรรยายเรื่อง 5 รูปแบบการคิดเชิงกลยุทธ์กับการทำงานของ สำนักงาน กสทช.

โดย รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ วันที่ 23 มิถุนายน 2554

• ปัจจุบันเข้าสู่ยุคไม่เหมือนเดิม คือ เป็นแบบ Paradigm shift

• สมัยก่อนใช้ตา และหู เรียกว่าประสบการณ์ เป็นการบริหารจากประสบการณ์ ไม่ต้องเรียน อย่างโลกทัศน์ หรือ Mindset ของคนสมัยก่อนจึงเป็นแบบนั้น คำพูดที่คนออกมาคือ What? อะไร ? เป็นต้น แต่ปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ที่Thomas Siegmund บอกว่า The world is flat

• ฉลาดแบบเก่า กลายเป็นโง่แบบใหม่ อย่างนี้เรียกว่า Paradigm Shift

• โลกเปลี่ยนเร็วมาก ความรู้ไม่ได้อยู่ในตัวปริญญาที่ได้

• ระวังโรค IOLO คือ รู้ทุกเรื่องเว้นเรื่องที่ควรรู้

• ถ้าจะชนะคนต้องเก่งคำนวณ และภาษา

• Competency ควรเป็น Strategist จึงจะรอด

• Paradigm Shift สรุปคือ ต้องการมนุษย์พันธ์ใหม่ใช้ตากับหูแค่ 10 % ให้สมอง 90 % เป็นพันธ์ที่ตรงกับโลกแบน เห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เรียกพันธ์นี้ว่า Visionary – Thinker สามารถใช้สมองและกลั่นกรองข้อมูลได้

• รับเฉพาะข้อมูลและความรู้ที่สำคัญยังไม่รอดเนื่องจากข้อมูลสำคัญเยอะมาก เราต้องการมนุษย์ที่รับข้อมูลเฉพาะ ๆๆๆๆ ที่สำคัญ ใช้สมองตลอดเวลาตั้งแต่ Input และใช้สมองตลอดเวลา

• การใช้สมอง 1. เป็นแบบ Mechanic ไม่มีชีวิต ไม่ใช้สมอง เกิดจากการสอนแบบ Input ออกมาแบบ Output นักเรียนเครียด ไม่กล้าพูด กลัวพูดผิด ดังนั้นจึงเงียบตลอด ตรงกับโลกกลมพอดี คือ What? 2. ระบบ Organic แบบมีชีวิต ต้องใส่ปุ๋ยให้ดี จริง ๆ มนุษย์มีสมองแบบมีชีวิตแต่ระบบการศึกษาสอนให้โง่ ความจริงแล้ว หน้าที่ของมหาวิทยาลัยมีหน้าที่อย่างเดียวคือกระตุ้นให้เกิดความรู้ และสอนให้แสวงหาความรู้

• ปัจจุบันโลกแบน ดังนั้นการเรียนการสอนจึงต้องแสดงออกให้เป็น Why? และ How to?

• โลกแบน 1. Organic ใช้สมอง 2. Weight in Thinking ทุกอย่างมีน้ำหนัก บริหาร 20 %ให้ได้ผลลัพธ์ 80%

• Change วิเคราะห์ไม่ได้แต่ทุกอย่างเป็นสัญญาณในการวิเคราะห์อนาคตได้ สิ่งนั้นจึงเป็นที่มาของการเรียน Change Management

• Visionary มี 2 ความหมายคือ 1. มองอนาคตให้เจ๋ง 2. มองตัวเองให้เจ๋ง

• จุดอ่อนสามารถปรับเป็นจุดแข็งได้โดยการใฝ่หาความรู้ เพื่อพัฒนาให้ตัวเองรอด

• จงทำสิ่งที่เรามีพลังถึงสามารถทำให้สำเร็จได้ เรียกว่ามี Passion

• ในวันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่ต้องรู้จักใช้สมองในการคิด เช่นพวกเราต้องปรับกระบวนทัศน์ ต้องถามว่า How to? ต้องทำให้ลูกค้าพอใจ ต้องใช้กลยุทธ์ความแตกต่าง ต้องตอบว่าเปลี่ยนอย่างไร?

• Paradigm Shift คือปรับวิธีคิดแบบ Mechanic เป็น Organic , ปรับ What ? เป็น Why ? กับ How to ? ปรับการใช้ตากับหู เป็นการมองข้ามอนาคต ให้มองข้ามชอต ใช้ความฉลาดที่มีอยู่จะเห็นอนาคตในอีก 20 - 30 ปีข้างหน้า

• โลกมีการเปลี่ยนแปลง โลกมีการแข่งขันเยอะ

• Competency ของ อ.สมชาย คือ Predictive ทำให้สามารถทำนายอนาคตได้

• The future management บอกว่า บริษัทที่ประสบความสำเร็จ 33% มาจาก Passion จะนำไปสู่ความฉลาด มีพลังในการหาความรู้ตลอดเวลา

• องค์กรที่ประสบความสำเร็จ หัวต้องเก่ง มี Vision คนตามต้องตามได้

ถ้าคนจะรอดต้องเป็น DNA แบบ เต้นแทงโก้ได้ หมายความว่า ในวันนี้ต้องการคนในองค์กรปึ้งให้ทันกับจังหวะ คือ ต้องทันกับเจ้านาย เจ้านายต้องมีวิสัยทัศน์ บริษัทที่เจ้ง เพราะเจ้านายไม่มีวิสัยทัศน์

• คนที่จะปรับ Paradigm Shift ได้ต้อง เป็น Strategic Thinking

• คนฉลาดต้องมี 8 ประการสู่ Strategic Thinker 1.ต้องมี Visionary เห็นอะไรล่วงหน้า 2.คนต้องมี Weighted Thinker 3. ต้องมององค์รวม 4. Concept ต้องชัด 5.มี Innovative Thinking 6. ตรงประเด็น (Relevance) รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร เพราะมีอะไรใกล้กับลูกค้ามากที่สุด 8. มีวิญญาณของคู่แข่งตลอดเวลา

• Strategic Thinker ใช้สมองตลอดเวลา ไม่เชื่อใครง่าย ๆ เป็น Conceptual Thinker มี Weighted Thinker, Visionary เห็นอะไรล่วงหน้า วิเคราะห์อะไรได้เจ๋ง มองอะไรเป็นองค์รวม คือเห็นทุกระบบ ไม่ใช่ System Thinking มี Customer Value Thinking มี Blue Ocean ที่ประสบความสำเร็จ

• คนฉลาดจะเห็นสิ่งที่เหมือนกันภายใต้ความแตกต่าง เช่นทำไมบ้านไร่กาแฟถึงไม่ประสบความสำเร็จ หรือ อย่าทำนวดฝ่าเท้าในปั้ม เหมือนกัน ยังไง ? Why?

- การทำธุรกิจเป็นการมองจากมุมตัวเอง

- มีโอกาสเป็นลูกค้าคนเดียวกัน

- เวลาเดินไปทางต่างจังหวัดต้องการไปสู่เป้าหมายที่เร็ว แต่ทั้ง 2 ธุรกิจนี้มีความเหมือนกันคือเป็นการทำอาชีพที่โคตรช้า

• การมองจากผลประโยชน์ของตัวเองไม่แน่ใจว่าสังคมไทยจะไปแบบไหน จะสามารถนำสู่ความล่มสลายของประเทศไทย

• Paradigm shift – ให้มองข้ามไปในอนาคต,อย่ามองตนเอง ให้มองจากคนอื่นด้วย, อย่าเป็นโรค IOLO, รู้เขารู้เรา

• วิสัยทัศน์ในความหมายที่ 1 ทิศทางขององค์กรไปสู่อนาคต Concept ต้องชัด – ความสามารถในการมองอนาคตขององค์กรต้องเจ๋ง ทางรอดขององค์กรอยู่ที่คน แต่เป็นคนประเภทไหน?

ตัวอย่างเช่น เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์, อีจีวี, โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปลี่ยนโรงแรมเป็น Hospitality เป็นต้น

หัวใจกำหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรคือ Visionary เป็นส่วนหนึ่งของ Strategic

Game Theory

1. ทุกอย่างมีสัญญาณ

อาจารย์สมชายเอาถังมาใบหนึ่งใส่ลูกกอล์ฟเต็มถัง ถามนักเรียนว่าเต็มยัง? นักเรียนบอกเต็มแล้ว อาจารย์บอกยัง แล้วก็ใส่ทรายให้เต็ม ถามนักเรียนว่าเต็มยัง? นักเรียนบอกเต็มแล้ว อาจารย์บอกยัง แล้วก็ใส่น้ำไปจนเต็มถัง? Case นี้สอนอะไร ?

คนเราต้องเรียนรู้ และมีลำดับความสำคัญ

1. ความรู้ไม่มีทางเต็ม หลังจากจบแล้วต้องหาความรู้เพิ่ม ๆ ๆ ระบบการศึกษาที่ดีต้องสอนให้คิดแบบนี้ หัวใจคือความรู้ไม่มีวันเต็ม ต้องหาอยู่เรื่อย ๆ

2. ความรักไม่มีวันเต็ม อยู่ด้วยกันเป็น Dynamic นับวันยิ่งรักมากขึ้น เต็มเมื่อไหร่อย่าขาดเมื่อนั้น ความสวยมองด้วยใจตลอดชีวิต

3. ลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นเราต้องใช้สมองตลอดเวลา

4. เวลามองเรื่องความสำคัญให้มองสองมุมคือมุมอ.สมชาย หรือมุมเรา ...

5. ในการวิเคราะห์อนาคต อย่ามองจากมุมตัวเอง...ทุกอย่างมีสัญญาณ เช่น อ.สมชายใส่กอล์ฟก่อน กอล์ฟจึงสำคัญในมุมมองอาจารย์

6. ต้องเรียนรู้ในการจับสัญญาณ เช่น ถนนในเมืองไทยมีเยอะมาก , รู้จักฟัง และสังเกต เช่นมีคนบ่นเรื่องห้องน้ำ เกิดห้องน้ำสะอาด, สังเกตุเห็นร้านอาหารเยอะแสดงว่าคนชอบกิน เกิด Jiffy ในปั๊ม เป็นต้น

2. น้ำหนักในใจของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

• มีคนตกงาน มีอาจารย์คนที่ 1 แนะนำให้มีอาชีพขอทาน ไปขอ ก็ได้เงิน ต่อมา อาจารย์คนที่ 2 แนะนำว่าชุมชนไหนมีคนเยอะ ให้ไปขอตรงนั้นเลย คนนี้ได้เลยได้เยอะขึ้น แต่คนไม่ชอบ อาจารย์คนที่ 3 บอกว่าอย่าไปขอแบบกดดันเขาให้ไปนั่งเฉย ๆ ปรากฎว่าได้น้อยลง อาจารย์คนที่ 4 บอกให้เขียนข้อความให้คนสงสาร เช่น Help me I’m blind ทำให้ได้เงินเยอะมากขึ้น อาจารย์คนที่ 5 บอกว่าให้เขียน The world is beautiful but I can’t see ทำให้คราวนี้ได้เงินเยอะมากขึ้น เลยอยู่ทั้ง 24 ชั่วโมง

• อยากถามว่า ทำไมข้อความเขียนเหมือนกัน สถานที่เดียวกัน บางช่วงบางเวลาให้เยอะ บางช่วงเวลาคนให้น้อย

ตอบ....กลางวัน,กลางคืน ,ฝนตก ,ฝนไม่ตก

• ต่อมาอาจารย์คนที่ 7 สอนว่าทำไมบางครั้งขายดี บางครั้งขายไม่ดี ให้อธิบายถึงสิ่งที่เหมือนกันบนความแตกต่าง อะไรคือกุญแจแห่งความสำเร็จ อะไรคือตัวกำหนด ถ้าจะเห็นคือจุดเริ่มต้นต่อการใช้ชั่วนิรันดร์ คือให้รู้จักมองสิ่งเหมือนกันภายใต้ความแตกต่าง

• ความแตกต่างที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า ขอให้ค้นพบลูกกอล์ฟของคนที่จะให้เงินคุณได้ อะไรคือองค์ประกอบที่ทำให้ตัดสินใจให้หรือไม่ให้

• Key Success Factor คือความสงสาร ยิ่งสิ่งที่เห็นกับสิ่งที่รู้สึกแตกต่างมาก ยิ่งมีความสงสารมาก

คนบางคนไม่เขียนก็จะไม่รู้สึก เป็นต้น สังเกตได้ว่า ความสงสารได้มาจาก Contrast

ความเคยชินทำให้เกิด law of diminishing return จึงต้องควรมีการเปลี่ยนมุข หาที่ใหม่ ๆ เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ดังนั้นการประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจ Key Success Factor

1. ทุกอย่างมีสัญญาณ

2. น้ำหนักในใจของแต่ละคนไม่เท่ากัน

3. อย่ามองแต่มุมตัวเอง

4. การวิเคราะห์ตำแหน่งทางการตลาดใครใกล้ความต้องการลูกค้ามากสุดชนะ

3.ในการวิเคราะห์พฤติกรรมคนอื่น

• เอาเฉพาะปัจจัยภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของคน ๆ นั้น ปัจจัยภายนอกจะเป็นตัวกำหนดทางเลือก ศึกษาสภาพแวดล้อมภายในคืออุปนิสัย แล้วเราจะได้คำตอบว่าควรทำอย่างไร ว่าแต่ละทางเลือกมีความเป็นไปได้อย่างไร ?

• เช่น ในห้องเรียน สภาพแวดล้อมภายนอก คือ ห้องนี้ คุณ เวลาที่สอนอยู่ แล้วมาวิเคราะห์ไปได้

• สมมุติว่า อาจารย์สมชาย เปิดประตูออกไปในรอบ 2 ถามว่ามีโอกาสไปไหนได้บ้าง ลองคิด.......เช่นไป ห้องน้ำ กลับบ้าน โทรศัพท์ กินน้ำ กินข้าว เอาเอกสาร สูบบุหรี่ คลายเครียด ผายลม นัดคนไว้ แล้วลองวิเคราะห์ความเป็นไปได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่คน ๆ นั้นจะทำสิ่งนั้นมากน้อยเพียงใด ทุกอย่างมีสัญญาณ และสามารถทำนายได้ แต่ต้องใช้สมองในการวิเคราะห์ อดีตจะบอกอนาคต แต่ต้องใช้สมองถึงบอกได้

5. การวิเคราะห์ตำแหน่งของทางการตลาด ใกล้ที่สุดชนะแล้ว ให้เข้าไปสู่ตำแหน่งทางใจเขา ทุกอย่างมีสัญญาณ ความสำเร็จในการบริหารจัดการอย่ามองจากมุมตัวเองให้มองจากมุมเขา ให้ใกล้กับเขามากกว่าคนอื่น ๆ ลองวิเคราะห์คน ๆ หนึ่ง แล้วจะรู้ว่าคน ๆ นั้นให้น้ำหนักกับอะไรมากที่สุดตามลำดับความสำคัญ ?