จากประสบการณ์ของผู้เขียนและบรรดาลูกศิษย์ทุกท่านที่ได้ให้ทัศนะเอาไว้ จะเห็นได้ว่าความเป็นปราชญ์ของพระเดชพระคุณท่านไม่ใช่อยู่ที่องค์แห่งความรู้อย่างเดียว แต่หมายรวมไปถึงแบบอย่างแห่งความประพฤติของพระเดชพระคุณท่านด้วย สมดังพระบาลีว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ซึ่งแปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ (บริบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติ)

…………………………………………………………………………

๗.ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์  โวหารเสาวภาคย์

………………………………………………………………………

     ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์  โวหารเสาวภาคย์ (ป.ธ.๗) เป็นศิษย์ท่านหนึ่ง ที่เรียนอยู่ในสำนักเรียนบาลีสำนักวัดศรีโคมคำ จนได้เป็นเปรียญธรรม ๗ ประโยคคนแรกของสำนัก เคยเป็นครูผู้สอนของสำนักเรียนบาลี ปัจจุบันผันตัวเองเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตพะเยา ดำรงตำแหน่งเป็นผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป

     เล่าว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่ถ้าใช้งานใครแล้ว ท่านจะคอยติดตามงาน และแสดงความห่วงใยจนงานสำเร็จด้วยดี โดยยกตัวอย่างว่า สมัยที่เป็นสามเณร หลวงปู่ได้ใช้ให้พิมพ์งาน ซึ่งสมัยนั้นมีพิมพ์ดีดอยู่ตัวเดียว ขณะที่พิมพ์งานไปถึง ๓-๔ ทุ่ม พระเดชพระคุณต้องปูที่นอน-กางมุ้งให้นอนที่กุฏิของท่านเลยทีเดียว นับว่าภาพของวันนั้นเป็นภาพที่ติดตาติดใจของท่านไม่รู้ลืม

     ประเด็นต่อมาคือใครก็ตามที่มีความสนใจในด้านการศึกษาเล่าเรียนท่านจะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะย้ายไปอยู่ ณ วัดไหนไม่ว่าจะใกล้-ไกล ท่านจะตามไปฝากฝังไว้กับเจ้าอาวาสวัดนั้น ๆ ประเด็นนี้ผู้เขียนเคยมีประสบการณ์ด้วยตนเอง เมื่อไปอยู่วัดสังเวชฯ ท่านจะตามไปฝากไว้กับเจ้าอาวาสและติดตามถามข่าวตลอดเวลา

     นอกจากนี้แล้ว บรรดาลูกศิษย์ทั้งหมดที่ท่านเห็นว่าเหมาะสมเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศ หรือเรียนต่อในระดับปริญญาโทในประเทศก็ตาม ท่านจะสนับสนุนให้ทุนการศึกษาตลอดมา กรณี ผศ.ณรงค์  โวหารเสาวภาคย์ หลวงปู่เห็นว่าศึกษาในเมืองไทย ท่านจะให้ ๕,๐๐๐ บาท ส่วนตัวผู้เขียนไปศึกษาต่อในต่างประเทศท่านถวาย ๑๐,๐๐๐ บาท เป็นต้น

     พระภิกษุสามเณรที่อยู่ในสังกัด เจ็บป่วยพอท่านรู้ข่าวก็จัดสำหรับไปให้ถึงกุฏิที่อยู่เลยทีเดียว ท่านจะดูแล ติดตาม สอบถาม เอาใจใส่ ให้คนขับรถพาไปหาหมอทันที

     พระภิกษุสามเณรที่สอบบาลีในชั้นสูง ๆ ขึ้นไป เมื่อจะเดินทางไกล ไปสอบบาลีที่กรุงเทพฯ ท่านจะจ่ายค่ารถให้ แทบทุกกรณีไป

     ประเด็นเรื่องการเรียนการสอน เมื่อนักเรียนบาลีเรียนมาตลอดวันแล้ว ในตอนค่ำพระเดชพระคุณหลวงปู่ ก็ช่วยแบ่งเบาภารครูผู้สอน (พระมหาพูล-พระมหาบุญนำ) โดยการให้พระภิกษุสามเณรไปท่อง-อ่าน-แปล ภาษาบาลีที่กุฏิของท่าน และในขณะพระภิกษุสามเณรท่องบ่นอยู่นั้น ท่านจะชงโอวันติน อย่างมีความสุขแล้วเรียกพระภิกษุสามเณรมาฉัน

     บางครั้งท่านจะลงมือทำอาหารเอง เมื่อถึงเวลาประมาณ ๓-๔ โมงเช้า ท่านจะลงมาที่ห้องครัว และลงมือเป็นพ่อครัวเองโดยมีพระภิกษุสามเณรซึ่งมีวาระในการทำอาหารจะคอยช่วยเป็นลูกมือ ซึ่งช่วงนั้นท่านเป็นเจ้าคุณชั้นราช ที่พระราชวิสุทธิโสภณ และยังปรารภกับพระภิกษุสามเณรว่า “ข้าฯ เป็นเจ้าคุณชั้นราชฯ ก็ยังมาทำอาหารให้สูกิน” ในประเด็นนี้ท่านคง หมายความว่าท่านมียศตำแหน่งสูงแล้ว ยังมาทำอาหารเลี้ยงพระเณรที่ศึกษาเล่าเรียน ดังนั้นใครไม่รีบศึกษาหาความรู้เอาไว้ก็แย่ แม้ท่านเองก็ยังนับถือคนมีการศึกษา

     ประเด็นเรื่องกิจนิมนต์ เมื่อท่านได้รับกิจนิมนต์ใครแล้วท่านมักจะไปก่อนเวลา พร้อมกับนำซองปัจจัยไปร่วมทำบุญด้วย และมักจะกล่าวเสมอ ๆ ว่า เจ้าของงานเขาเตรียมอาหารไว้แล้ว ดังนั้นต้องสนองงานเจ้าภาพ อย่าให้เขาได้เสียน้ำใจ เมื่อเดินทางไปท่านมักจะให้คนติดตามไปไม่มาก มีสามเณรและญาติโยมไม่กี่ท่านไปด้วย

     ชีวิตประจำวันของพระเดชพระคุณท่านอีกประการหนึ่งคือ ท่านไม่หยุดนิ่งเรื่องการศึกษาค้นคว้าโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ท่านจะคอยบันทึก เขียน แปล (นำคัมภีร์ใบลานภาษาล้านนามาปริวรรตเป็นภาษาไทย)

     เมื่อถามถึงการเทศน์บรรยาย ท่านจะเทศน์โดยไม่จำกัดเวลา โดยประมาณแล้วก็ราว ๆ หนึ่งชั่วโมงครึ่งขึ้นไป ท่านให้เหตุผลว่าถ้าสั้นคนจะไม่เข้าใจต้องเทศน์ให้มากและยาวไว้ก่อน

 

…………………………………………………..

๘.สัมภาษณ์ครูอ้วน  ขันทะวงศ์ 

……………………………………………….

     คุณครูอ้วน  ขันทะวงศ์ (ป.ธ.๕) เป็นศิษย์รุ่นแรก ๆ ที่เป็นผลผลิตจากสำนักเรียนบาลีวัดศรีโคมคำ ที่พระเดชพระคุณหลวงปู่มีความตั้งใจและจากการประสบความสำเร็จในการตั้งเป้าหมายเอาไว้นี้ จึงทำให้ทั้งเจ้าสำนัก ครูผู้สอน และตัวผู้เรียนได้มีใจฮึกเหิมในการเรียนการสอนมากยิ่งขึ้น

     ครูอ้วน  ขันทะวงศ์ สอบได้  เปรียญธรรม  ๕   ประโยค ปี พ.ศ.๒๕๒๖ เดินทางกลับจากกรุงเทพฯและเป็นครูสอนภาษาบาลี ศิษย์ที่สร้างชื่อให้ในเวลาต่อมาคือ ผศ.ณรงค์, นายบุญธรรม ปารมะ, นายอนุวร และนายเสาร์คำ เป็นต้น  ปัจจุบันเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนพญาลอวิทยาคม  อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการแต่งค่าวเป็นอย่างดี ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า

     พระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านมีความรักต่อพระภิกษุสามเณรเป็นอย่างมาก มีเมตตาธรรมสูง ไปไหนมาไหนท่านมีความเป็นห่วงสัทธิวิหาริกมาก เช่น กรณีไปรับสังฆทาน สลากภัตติ หรือแม้แต่กัณฑ์เทศน์  สบู่ ยาสีฟัน สบง เครื่องใช้ต่าง ๆ ขาดเหลืออะไร ท่านไม่เคยหวง หลายครั้งที่ครูอ้วนขึ้นไปกวาดกุฏิ หรือขึ้นไปถูห้องให้กับพระเดชพระคุณท่าน สำหรับก็ดี ของใช้ต่าง ๆ ก็ดี แทบไม่มีเหลือเลยเนื่องจากท่านเป็นคนแจกจ่ายให้กับสัทธิวิหาริกหมด

     พระเดชพระคุณท่านเป็นคนขยันมาก อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ หรือกิจวัตรต่าง ๆ ท่านจะนำและทำเป็นตัวอย่างเสมอ

     เมื่อผู้เขียนถามถึงบรรยากาศในการเรียนการสอนสมัยนั้น ได้รับคำตอบว่า รุ่นแรกที่สอบได้ในปี ๒๕๒๐ จำนวน ๒๖ รูป โดยแบ่งกันเรียนดังนี้ ประโยค ๑-๒ ไปเรียนที่ระเบียงศาลาโล่งชายกว้าน บริเวณหลังวิหาร-ปัจจุบันไม่มีแล้ว  ส่วน ประโยค ป.ธ.๓ ไปเรียนบริเวณศาลารายรอบพระวิหารหลวง

     ในยุคนั้น ปี พ.ศ.๒๕๒๐-๒๕๒๑ กว๊านพะเยาด้านหลังวัดยังมีต้นไม้อยู่เต็ม เนื่องจากเป็นแอ่งน้ำ มีต้นไม้ยืนต้นตายเป็นจำนวนมาก และเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๒ ทางจังหวัดก็มีมติว่าจะเอาต้นไม้ออกหรือไม่? ประชาชนบางส่วนก็บอกว่าเอาไว้เพื่อให้เป็นที่อยู่ของปลาและสัตว์น้ำ แต่บางกลุ่มก็บอกว่ากว๊านพะเยาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวควรเอาออก และมติหลักชนะ  ดังนั้นในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน เมื่อน้ำลดลงมาก ทางจังหวัดจึงใช้ช้างลากต้นไม้ออกไป

     ส่วนภายในวัด เมื่อถึงกลางพรรษาฝนตกหนัก น้ำจะท่วมทุกปี ดูต้นโพธิ์หน้ากุฏิใหญ่ เมื่อก่อนทำพนังขึ้นมาสูงประมาณเข่า แต่ปัจจุบันถมดินขึ้นมาจนมองไม่เห็นว่าฐานอยู่ตรงไหนแล้ว  ส่วนบริเวณหน้าวิหารมีศาลาหลังหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่าศาลาบาตร ส่วนกุฏิครูบาปัญญาจะอยู่เยื้องไปทางอาคารเรียนธรรมราชานุวัตร ชาวบ้านเรียกกุฏิใต้ ส่วนกุฏิเหนือเป็นที่อยู่ของครูบาแก้ว ซึ่งมาไม่ทันเนื่องจากท่านเสียไปก่อนหน้าแล้ว

     ส่วนบริเวณหน้าวัด และบริเวณมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา เป็นสนามหญ้า ชาวบ้านใช้เป็นที่เลี้ยงวัวโดยทำเป็นแฮ้วเอาไว้  บริเวณกุฏิ ๕-๖-๗ จะมีกุฏิไม้ยกสูงยาวขวางกุฏิทั้ง ๓ หลัง น้ำขังตลอดปีเนื่องจากติดกว๊านพะเยา  ส่วนด้านทิศเหนือวัดก่อนนี้ชาวบ้านตั้งบ้านเรือนอยู่-ปัจจุบัน ทางวัดให้ย้ายออกไปแล้ว

     หลวงปู่เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ เมื่อไปอยู่วัดศรีอุโมงค์คำ (วัดสูง) ท่านได้ปลูกต้นตาลโดยใช้เวลากว่า ๒๐ ปี และสามารถเจริญเติบโตและคงอยู่ได้จนถึงปัจจุบัน จำนวนแค่  ๒  ต้น

 

…………………………………………………..

๙.พระเดชพระคุณหลวงปู่กับผู้เขียน

……………………………………………….

     ผู้เขียนพระครูโสภณปริยัติสุธี (ศรีบรรดร ถิรธมฺโม) ได้บาลีไวยากรณ์ประโยค ๑-๒ จากสำนักเรียนวัดบุญเกิด ในปี ๒๕๓๒ และเข้ามาศึกษาต่อในสำนักเรียนวัดศรีโคมคำตั้งแต่ปีนั้นเลยโดยการฝากเข้าศึกษาต่อโดยพระมงคลวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดบุญเกิดซึ่งเป็นพระอุปัชฌาจารย์  และผู้เขียนสอบได้เปรียญธรรม ป.ธ.๓-๖ จากสำนักเรียนวัดศรีโคมคำ จากปี พ.ศ.๒๕๓๓-๒๕๓๖ หลังจากนั้นผู้เขียนเข้าไปเรียนที่กรุงเทพมหานคร และไปเรียนต่อที่อินเดียกลับมาอีกครั้งปี พ.ศ.๒๕๔๐-ปัจจุบัน ซึ่งการอยู่ในสำเรียนวัดศรีโคมคำ ๒ ช่วงนี้เอง ทำให้ผู้เขียนได้รับอิทธิพลทางด้านความคิดจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ไม่น้อย ดังจะนำเสนอรายละเอียด ต่อไปนี้

     ขณะที่ผู้เขียนอยู่สำนักเรียนวัดศรีโคมคำช่วงแรกนั้น ผู้เขียนได้ถูกส่งให้ไปอบรมเป็นครูพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ณ วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเวลา ๑ เดือน โดยพระราชวิริยสุนทร เจ้าคณะจังหวัดพะเยาสมัยนั้น เมื่อกลับมาก็บวชเป็นพระแล้วเข้าศึกษาต่อในชั้น ป.ธ.๓ ได้รับความเอาใจใส่เป็นอย่างดีจากพระเดชพระคุณหลวงปู่ ที่ได้รับภาระเป็นครูผู้สอนนักธรรมให้กับรุ่นน้อง และเมื่อสอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยคก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระปริยัตินิเทศก์ประจำจังหวัดพะเยา จากนั้นเมื่อได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ให้เป็นครูผู้สอนบาลีชั้นไวยากรณ์ และ ประโยค ๑-๒,๓-๔-๕ ตามลำดับ

     ในช่วงที่ผู้เขียน เรียนอยู่ในชั้น ป.ธ. ๓ มีอาจารย์พระครูสิริขันติวราภรณ์ เป็นอาจารย์ผู้สอนพร้อมกับนักเรียนอีกประมาณ ๑๐ กว่ารูป โดยมีการเรียนการสอนบริเวณศาลารายรอบพระวิหาร โดยมีพระเดชพระคุณหลวงปู่จะคอยเดินมาตรวจดูการเรียนการสอนอยู่เป็นประจำ  ช่วงนั้นนายช่างมาถ่ายรูปเพื่อทำรูปเหมือนหลวงปู่เอาไว้ นักเรียนชั้น ป.ธ.๓ หลายรูปรวมทั้งผู้เขียนก็มาช่วยกันจับโน้นจับนี้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนายช่างและพระเดชพระคุณหลวงปู่ จนเลยเวลาเรียนก็มี  ทำให้ผู้เขียนคิดว่าหลวงปู่ไม่ใช่เป็นพระที่มีความประมาท ท่านได้ทำอะไรไว้หลายอย่างเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลัง

     เมื่อผู้เขียนสอบได้ เปรียญธรรม ๓ ประโยค ต้องไปรับการแต่งตั้งที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งในขณะนั้นสำนักเรียนสอบได้หลายรูป รุ่นเดียวกับพระศรีสุธรรมมุนี (บุญเทียม ญาณินฺโท ป.ธ.๘) เลขานุการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง แต่ที่เป็นพระภิกษุ ๒ รูปคือผู้เขียนและพระวิสุทธิญาณเมธี  วิ.  (ไพบูลย์ กตปุญฺโญ ป.ธ.๗ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม กรุงเทพฯ) ต้องไปรับการแต่งตั้ง  จำได้ว่าพระเดชพระคุณหลวงปู่พานั่งรถตู้คันเก่า (ปัจจุบัน-มอบให้มหาจุฬาฯ พะเยา) ไปโดยพักที่วัดเบญจมบพิตร ในจุดนี้ทำให้เห็นถึงความมีเมตตาของพระเดชพระคุณท่าน ที่ใส่ใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นธุระในการเดินทางด้วย แม้จะมีลูกศิษย์ที่เป็นครูสอนจำนานมากก็ตาม ท่านก็ไม่มอบให้ใครไปแทน

     ปี ๒๕๓๕-๒๕๓๖ เมื่อผู้เขียนต้องไปอบรมบาลีก่อนสอบตั้งแต่ชั้น ป.ธ.๕-๖ พระเดชพระคุณท่านก็ทำจดหมายไปฝากให้อบรมบาลีก่อนสอบ ๓ เดือน ณ สำนักเรียนวัดชนะสงคราม กรุงเทพมหานครร่วมกับพระภิกษุสามเณรรุ่นเดียวกัน ทำให้ผู้เขียนเห็นว่าพระเดชพระคุณท่านไม่ได้ใช้ให้เป็นครูผู้สอนในสำนักเรียนเท่านั้น ท่านยังได้คิดให้ครูผู้สอนที่เรียนอยู่ใน ป.ธ.๕-๖-๗ ที่คิดจะสอบต่อให้ได้พักผ่อนไปเรียนต่อเพื่อให้สอบได้ ส่วนภาระงานสอนที่ค้างไว้ก็มีครูผู้สอนที่ไม่คิดเรียนต่อได้ดำเนินการต่อไป แผนการนี้ทำให้ผู้เขียนคิดว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นก ๒ ตัว คือสอบได้ทั้งครูผู้สอนและเด็กนักเรียน

     ในระหว่างที่ทำงานรับใช้พระเดชพระคุณหลวงปู่ ผู้เขียนได้เรียนรู้และประสบการณ์จากหลวงปู่ในหลายเรื่อง เช่น การทำงานที่เป็นคนเจ้าระเบียบ เอกสารที่นำไปกราบเรียนท่านต้องอ่านตรวจให้ละเอียด เรียบร้อยก่อนจึงลงลายมือ การทำงานด้านการจัดพิธีกรรมก็ดี การจัดกิจกรรมงานวัดก็ดีท่านให้ความสำคัญของงานและเน้นรายละเอียดโดยลงไปควบคุมดูแลทุกขั้นตอน แม้แต่ทิศทางของการปูพรม การจัดโต๊ะนั่ง การจัดโต๊ะหมู่บูชา ฯลฯ ผู้เขียนกับลูกศิษย์คนอื่น ๆ ต้องวางวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ไว้คร่าว ๆ ก่อน และเมื่อพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านเดินทางมาตรวจงาน และสั่งการ ก็จะพากันทำตาม ถ้าไม่อย่างนั้นงานไม่เสร็จ (ขั้นตอนสุดท้ายต้องรอหลวงปู่-อย่างเดียว)

     ปี ๒๕๓๗ ต่อเมื่อผู้เขียนได้ลาไปศึกษาต่อ ป.ธ.๗ ที่กรุงเทพฯ โดยเข้าไปจำพรรษาที่วัดสังเวชวิศยาราม พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ได้เมตตาติดตามไปพูดคุยและฝากไว้กับพระธรรมสิทธิมุนี เจ้าอาวาสให้  อุปนิสัยของพระเดชพระคุณด้านนี้ ไม่ใช่ติดตามเฉพาะผู้เขียนรูปเดียว แต่หมายถึงลูกศิษย์แทบทุกท่านที่ท่านตามไปดูแลและฝากฝังไว้ เช่น วัดชนะสงคราม วัดพิชยญาติการาม วัดเบญจมบพิตร เป็นต้น

     ปี ๒๕๓๘-๒๕๔๐ เมื่อผู้เขียนไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนาคปูร์ รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ให้กำลังใจในการศึกษาเล่าเรียนโดยการเขียนจดหมายไปอยู่หลายฉบับ เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังพร้อมกับส่งทุนการศึกษาให้ นอกจากนั้นแล้วยังได้อำนวยความสะดวกหลายอย่าง ทำให้ผู้เขียนได้เห็นถึงความมีเมตตาธรรมจากท่านที่คอยเป็นห่วงบรรดาลูกศิษย์ที่อยู่ในที่ต่าง ๆ อย่างหาที่เปรียบมิได้

     ปี ๒๕๔๐ ประมาณกลางเดือนสิงหาคม ผู้เขียนกลับมาหาข้อมูลเพื่อไปศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก ณ มหาวิทยาลัยภัทรวาด้า รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย แต่พระเดชพระคุณหลวงปู่ก็ให้ชะลอการศึกษาไว้ก่อน โดยได้มอบหมายให้ผู้เขียนเข้าไปทำงานในตำแหน่งอาจารย์ในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๐ ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ซึ่งเป็นเวลาที่รวดเร็วและไม่สามารถตอบปฏิเสธได้เลย และเมื่อเวลาล่วงมาถึง ๑๐ ปีผู้เขียนจึงได้มีโอกาสเรียนต่อและจบปริญญาเอกที่เมืองไทย ไม่ได้กลับไปเรียนที่อินเดียอีกเลย

     ปี ๒๕๔๔ ผู้เขียนก็ได้รับเมตตาจากพระเดชพระคุณท่านได้เสนอให้เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาส เพื่อช่วยแบ่งเบาภารงานหลาย ๆ อย่าง โดยพระเดชพระคุณท่านได้สอนให้ทำตั้งแต่การทำงานทุกอย่างตั้งแต่งานใช้แรงงาน จนถึงงานด้านเอกสาร และงานวิชาการ และภารงานเหล่านี้เองที่ทำให้ผู้เขียนได้ซึมซับ-รับเอาแนวคิดดี ๆ ในวิธีการทำหนังสือมาจนถึงปัจจุบันนี้

     แม้แต่ในปี ๒๕๔๙ ผู้เขียนได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยศาสตาจารย์ จากสภามหาวิทยาลัย  ก็ได้รับความเมตตาจากพระเดชพระคุณท่านในการอนุเคราะห์ในหลาย ๆ ด้าน โดยให้มีการทำบุญใหญ่ขึ้นในพระวิหารหลวง

     ส่วนประเด็นที่ผู้เขียนได้รับมรดกและการถอดแบบจากพระเดชพระคุณท่านก็คืองานด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเด็นดังกล่าวนี้จากการติดตามงานเขียนและเดินทางสำรวจพื้นที่ในหลายแห่งร่วมกับพระเดชพระคุณท่าน บางครั้งไปงานหรือออกไปทำภารกิจ ขณะที่นั่งรถก็ดี ขณะที่อยู่ระหว่างงานก็ดีพระเดชพระคุณหลวงปู่ท่านจะเล่าเรื่องนั่น-เรื่องนี้-เรื่องโน้น ให้ฟังเสมอ ๆ ผู้เขียนเมื่อได้ฟังแล้ว ก็มักจะนำไปต่อยอดความคิด โดยการค้นคว้าและหาหลักฐานมาอ้างอิงเสมอ จนได้รับการปลูกฝังถอดแบบจากพระเดชพระคุณท่านอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งจะต่างกันก็เพียงแต่พระเดชพระคุณหลวงปู่เป็นนักประวัติศาสตร์ –แนวปริวรรตจากอักษรล้านนาสู่ภาษาไทย แต่ผู้เขียนเป็นเรียกแนวทางดังกล่าวว่าประวัติศาสตร์สายบริสุทธิ์

     ส่วนผู้เขียน เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์แล้วชอบสังเคราะห์โดยการต่อยอด-แตกแขนงกิ่งกานสาขาและขยายแนวคิดทางด้านประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้าสู่ศาสตร์สมัยใหม่มากกว่า โดยผู้เขียนเรียกแนวทางนี้ว่าประวัติศาสตร์สายประยุกต์ เช่น นำไปประยุกต์กับรัฐศาสตร์ ให้ชื่อหนังสือว่า “สังคมทางการเมืองการปกครองในอาณาจักรภูกามยาว (รัฐพะเยาในอดีต)” , นำไปประยุกต์กับการวิจัย ให้ชื่อหนังสือว่า “ประเพณีแปดเป็ง วัดศรีโคมคำทุ่งเอื้องเมืองพะเยา (ฉบับตรวจชำระ)”, นำไปประยุกต์กับภูมิศาสตร์ ก็ให้ชื่อหนังสือว่า “ชื่อบ้าน-ภูมิเมืองพะเยา” แม้แต่หนังสือเล่มนี้เป็นการประยุกต์อัตชีวประวัติพระเดชพระคุณท่านเข้ากับองค์ความรู้หรือว่าความเป็นปราชญ์ของท่าน ก็ให้ชื่อหนังสือว่า “พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ : ผญาเมืองพะเยา”  เป็นต้น

      จากประสบการณ์ของผู้เขียนและบรรดาลูกศิษย์ทุกท่านที่ได้ให้ทัศนะเอาไว้ จะเห็นได้ว่าความเป็นปราชญ์ของพระเดชพระคุณท่านไม่ใช่อยู่ที่องค์แห่งความรู้อย่างเดียว แต่หมายรวมไปถึงแบบอย่างแห่งความประพฤติของพระเดชพระคุณท่านด้วย สมดังพระบาลีว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน  ซึ่งแปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ  (บริบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติ)

     ในการนี้ พระมหากรภพ กตปุญฺโญ ป.ธ.๙ ที่ผู้เขียนได้ขอร้องให้เขียนถึงตัวตนของพระเดชพระคุณหลวงปู่ขึ้นมา เพื่อสื่อให้เห็นถึงภาพรวมไว้ ดังนี้

          พระ                        ผู้สร้าง  ผู้สอน  ผู้ส่งเสริม

          อุบาลี                      คง  รักษ์ยิ่ง  พุทธศาสตร์

          คุณู-                        ปการ  มหาศาล  ระดับชาติ

          ปมาจารย์               มหาปราชญ์  ยากแท้  เปรียบเปรย

     นั้นก็หมายความว่า พระเดชพระคุณหลวงปู่เป็นนักสร้าง นักสั่งสอน เป็นทั้งนักส่งเสริมให้มวลศิษยานุศิษย์ได้มีความรู้ มีการศึกษา ตลอดถึงการทำงานในหลาย ๆ ด้านดังที่กล่าวมาแล้ว  นอกจากนั้น ท่านยังได้เข้าไปรักษาพุทธศาสนสมบัติต่าง ๆ ตลอดรวมไปถึงศิลปวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม จนสร้างชื่อเสียงในระดับชาติให้กับตัวท่านเองและเมืองพะเยา อย่างหาที่เปรียบมิได้