สุขภาพ

อาหารหลักห้าหมู่

 

อาหารหมู่ที่ 1 สารอาหารประเภทโปรตีน มีหน้าที่ในการเสริมสร้าง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ

อาหารหมู่ที่ 2 สารอาหารคาร์โบไฮเดรท มีหน้าทีให้พลังงาน และความอบอุ่นแก่ร่างกาย ได้แก่ ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน 
อาหารหมู่ที่ 3 สารอาหารพวกวิตามินและแร่ธาตุ ได้แก่ ผักต่าง ๆ
อาหารหมู่ที่ 4 วิตามินและแร่ธาตุ ได้แก่ ผลไม้ต่าง ๆ เป็นอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกานคล้ายอาหารหมู่ 3
อาหารหมู่ที่ 5 ไขมันจากสัตว์ และพืช อาหารหมู่นี้นอกจากจะให้พลังงาน และความอบอุ่นแก่ร่างกายแล้ว ยังช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามัน เอ ดี อี และ เค

อาหารของมนุษย์สามารถแบ่งตามคุณประโยชน์ได้ 5หมู่ ได้แก่

1.  คาร์โบไฮเดรต ได้แก่อาหารจำพวกข้าว และแป้ง.

2.โปรตีน ได้แก่อาหารจำพวกเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อ นม ไข่ นอกนี้ยังมีอยู่ในพวกพืชอย่างถั่วเหลือง ถั่วเขียวเป็นต้น.

3.ไขมัน มีทั้งไขมันจากพืช เช่น น้ำมันงา น้ำมันถั่วเหลือง นอกจากนี้ยังมีไขมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันปลา น้ำมันหมู.

4.วิตามิน ได้แก่อาหารจำพวกผลไม้สดต่างๆ เช่น มะม่วง มะละกอ สับปะรด ฝรั่ง เป็นต้น.

5.เกลือแร่ ได้แก่อาหารจำพวกผักใบสีเขียว และพืชผักที่มีหัวต่างๆ เช่น ตำลึง ฟักทอง ผักบุ้ง เป็นต้น.

 

 

เหตุผลที่กำหนดอาหารหลัก 5หมู่ เพื่อให้เรารับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบ 5ชนิด ตามปริมาณสัดส่วนที่เหมาะสมกับร่างกายในแต่ละเพศและ วัยนั้นๆ ดังนั้น เราจึงต้องกินอาหารให้ครบ 5หมู่ทุกวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งที่จะให้สารอาหารครบทั้ง 5 ชนิดได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การล้างมืออย่างถูกวิธี ลดโอกาสติดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009

 

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต 

กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้นะครับ แต่การล้างมือต้องล้างอย่างถูกวิธีด้วยนะ ถึงจะสะอาดและปลอดภัย เรามาดูกันว่าการล้างมืออย่างถูกวิธีทำอย่างไรบ้าง คลิกที่ภาพเพื่อดูรูปใหญ่นะครับ.....

การล้างมืออย่างถูกวิธี
                จาก การรณรงค์ให้ล้างมือเป็นเวลา 10 กว่าปี อุปสรรคสำคัญ คือ จำไม่ได้ว่าต้องล้างอย่างไรครับ สมัย 10 ปีก่อน มีการล้างมือ 7 ขั้นตอน ซึ่งถ้าให้ท่องผมก็จำไม่ได้หรอกครับ (แต่ทำเป็น) และคิดว่านั่นคือสาเหตุหนึ่งที่คนอาจจะยังไม่ชอบการล้างมือให้ถูกวิธี เพราะคิดว่ายุ่งยากจนเกินไป กับการมานั่งจำว่าต้องล้างอย่างไร
การล้างมือ 6 ขั้นตอน
การ ล้างมือ 6 ขั้นตอน เป็นวิธีที่ทางผมรู้มาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล รายละเอียด คือ กระทรวงสาธารณสุข วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล และหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านสาธารณสุข ได้ประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนล้างมือให้ครบ 6 ขั้นตอน เพื่อลดการติดเชื้อ


วิธีจำการล้างมือ 6 ขั้นตอน แบบใหม่ง่ายมากๆ

* หน้ามือ 2 ถูฝ่ามือซอกนิ้ว ปลายนิ้ว และลายเส้น
* หลังมือ 2 ถูหลังมือ ซอกนิ้ว เน้นข้อต่างๆ
* หมุน 2 หมุนหัวแม่มือ และข้อมือ อย่างเบาบาง

 

 

 

 

 

 

 

 

  โดยพื้นฐาน กิจกรรม 5 ส. จะพูดถึงการปรับพฤติกรรมแบบง่ายๆ ในการจัดการข้าวของเครื่องใช้ในการทำงานของพนักงานแต่ละคน              
             การปรับพฤติกรรมดังกล่าว ถูกแบ่งเป็น 5 เรื่องใหญ่ๆ คือ

                    1. การแยกแยะสิ่งของต่างๆ ให้ชัดเจน คือ “สะสาง”
                    2. การจัดหมวดหมู่สิ่งของให้ง่ายต่อการใช้ คือ “สะดวก”
                    3. การรักษาความ “สะอาด” สิ่งของเครื่องใช้ของตนเองอย่างทั่วถึง
                    4. หมั่นทำ 3 ประการแรก โดยยึดถือหลัก “สุขลักษณะ” เป็นสำคัญ
                    5. ทำกิจกรรมทั้งหมดอย่างต่อเนื่องจนเคยชิน กลายเป็นการ “สร้างนิสัย” ให้มีระเบียบวินัย

                                กิจกรรม 5 ส. หมายถึงการดูแลรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่ทำงานหรือสถานประกอบการ ซึ่งนั่นเป็นการอธิบายในขั้นต้น
           แต่ที่จริงๆ แล้ว 5 ส. ยังเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการเพิ่มผลผลิตโดยตรง หลักการของ 5 ส. 
           เป็นรากฐานสำคัญของเป็นการพัฒนาทรัพยากรบุคคล
                                กิจกรรม 5 ส. จะมุ่งการพัฒนาคนในองค์กร คือ มุ่งให้พวกเขาหันกลับมาพัฒนาตนเองก่อนเป็นอันดับแรก คือ “ฝึกให้รู้จักระเบียบให้กับตนเอง”
          แทนที่จะให้คนอื่นมาควบคุมบังคับ คนที่อุปนิสัยแบบ 5 ส. จะสามารถควบคุมตัวเองได้ และเมื่อควบคุมบังคับตังเองหรือจัดระบบระเบียบให้กับตนเองได้แล้ว
          การจัดระบบระเบียบให้กับการทำงานก็จะเกิดขึ้นตามมา ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อเป้าหมายในการทำงานหรือผลผลิตที่เพิ่มขึ้น
่                                                               

 

 

 

: สาระน่ารู้ :

e-policy

แปรงฟันถูกวิธีดีไฉน

 

             เรื่องของปัญหาสุขภาพช่องปากเชื่อว่ามีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชากรส่วนใหญ่ไม่มากก็น้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาเหล่านี้สามารถป้องกันได้ง่ายๆ โดยการดูแลสุขภาพช่องปากประจำวันด้วยการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟัน ซึ่งหลายคนยังมีความเข้าใจที่ผิดๆเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพช่องปากดังกล่าว เช่นว่า ใช้ระยะเวลาที่สั้นเกินไป หรือแปรงฟันบ่อยๆ แต่ขาดความใส่ใจในการแปรงฟันให้ถูกวิธี  ดังนั้นรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไปนี้จะอธิบายถึง ความสำคัญของการแปรงฟัน รวมไปถึงวิธีการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟัน เพื่อนำไปสู่การบฏิบัติตนที่ถูกต้องในการดูแลสุขภาพช่องปากประจำวันของเรา

 

                ความสำคัญของการแปรงฟัน 

                คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าการแปรงฟันมีจุดประสงค์เพื่อกำจัดเศษอาหารที่ตกค้างในช่องปาก ซึ่งถูกต้องเพียงส่วนหนึ่ง อันที่จริงแล้วในช่องปากของคนเรามีจุลินทรีย์ที่มักจะรวมตัวกันเป็นแผ่นคราบเหนียวเกาะอยู่บริเวณคอฟันใกล้ขอบเหงือก ซึ่งแผ่นคราบจุลินทรีย์นี้เองที่จะย่อยน้ำตาลทำให้เกิดกรดแล้วก่อให้เกิดฟันผุตามมา นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของหินปูนและโรคเหงือก  การแปรงฟันจึงเป็นการกำจัดคราบเหล่านี้ นอกจากนี้ฟลูออไรด์ในยาสีฟันจะมีส่วนช่วยให้ฟันมีความแข็งแรงขึ้น

                 

วิธีการแปรงฟันและการใช้ไหมขัดฟัน 

                 เริ่มตั้งแต่แปรงที่ใช้ควรมีขนที่อ่อนนุ่ม ด้ามจับตรง และมีขนาดหัวแปรงไม่ใหญ่จนเกินไปต่อมาวิธีการแปรง  ควรแปรงตำแหน่งฟันตามลำดับเพื่อไม่ให้หลงลืมจุดใดๆ เช่นเริ่มแปรงจากฟันบนขวาซี่ในสุดด้านนอกวนมาจนถึงฟันล่างขวาซี่ในสุดด้านนอก แล้วจึงเริ่มแปรงด้านในตามลำดับเดียวกัน วางแปรงให้ขนแปรงทำมุม  45 องศากับตัวฟันเอียงชิดเข้าหาขอบเหงือก ขยับขนแปรงตามแนวนอนเป็นระยะสั้นๆเหมือนการสั่น ประมาณ 5-8ครั้ง แล้วจึงปัดขนแปรงเข้าหาด้านบดเคี้ยว สำหรับฟันซี่ที่อยู่ลึกแนะนำให้ปิดปากขณะแปรงจะทำให้สามารถแปรงได้ลึก

สำหรับฟันหน้าด้านในซึ่งเป็นตำแหน่งที่ขากรรไกรมีความโค้งแนะนำให้ตั้งแปรงในแนวดิ่ง วางขนแปรงแนบไปตามความลาดของผิวฟันด้านในแล้วแปรงทีละซี่จะทำให้ทำความสะอาดได้ทั่วถึงกว่า

หลังจากแปรงผิวฟันด้านนอกและด้านในจนครบแล้วให้แปรงด้านบดเคี้ยวโดยถูแปรงไปมาบนด้านบดเคี้ยวได้เลย หลังจากนั้นจึงแปรงลิ้นตามลำดับ

               

เมื่อแปรงฟันสะอาดแล้วขั้นตอนที่จะขาดเสียไม่ได้เลยคือการใช้ไหมขัดฟันกำจัด

คราบจุลินทรีย์ที่หลงเหลืออยู่ตามร่องเหงือกและซอกฟันที่ขนแปรงเข้าไม่ถึง เริ่มจากตัดไหมขัดฟันให้มีความยาวประมาณ 1 ไม้บรรทัด พันปลายไหมแต่ละข้างเข้ากับนิ้วกลางให้เหลือความยาวไหมประมาณ 1 คืบ ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้เป็นตัวนำไหมค่อยๆแทรกผ่านซอกฟันลงไปตามร่องเหงือกอย่างนุ่มนวล โอบไหมรอบตัวฟันแล้วขัดเบาๆพร้อมทั้งเลื่อนไหมขึ้นลง เมื่อสะอาดแล้วจึงเลื่อนไหมออกมาแล้วทำแบบเดียวกันกับฟันซี่ติดกัน  เรียงไปจนครบทุกซี่ ไม่ควรกระแทกไหมลงบนยอดเหงือกสามเหลี่ยมระหว่างฟันเพราะนอกจากจะทำให้เจ็บแล้วเหงือกบริเวณนั้นจะร่นได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

 


ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย มีคำแนะนำจากหลายสำนักให้กินนั่น ห้ามกินนี่จนไม่รู้จะเชื่อใครดี วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับง่ายๆ ของการกินให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพอย่างเต็มที่มาฝาก
1. กินอาหารเช้า เป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และพลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณกินอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง
2. เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุงอาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัวที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี
3. ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ) เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่นตลอดวันเลยทีเดียว
4. เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัวเล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและ กระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
5. บอกลาขนมและของกินจุบ จิบ ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีมหนานุ่ม ออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามิน และกากใยในผลไม้ มีประโยชน์กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

6. สร้างความคุ้นเคยกับ การกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าวกล้องที่เคยคิดว่าเป็นอาหารนก ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่า ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลยทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ ที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล
7. จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30%
8. กินให้ครบทุกสิ่งที่ ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็นต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบล็อกเคอรี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการกินอะไรเพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการกินให้กับคุณด้วย
9. เปลี่ยนตัวเองให้เป็น คนรักปลา การกินปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาดและแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียวลมเป็นที่สุด
10. กินถั่วให้เป็นนิสัย ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องกินทุกวัน วันละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่างก็ทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุสำคัญๆ หลายชนิด ต่างพากันไปชุมนุมอยู่ในถั่วเหล่านี้ ควรกินถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรกินครั้งละมากๆ เพราะมีแคลอรี่สูง อาจทำให้อ้วนได้

ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้ จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ จะไปไหนเสีย !!

 

 

อาหารถือเป็นปัจจัยสี่ที่มีความสำคัญกับชีวิตเราเป็นอันดับหนึ่ง ยิ่งปัจจุบันคนทั่วโลกหันมาใส่ใจกับเรื่องสุขภาพมากขึ้น การเลือกทานอาหารที่ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ร่างกายจึงกลายเป็นกระแสที่หลายๆ คนทำ โดยเฉพาะในหมู่สาวๆ ที่ต้องดูแลรูปร่างไม่ให้มีไขมันส่วนเกิน ว่าแต่อาหารสุขภาพชนิดใดที่สาวๆ ควรมีติดตู้เย็นบ้าง

น้ำเปล่า
ไม่ต้องอธิบายอะไรกันมากมายสำหรับความจำเป็นและคุณประโยชน์ทำให้เราต้องดื่มน้ำ เพราะ "น้ำ" ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต ช่วยทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นไม่อย่างปกติ ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดี หัวใจทำงานปกติและมีประสิทธิภาพแข็งแรงขึ้น รวมทั้งช่วยให้การขับถ่ายของเสียทำงานได้ดี ที่สำคัญยังช่วยให้ผิวชุ่มชื่น โดยน้ำที่เหมาะแก่การดื่มคือน้ำอุณหภูมิปกติ เรียกว่าสาวคนใดอยากสุขภาพดีอย่าลืมดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว

ผัก
เหมาะมากสำหรับการเป็นอาหารในยุคเศรษฐกิจพอเพียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณปลูกพืชผักสวนครัวไว้ทานเอง คุณจะได้ทานผักที่สดและปลอดภัยจากสารพิษ รวมทั้งประหยัดเงินในกระเป๋า ในส่วนของคุณประโยชน์ของผักนั้น "ผัก" ถือเป็นอาหารที่มีคุณค่ามาก เพราะมีสารอาหารที่ร่างกายต้องการ อาทิ วิตามิน เกลือแร่ อยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ในผักยังมี "ใยพืช" (Fiber) ซึ่งช่วยกระตุ้นลำใส้ให้ทำงานดีขึ้น ทำให้ท้องไม่ผูก ป้องกันโรคริดสีดวงทวาร โรคมะเร็งลำไส้
  ไข่ไก่
หากคุณกำลังหาอาหารไว้ติดตู้เย็นสักชนิดที่ทั้งราคาถูกและมีคุณค่าทางอาหาร เราขอแนะนำ "ไข่ไก่" ค่ะ เพราะในไข่ไก่มีทั้งโปรตีนและกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย 9 ชนิด ทั้งยังมีวิตามินกับเกลือแร่อีกหลายชนิด เช่น วิตามินเอ , บี, ดี และ อี ธาตุเหล็ก , สังกะสี, ซีลีเนียม และไอโอดีน ส่วนใครที่เคยเชื่อมาผิดๆ ว่าทานไข่แล้วจะเสี่ยงกับความอ้วนนั้น คุณเข้าใจผิด เพราะโคเลสเตอรอลในไข่แดงมีประมาณ 230 มิลลิกรัมต่อฟอง ซึ่งนับว่าปลอดภัยกว่าการกินเนย แป้ง น้ำตาล และเนื้อสัตว์ติดมันมาก
  นม
"นม" ในที่นี้จะเป็นประเภทใดก็ได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นนมวัว นมถั่วเหลือง หรือนมเปรี้ยว เพราะทุกประเภทล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเราต้องอ่านฉลากข้างกล่องหรือขวดให้ดีก่อนจะซื้อมาเก็บไว้ในตู้เย็นนะคะ เพราะในนมแต่ละยี่ห้อแต่ละสูตรก็จะมีปริมาณน้ำนมและสารปรุงแต่งไม่เท่ากัน สำหรับคนที่ไม่มีปัญหาในเรื่องระบบย่อยอาหารคุณควรดื่มนมวัวค่ะ เพราะในนมวัวมีแคลเซียมและโปรตีนซึ่งมีความสมบูรณ์ของกรดอะมิโนดีกว่าโปรตีนจากถั่วเหลือง
  เนื้อปลา
สาวๆยุคใหม่หลายคนมองข้ามการทานเนื้อสัตว์ไปเพราะกลัวอ้วน แต่เราว่าคุณจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่หลังจากที่ทราบคุณประโยชน์ของ "เนื้อปลา" เพราะโปรตีนจากเนื้อปลามีไขมันต่ำ ย่อยง่าย และมีสาอาหาร คือ กรดโอเมก้า 3 ซึ่งมีกรด DHA และกรด EPA โดย DHA จะช่วยบำรุงเซลล์สมอง เซลล์ประสาท และเรตินาในดวงตา ส่วนกรด EPA ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอล และลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในร่างกาย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
  ผลไม้รสเปรี้ยว
ต้องย้ำไว้ก่อนค่ะว่าเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม , มะม่วง,ฝรั่ง, กีวี่ ,ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพราะผลไม้ประเภทนี้จะมีวิตามินซีสูง (แถมยังปลอดภัยจากความอ้วนกว่าผลไม้รสหวานที่มีน้ำตาลมาก) ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของภูมิต้านทานโรค ช่วยลดระดับไขมันที่จะไปพอกพูนเส้นเลือดในร่างกายแล้วทำให้หลอดเลือดอุดตัน ทั้งยังช่วยควบคุมโคเลสเตอรอล และป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ที่สำคัญวิตามินซีททำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นเหตุของการเสื่อมของร่างกายอีกด้วย
  โยเกิร์ต
เป็นผลิตภัณฑ์จากนมยอดฮิตที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ โดยใน "โยเกิร์ต" มีวิตามิน ได้แก่ วิตามิน เอ, บี1, บี 2, บี3,บี6, บี12, ดี, อี มีกรดที่ช่วยในการดูดซึมโปรตีน แคลเซียมและเหล็กเข้าสู่ร่างกาย ช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร และระบบการขับถ่าย ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ช่วยบำรุงผิวพรรณ แต่ก่อนซื้อต้องอ่านฉลากให้ดีก่อนนะคะว่าในโยเกิร์ตรสและยี่ห้อนั้นๆ มีส่วนประกอบและคุณค่าทางอาหารอะไรบ้าง แนะนำว่าโยเกิร์ตธรรมชาติที่มีน้ำตาลน้อยดีที่สุดค่ะ
  แอปเปิ้ล
คำกล่าวที่ว่า "ถ้ารับประทานแอปเปิ้ลวันละผลแล้วล่ะก็จะไม่ต้องไปหาหมอ" คงเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงนัก เพราะแอปเปิ้ลมีสารอาหารที่มีประโยชน์หลายชนิด อาทิ สารเบตาแคโรทีน วิตามินซี นอกจากนี้แอปเปิ้ลยังเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยมาก ซึ่งจะทำหน้าที่ทำความสะอาดลำไส้ ช่วยให้ตับและระบบย่อยทำงานได้ดียิ่งขึ้น อ้อ ถ้าอยากได้คุณค่าเต็มเปี่ยมแนะนำให้ทานแอปเปิ้ลทั้งเปลือกค่ะ เพราะเปลือกของแอปเปิ้ลแดง 1 ผลนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่ากับวิตามินซี 820 มิลลิกรัมทีเดียว
  ถั่ว
"ถั่ว" ถือเป็นโปรตีนจากพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้โปรตีนจากเนื้อสัตว์เชียวค่ะ ดังนั้นคนที่อยู่ในช่วงทานเจหรือมังสวิรัติแต่ไม่อยากให้ร่างกายขาดโปรตีน ถั่วจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดของคุณค่ะ ที่สำคัญถั่วยังอุดมไปด้วยวิตามินที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของผิวหนัง ผม การควบคุมความดันโลหิต ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ไขมันไม่อิ่มตัวในถั่วจะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล ใครที่อยากทานอาหารสุขภาพราคาประหยัดต้องไม่พลาดถั่วค่ะ
  ธัญพืช
มื้อเช้าที่เร่งรีบ ถ้าคุณไม่มีเวลาในการเข้าครัวเพื่อทำกับข้าว การมี "ธัญพืช" จำพวกข้าวโพด , ลูกเดือย ,งา ,ข่าวฟ่าง,เมล็ดทานตะวัน, จมูกข้าว, รำจ้าว (ชนิดที่อบกรอบพร้อมทาน) ติดตู้เย็นไว้จะช่วยให้คุณประหยัดเวลาได้มากทั้งยังดีต่อสุขภาพ โดยในธัญพืชจะมีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ต้องใช้เวลาในการย่อย ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทำเกิดเป็นโรคเบาหวานตามมาในภายหลัง (ต่างจากแป้งขัดขาวซึ่งน้ำตาลจะถูกย่อยเร็ว) นอกจากนี้ธัญพืชยังเปี่ยมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และไฟเบอร์

 

 

 

 

 

เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วนะครับ ในช่วงฤดูหนาวอาจทำให้หลายท่านป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ แต่สำหรับบางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อเจออากาศเย็นๆ คงทำให้มีอาการมีแพ้มากขึ้น เช่น จาม น้ำมูกไหล หรือบางคนที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรังอยู่ก่อนแล้ว ก็อาจมีอาการหอบมากขึ้นได้ โดยเฉพาะยิ่งถ้าติด ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย คงแย่แน่เลยครับ เพราะฉะนั้น การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสุขภาพดี จะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง ลองปฏิบัติตาม 8 วิธี ในการดูแลสุขภาพ เพื่อรับมือกับช่วงหน้าหนาวกัน
          1. ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่  ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
          2. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน เป็นต้น
          3. อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัด
          4. หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม และไม่คลุกคลีกับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
          5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย
          6. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากเราอาจไปสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิด ประตู แก้วน้ำ เป็นต้น โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาที หรือใช้น้ำยา ล้างมืออื่น ๆ 
          7. รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย
          8. ดูแลเรื่องผิวหนัง โดยการทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ

 

 

 

          เราควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพตลอดเวลา เพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ การที่เราสุขภาพที่ดี อาจทำให้เราเจ็บป่วยน้อยลง
          อย่าลืมนะครับว่า “การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สุขภาพกาย 

สุขภาพกาย คือ สภาวะของร่างกายที่มีความสมบูรณ์ แข็งแรง เจริญเติบโตอย่างปกติ 
ระบบต่างๆ ของร่างกายสามารถทำงานได้เป็นปกติและมีประสิทธิภาพ  ร่างกายมีความต้านทานโรคได้ดี
ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บและความทุพพลภาพ
วิธีที่จะทำให้มีสุขภาพกายที่ดี มีหลายวิธีและหนึ่งในนั้นก็คือ การออกกำลังกาย
เรื่องของการออกกำลังกาย  เป็นเรื่องที่ทุกคนพูดถึงอยู่เสมอ  ในปัจจุบันได้มีการรณรงค์ให้คนหันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น แต่คนที่จะออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องนั้นมีไม่มากนัก   สิ่งที่สำคัญของการออกกำลังกายนั้น    คือต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน  เพราะ  สุขภาพดีไม่มีวางขาย   ดังนั้นเราควรรู้หลักในการออกกำลังกายให้ถูกวิธี   โดยต้องเริ่มที่ตัวเองก่อน  อาจจะเริ่มจากวันละนิดละหน่อยและค่อยๆ เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ   แต่การที่คิดจะเริ่มต้นนี่ล่ะ  เป็นเรื่องยาก  และหลายๆ ท่านมักพูดเสมอว่า    " ไม่มีเวลา "   1 วัน ตั้ง 24 ชั่วโมง  ควรหาเวลาออกกำลังกายให้ได้ซัก30นาทีเป็นอย่างน้อยอาจจะวันเว้นวันก่อนและเมื่อร่างกาย
เริ่มปรับตัวได้แล้ว  จึงค่อยๆ เพิ่มวันและเวลาให้มากขึ้น  สิ่งที่สำคัญคือ… อย่าใจร้อนกับการออกกำลังกาย     ควรค่อยเป็นค่อยไปก่อน  เพราะการรีบร้อนมักจะทำให้ได้รับการบาดเจ็บ หรือเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้  
ออกกำลังอย่างไรให้ได้ผล
1. กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน และมีความมุ่งมั่น
2. ควรแบ่งเวลาให้เพียงพอและสม่ำเสมอในการออกกำลังกาย
3. ความสะดวกสบายในการเดินทาง (ไม่ทำให้เสียเวลาไปมาก)
4. อุปกรณ์ครบถ้วนตามความต้องการของตัวท่าน
5. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารพวกไขมัน หรือ อาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
6. ถ้าต้องการลดน้ำหนักหรือกระชับสัดส่วน  ควรเลือกสถานที่ออกกำลังกายให้ห่างไกล จากศูนย์การค้า เนื่องจากเมื่อออกกำลังกายแล้วอาจทานมากกว่าเดิม เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้วควรกลับบ้านทันที
7. ต้องมีวินัยในตนเองอย่างมาก
8. ควรได้รับการแนะนำที่ถูกวิธีจากผู้เชี่ยวชาญ  เพื่อให้เหมาะกับสภาพร่างกายและปลอดภัย
9. การออกกำลังกายที่ได้ผลจะช่วยสร้างกำลังใจ  และเป็นสุขนิสัยที่ดี
รูปแบบการออกกำลังกายมีหลายวิธี ยกตัวอย่างเช่น

  • เดิน

  • ถีบจักรยาน

  • รำมวยจีน

  • กรรเชียงบก

  • ว่ายน้ำ

  • เล่นกอล์ฟ

  • ตีเทนนิส

  • วิ่ง

  • แบดมินตัน

  • กระโดดเชือก

  • ขึ้นลงบันได

    ท่าการบริหาร

    (ยึดกล้ามเนื้อ) ทำค้างไว้ 10  วินาที  ใตแต่ละท่า

 

 

 

 

 

 

 



คำถามที่ถามกันบ่อยๆ ก็คือ การรับประทานอาหารมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพในช่องปากอย่างไร มาหาคำตอบกันดูหน่อย
หลายคนคงเดาได้ว่า อาหารที่เรารับประทานมีผลต่อสุขภาพในช่องปากของเรา ซึ่งผมก็ขอยืนยันว่า จริงครับ!!
ฉะนั้นในยุคปัจจุบันที่มีแต่ความรีบเร่ง ทุกคนต้องแข่งขันกับเวลา ทำให้การเตรียมอาหาร การเลือกรับประทานอาหารต้องทำอย่างเร่งรีบตามไปด้วย จึงไม่แปลกเลยที่แม้ว่าหลายท่านจะรับประทานอาหารครบทุกมื้อ แต่กลับไม่สามารถคัดสรรอาหารให้ครบทุกหมู่ได้ การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพของเราจึงไม่ใช่เพราะ...ไม่มีอะไรรับประทาน...แต่เป็นเพราะเรารับประทานไม่เลือก เอาความสะดวกรวดเร็วและง่ายเข้าว่าต่างหาก...ก็เลยได้สารอาหารไม่ครบทุกหมู่ด้วยความไม่บังเอิญ
อย่างที่ทราบว่าโรคในช่องปากที่พบบ่อยที่สุด คือ โรคฟันผุ ซึ่งเกิดจากกรดที่แบคทีเรียสร้างขึ้นมาทำลายฟัน โดยมีอาหารหวาน แป้ง อาหารเหนียวๆ เป็นอาหารของแบคทีเรีย ฉะนั้นหากเรารับประทานอาหารกลุ่มนี้บ่อยๆ ก็ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดฟันเสีย ฟันผุ ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังไม่แปลกเลยถ้าเราให้เด็กนอนหลับไปพร้อมขวดนม แล้วเด็กคนนั้นจะฟันผุจนหมดปากในไม่ช้า การอมท็อฟฟี่ หรือรับประทานชอกโกแลตก่อนนอน แล้วไม่แปรงฟัน ก็ทำให้ฟันผุได้ง่ายขึ้น และถ้าเราเป็นคนชอบดื่มน้ำอัดลมมาก ฟันก็จะสึกและผุง่าย เพราะในน้ำอัดลม 1 กระป๋องขนาด 12 ออนซ์มีน้ำตาลเกือบ 10 ช้อนชา
ส่วนเรื่องอาหารกับสุขภาพภายในช่องปากก็จะมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ๆ คือ รับประทานมากไปหรือรับประทานไม่เลือก จึงได้รับของที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย อีกพวกหนึ่งคือ รับประทานอาหารไม่ครบหมู่ ทำให้ได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าไม่เพียงพอและไม่ครบหมู่ ร่างกายจึงขาดสารอาหารที่จำเป็นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการขาดเกลือแร่และวิตามินบางตัวย่อมมีผลต่อสุขภาพในช่องปาก ดังนี้
• วิตามินซี ถ้าได้รับไม่พอเพียงอาจทำให้เกิดเลือดออกตามเหงือกได้ง่าย และทำให้ฟันโยก
• แคลเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญยิ่งของกระดูก ทำให้ฟันแข็งแรง การขาดแคลเซียมจึงทำให้ฟันผุ
• ธาตุเหล็ก ถ้าขาดธาตุเหล็กลิ้นจะอักเสบและปวดแสบปวดร้อนได้
• วิตามินบี 3 (niacin) การขาดวิตามินบี 3 จะทำให้ลมหายใจมีกลิ่นได้
• วิตามินบี 2 ถ้ามีไม่พอจะทำให้เกิดแผลในช่องปากได้บ่อยๆ
• วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมของแคลเซียม หากมีวิตามินดีไม่พอจะมีผลให้ช่องปากแห้ง มีรสขม รสโลหะ หรือมีอาการปากร้อน
เห็นหรือยังครับว่า นอกจากอาหารจะมีผลต่อสุขภาพร่างกายทุกส่วน และอาจจะทำให้เกิดโรคบางอย่าง เช่น โรคความดัน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคอ้วน อาหารยังมีผลต่อสุขภาพในช่องปากด้วย
ฉะนั้น ก.ต.ล. = กินต้องเลือก นะครับ


 

 

 

 

 

 

 


ชื่อเรื่อง: อาหารกับสุขภาพในช่องปาก
Article: พ.ต.ท.ทพ.พจนารถ พุ่มประกอบศรี ทันตแพทย์

คำถามที่ถามกันบ่อยๆ ก็คือ การรับประทานอาหารมีความสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพในช่องปากอย่างไร มาหาคำตอบกันดูหน่อย

     หลายคนคงเดาได้ว่า อาหารที่เรารับปร