สำหรับ"นั่วหมี่"นี้ ผมยกให้เป็นเมนูเอกของวันนี้ครับ ด้วยเพราะเห็นครั้งใดก็ทำให้นึกถึงอั่วปลาทูของคุณย่า จำได้ว่าตอนเป็นเด็กจะทะเลาะกับพี่สาวทุกครั้งที่กินปลาทูเหตุเพราะปลาทูเข่งที่บ้านผมสมัยนั้น มันตัวเล็กมากครับทำให้มีเนื้อปลาน้อย กินไม่อิ่มเลยทำให้เราพี่น้องมักมีปากเสียงกันครับ โดยเฉพาะเมื่อมีใครสักคนหยิบเนื้อไปกินคราวละมากๆ (ฮ่าๆ) คุณย่าของผมท่านแก้ปัญหาโดยเอามาอั่วใส่ข้าวเหนียวครับ (ข้าวเยอะมาก เนื้อปลาทูมีหน่อยเดียวเอง...คุณย่าใจร้าย (ฮ่าๆ)) วิธีการคือ เอาข้าวเหนียวปั้นใหญ่มาแผ่ไว้บนฝ่ามือ เสร็จแล้วก็เอาเนื้อปลาทูมาใส่ไว้ตรงกลาง หลังจากนั้นก็เอาข้าวที่แผ่มาห่อเนื้อปลาจนมิด...คุณย่าผมท่านจะใช้มือขยำๆอยู่นาน (อาการนี้เอง จึงทำให้มีคำศัพท์ว่า "รสมือ" ฮ่าๆ) แถมบางครั้งก็เติมข้าวเพิ่มด้วย... ปั้นเดียวก็เอาอยู่ครับ หากกินตอนเช้าก็อิ่มกันไปจนถึงเที่ยงเลยทีเดียว
          คุนหมิงยามเช้า...อากาศยังเย็นสบายเหมือนเช่นเคย ปกติแล้วทุกๆวันพุธ ผมจะต้องรีบขึ้นรถเมล์ของมหาวิทยาลัย ไปสอนนักศึกษาที่วิทยาเขต เฉิงก้ง (ภายในปี54นี้ม.ยูนนานนอร์มอล วิทยาเขตเฉิงก้งจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยหลัก แทนสถานที่เดิม(เปิ่นปู้)ซึ่งอยู่ในเมือง) แต่เนื่องจากผมปิดคอร์สที่นั่นไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เช้านี้ของผม จึงเริ่มต้นขึ้นอย่างช้าๆ... ไม่ต้องรีบตื่นมาอาบน้ำ ทานข้าว แล้ววิ่งไปขึ้นรถ (ต้องวิ่งจริงๆครับ เพราะรถจะออกตามจำนวนคนบนรถ ไม่ค่อยออกตามตารางที่แปะไว้หรอกครับ) และด้วยความเอื่อยอ่อนของเวลาเช่นนี้เอง...ทำให้ผมได้มีโอกาสไปเก็บภาพชีวิตยามเช้าในมหาวิทยาลัยที่แสนจะชินตา...แต่ก็ไม่เคยได้ถ่ายรูปเก็บไว้สักที

          เริ่มกันที่จุดรอรถเมล์บริเวณทางเข้าด้านหน้าของมหาวิทยาลัย(เปิ่นปู้) จะเป็นสถานที่จอดรถสำหรับรับ-ส่งคณาจารย์ที่ต้องเดินทางไปสอนที่วิทยาเขตต่างๆของมหาวิทยาลัย(ยูนนานนอร์มอลจะมีอยู่ 3 วิทยาเขต) ...โดยบริเวณที่จอดรถนี้จะมีบรรยากาศที่ร่มรื่นและน่าพักผ่อนเป็นอย่างมาก ด้วยเพราะถูกขนาบข้างไปด้วยสวนสวยซึ่งมีทั้งศาลาสามเส้าซึ่งบอกเล่าเรื่องราวการก่อตั้งมหาวิทยาลัย มีสระน้ำ(เลี้ยงปลาทอง) และประติมากรรมทองเหลือง นอกจากนี้ยังมีรูปปูนปั้นของเหล่าบุคคลสำคัญต่างๆอีกด้วย ทำให้บริเวณนี้กลายเป็นจุดนัดพบและเป็นสถานที่สำหรับทำกิจกรรมต่างๆของนักศึกษาและบุคคลทั่วไป

          สำหรับกิจกรรมที่ผมได้พบเห็นบ่อยๆในบริเวณนี้ก็คือ การอ่านหนังสือ ร้องเพลง เล่นดนตรี กินข้าว เลี้ยงเด็ก รำมวยจีน หรือแม้กระทั่งการนอนหลับ (มีทั้งเดี่ยวและเป็นกลุ่ม...บางคนนอนคุยเล่นกัน บางคนหลับแบบจริงจัง...แต่ต้องมาช่วงบ่ายๆนะครับ จึงจะได้เห็น) แต่ภาพที่เห็นเป็นประจำในยามเช้าเช่นนี้ ก็คือ ภาพเหล่านักศึกษาที่เดินวนเวียนไปตามทางเดินต่างๆเพื่อท่องหนังสือกันอย่างขะมักเขม้น โดยส่วนใหญ่นักศึกษาจะอ่านออกเสียงหรือไม่ก็พูดออกมาดังๆ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น... 

          ได้มานั่งมองตรงนั้น ตรงนี้ ก็พลอยให้นึกถึงครั้งแรกที่ผมมารอรถ ณ ที่แห่งนี้ในวันอังคารที่ 21 กันยายน 2553 อาจารย์ Liu Yan นัดผมให้มาขึ้นรถที่นี่ตอนหกโมงสี่สิบ(ตารางบอกไว้ว่ารถออกเจ็ดโมงเช้า) ผมรีบตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อจัดการตัวเองทุกอย่างให้เรียบร้อยแล้วมานั่งรออาจารย์หลิว(ที่ครั้งแรกเหมือนว่าเขาจะไปส่งผมถึงเฉิงก้ง)ตั้งแต่ตอนหกโมงครึ่ง ...รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รอจนเวลาที่รถจะออก ผมก็ได้พบอาจารย์หลิว...เธอรีบพาผมขึ้นรถและแนะนำให้ผมรู้จักกับคุณป้าที่เป็นสารถี แล้วก็แนะนำให้ผมรู้จักกับอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่จะช่วยพาผมไปที่ตึกเรียน...ทั้งหมดใช้เวลาไปเพียง 2 นาที ไม่ทันที่ผมจะได้ถามอะไรต่อ อาจารย์หลิวก็ได้ลงรถไปเสียแล้ว ปล่อยให้ผมนั่งข้างๆอาจารย์ชาวจีนที่พูดแต่ภาษาจีนเพียงอย่างเดียว...ท่านก็น่ารักมากครับ ชวนผมคุยแล้วก็ชี้นั่นนี่โน่นไปตลอดทาง...ส่วนผมยิ้มอย่างเดียวครับ (นี่ไงครับ ใครๆถึงได้ติดใจยิ้มสยามของเรา...ฮ่าๆ) เพราะไม่รู้เรื่องสักอย่าง ทำได้แต่เพียงเดาไปตามท่าทางของท่านอาจารย์ โดยมีสายตาของคนทั้งรถมองมาเป็นระยะๆ

          และแม้ว่าผมจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ท่านอาจารย์ชาวจีนได้พูดเลยแม้เพียงคำเดียว แต่ประสบการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้ผมได้เห็นมิตรภาพ และได้มองคนจีนในมุมใหม่ๆ โดยเฉพาะความมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมอาชีพคนหนึ่งที่ไม่สามารถสื่อสารภาษากับคนรอบข้างได้เลย...ต้องขอขอบพระคุณท่านอาจารย์มากครับ แม้ว่าผมยังจะไม่รู้ชื่อของท่าน แต่เหตุการณ์ในวันนั้น...จะไม่มีทางลบเลือนและจะยังตรึงอยู่ในใจของผมตลอดไป

          นั่งไปนั่งมาก็เริ่มหิวแล้วล่ะครับ เอาเป็นว่าวันนี้ผมจะถือโอกาสแนะนำอาหารเช้าสุดโปรด ในวันที่เวลาเดินช้าๆแบบนี้ก็แล้วกันนะครับ (จริงๆเพราะเลือกมากไม่ได้ครับ ที่จีนเขาจะขายข้าวหรือเปิดร้านข้าวกันตอน 11 โมง โปรดไม่โปรดก็ต้องกินละ... ฮ่าๆ) โดยร้านอาหารที่ผมจะพาไปนี้อยู่เลยไปจากจุดรอรถเมล์ในมหาวิทยาลัยไม่ใกล้ไม่ไกลครับ (ประมาณร้อยเมตร) เพียงเดินตรงเข้าไปในมหาวิทยาลัยจนสุดทาง(ประตูทางรถไฟ) ก็เจอแล้วล่ะครับ

          เริ่มจากอาหารที่ว่ากันว่า มาคุนหมิงก็ควรจะได้ลิ้มลองรสกันสักครั้ง นั่นคือ "เอ่อไคว่" (er kuai) ...เป็นอาหารท้องถิ่นของยูนนานครับ รูปร่างคล้ายโรตีสายไหมไม่ก็ปอเปี๊ยะสด ด้านนอกจะเป็นแป้งจี่(เขาจะเอาแผ่นแป้งขาวๆไปอุ่นบนเตาถ่านก่อนใส่ไส้ครับ)ภายในจะมีไส้เป็นปาท่องโก๋และมันฝรั่ง หรือบางคนที่ชอบกินเนื้อก็อาจสั่งเป็นไส้กรอกปิ้งแทนได้ครับผม และก่อนที่เขาจะเอามาห่อๆม้วนๆ(ผมดูไม่ทันว่าทำอย่างไรแต่ไม่ได้เอามาม้วนอย่างโรตีบ้านเราแน่ครับ) เขาจะให้เราเลือกเครื่องเคียงและน้ำราดก่อนครับผม ที่ร้านนี้เครื่องเคียงจะมี ผัดเห็ดผสมเนื้อหมู เต้าหู้ยี้ ถั่วทอด และผักดอง ส่วนน้ำราดจะมี2แบบ คือ หวานและเผ็ด แบบหวานั้นจะเป็นน้ำเชื่อมที่ปรุงจากถั่วลิสง ส่วนแบบเผ็ดจะเป็นน้ำพริกแดง (เรียกว่า ล่าเจียว ลักษณะก็เหมือนน้ำพริกตาแดงบ้านเรานั่นแหละครับ) สำหรับวันนี้ผมสั่งแบบหวานครับ ใส่ไส้ปาท่องโก็ มันฝรั่ง แล้วก็ถั่วทอด

          เมนูต่อมาคือ "จีต้านเจียนปิ่ง" (ji dan jian bing) มองไปแล้วก็เหมือนกับโรตีใส่ไข่บ้านเรานี่เอง ส่วนวิธีการทำนั้น เริ่มจากเอาแผ่นแป้งไปทอดบนกระทะหลุม เสร็จแล้วก็ตอกไข่ตามลงไป ตีไข่ให้แตกแล้วป้ายให้ทั่วแผ่นแป้ง เสร็จแล้วก็พลิกแผ่นแป้งมาอีกด้านหนึ่งครับ ใส่มันฝรั่งและต้นหอมซอยลงไป หลังจากนั้นเขาจะถามเราครับว่าเอาเผ็ดไหม ถ้าเรากินเผ็ด เขาก็จะใส่พริกแดงให้ครับ (เหมือนกับเอ่อไคว่เป๊ะๆ) พอเห็นว่าทุกอย่างสุกแล้ว เขาก็จะพับแผ่นแป้งขึ้นมาห่อไส้ไว้ด้านใน เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยไปอีกเมนูแล้วครับผม

          ส่วนเมนูสุดท้ายสำหรับเช้าวันนี้ ผมขอเสนอ "อั่วปาท่องโก๋" หรือ "นั่วหมี่" (nuo mi) ครับผม เมนูนี้ผมกินบ่อยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่ผมจะซื้อเฉพาะข้าวเหนียว(มีสองสีคือ ขาวกับม่วง) แล้วเอาไปกินกับไข่ต้มที่ห้องพักครับ (พอดีมีน้ำพริกกระป๋องติดมือมาจากบ้านครับ...เลยซื้อแต่ข้าวเหนียวไปกิน) สำหรับ"นั่วหมี่"นี้ ผมยกให้เป็นเมนูเอกของวันนี้ครับ ด้วยเพราะเห็นครั้งใดก็ทำให้นึกถึงอั่วปลาทูของคุณย่า จำได้ว่าตอนเป็นเด็กจะทะเลาะกับพี่สาวทุกครั้งที่กินปลาทู เหตุเพราะสมัยนั้นปลาทูเข่งที่บ้านผมมันตัวเล็กมากครับ เนื้อปลาจึงมีน้อย กินไม่อิ่มเลย จึงทำให้เราพี่น้องมักมีปากเสียงกันครับ โดยเฉพาะเมื่อมีใครสักคนหยิบเนื้อไปกินคราวละมากๆ (ฮ่าๆ) คุณย่าของผมท่านแก้ปัญหาโดยเอามาอั่วใส่ข้าวเหนียวครับ (ข้าวเยอะมาก เนื้อปลาทูมีหน่อยเดียวเอง...คุณย่าใจร้าย (ฮ่าๆ)) วิธีการคือ เอาข้าวเหนียวปั้นใหญ่มาแผ่ไว้บนฝ่ามือ เสร็จแล้วก็เอาเนื้อปลาทูมาใส่ไว้ตรงกลาง หลังจากนั้นก็เอาข้าวที่แผ่มาห่อเนื้อปลาจนมิด...คุณย่าผมท่านจะใช้มือขยำๆอยู่นาน (อาการนี้เอง จึงทำให้มีคำศัพท์ว่า "รสมือ" ฮ่าๆ) แถมบางครั้งก็เติมข้าวเพิ่มด้วย... ปั้นเดียวก็เอาอยู่ครับ หากกินตอนเช้าก็อิ่มกันไปจนถึงเที่ยงเลยทีเดียว

          กลับมาที่เมนูเอกของเราอีกครั้งครับผม วิธีการทำนั้นแม้จะง่ายดายแต่ก็น่ามองครับผม โดยเริ่มจากตักข้าวมาไว้บนผ้าขนหนูครับ หลังจากนั้นก็ใช้ตะเกียบคีบปาท่องโก๋ที่หั่นเป็นชิ้นๆแล้วมาวางไว้ตรงกลางข้าว เสร็จแล้วก็ทาด้วยเต้าหู้ยี้และพริกแดงนิดหน่อย แล้วก็มาถึงขั้นตอนการห่อครับ เขาจะรวบผ้าขนหนูที่ห่อข้าวเหนียวไว้ แล้วก็บิดไปบิดมา เมื่อเปิดผ้าอีกทีก็จะได้ข้าวเหนียวหนึ่งปั้นรูปร่างรีๆ แปลกตามากทีเดียวครับ ทีนี้เขาก็จะถามเราว่าชอบรสแบบไหน ถ้าเอาเค็มเขาก็จะป้ายเต้าหู้ยี้ที่ด้านนอกมากหน่อย ถ้าเอาเผ็ดก็จะละเลงพริกแดงบนข้าวให้เยอะเชียว แต่ที่ทำให้ผมถึงกับอึ้งก็คือ หากเราเอารสชาติหวานเขาก็ใช้น้ำตาลทรายป้ายไว้บนข้าวเหนียวนั้นเลย... ตรงไปตรงมาจริงๆครับผม

          เล่ามาจนถึงตอนท้ายแล้ว หลายท่านอาจมีคำถามในใจว่าผมพูดภาษาจีนไม่ได้ทำไมถึงรู้จักชื่อของอาหารพวกนี้ แล้วไหนจะการจำนรรจาเพื่อเลือกรสชาติของอาหารอีกเล่า... แต่ผมก็เชื่อนะครับว่ายังมีอีกหลายท่านที่พอจะเดาได้ว่าผมซื้ออาหารเหล่านี้ได้อย่างไร... ใช่แล้วครับ เช้านี้ผมไม่ได้ไปคนเดียวดอก ยังมีลูกศิษย์ใจดีที่คอยช่วยเหลืออาจารย์ใบ้(พูดกะใครก็ไม่มีใครเข้าใจ)อย่างผมไปด้วย...ฮ่าๆ ว่าแล้วก็ขอตัวไปจัดการกับจานชามที่ใช้ใส่อาหารที่เพิ่งรับประทานเสร็จไป ก่อนที่จะมาเขียนเล่าเรื่องราวให้ทุกท่านได้อ่านกัน...อ้อ เช้าๆแบบนี้ก็ต้องกล่าว "อรุณสวัส" กันก่อนครับ ขอให้ทุกท่านรับประทานอาหารเช้าอย่างเอร็ดอร่อยครับผม

 

พบเพื่อพราก...จากเพื่อเจอ

 

Kunming 11-06-22