Shenzhen & Hongkong 27-5 มีนาคม 2554

     สวัสดีค่ะชาว G2K ที่รักการท่องเที่ยวทุกท่าน  หลังจากเงียบหายไปนานด้วยภารกิจมากมาย  แต่ก็ยังคิดถึงการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ทีได้รับจากการสำรวจโลกใบน้อยๆ แห่งนี้  วันนี้จะมาเล่าเรื่องราวที่ได้ไปสัมผัส Shenzhen และ Hong Kong มาฝากกันค่ะ

     เดินทางไป Shenzhen เริ่มต้นจากเชียงใหม่ ไปกรุงเทพฯ  จากนั้นต่อจากกรุงเทพฯ ไปยัง Shenzhen ด้วยเครื่องบินของ Airasia ซึ่งเวลาต่อเครื่องค่อนข้างรัดตัวและฉุกละหุกมากเนื่องจากมีความล่าช้าตอนเช็คอินที่สุวรรณภูมิค่ะ อ้อพวกเราไปเครื่องของ airasia ไปวันอาทิตย์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2554 flight 19.10 น.ค่ะ ไปถึงเวลา 22.50 น.  ไปถึงช้ากว่าเวลานิดหน่อย จากนั้นก็เข้าโรงแรมโดยรถของคณะที่มารับ  คราวนี้พักที่โรงแรม 4 ดาวชื่อว่า Seaview O City Hotel ตั้งอยู่ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวก็คือหมู่บ้านวัฒนธรรมและก็ Window of the world นั่นเอง

     อย่างที่เล่าไปค่ะว่าเราไปถึงกันก็ดึกมากแล้ว  ก็เลยไปชิมอาหารรอบดึกกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแถวๆ โรงแรมค่ะ เปิด 24 ชั่วโมงเหมือน 7&11 บ้านเราเลย แต่เป็นร้านอาหารค่ะ สั่งได้ตามเมนูที่มีให้เลือก  คืนนั้นกว่าจะได้นอนก็ปาเข้าไปตี 1

บรรยากาศแถวๆ โรงแรม

ส่วนนี่เป็นตลาดอยู่ละแวกนั้นค่ะ ตลาดสด มีของสด และร้านค้าขายของเหมือนบ้านเราเลย

นี่เป็นร้านขายยาค่ะ

    

อาหารกลางวันมื้อนี้กินหรูมาก

 ส่วนนี่เป็นอาหารเย็นหน้าเวทีการแสดงหน้ากากพันหน้า

วันต่อมาไปเที่ยวสถานที่ที่เรียกว่า Window of the world ซึ่งเป็นการจำลองสถานที่สำคัญในโลกไว้ที่นี่ ทางเข้าก็จะเป็นปิรามิดคล้ายๆ กับพิพิธภัณฑ์ลูฟที่ฝรั่งเศส  ด้านในก็มีสถานที่สำคัญแบบจำลองให้ถ่ายรูปมากมาย 

แล้วก็กลับโรงแรมโดยรถแท็กซี่  แท็กซี่ที่นี่เค้าจะมีใบเสร็จรับเงินออกมาให้ด้วยแบบนี้ค่ะ

บ่ายๆ ก็ไปกันที่ตลาดของก็อป Luo hu เช่นเดียวกันกับตลาดของก็อปปี้ที่มีมากมายในเมืองจีน ที่นี่ก็เช่นกัน และก็เช่นเคยสามารถต่อได้ในอัตราส่วน 1/10 เหมือนกัน

     และจากที่นี่เราก็ข้ามแดนไปยังฮ่องกงค่ะ  อ้อ ลืมบอกไป trip นี้เราไปแบบนี้ค่ะ เชียงใหม่-กรุงเทพฯ-shenzhen-Hong Kong-Shenzhen-กรุงเทพ-เชียงใหม่  หลายตลบมากค่ะ  ดังนั้นจาก Shenzhen เราก็ข้ามไปยัง Hong Kong ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่ชายแดนตรงนี้เลย  การข้ามแดนก็ต้องเตรียมตั้งแต่การขอวีซ่าเข้าเมืองจีน  จะต้องขอแบบเข้าออก 2 ครั้ง ซึ่งค่าธรรมเนียมก็จะเพิ่มขึ้นนิดหน่อย  นั่นคือเราจะออกจากเมืองจีนที่ Shenzhen ไปยัง Hong Kong ก่อน แล้วค่อยกลับเข้ามาอีกครั้งที่นี่  การข้ามแดนก็จะคล้ายๆ กับที่เราข้ามจากด่านแม่สายไปยังด่านท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า  ก็จะต้องกรอกใบออกจาก Shenzhen แล้วก็ไปกรอกใบเข้า Hong Kong ที่ด่าน Lo wu  ปรากฏว่าถูกถามจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองอยู่นานเหมือนกันเพราะว่าเป็น passport ใหม่ (เล่มเก่าหมดอายุ) ยังไม่เคยเข้ามาเลย อะไรทำนองนี้ และก็มาจากประเทศไทยด้วย แต่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดีค่ะ  ดังนั้นเราก็เริ่มต้นเดินทางท่องไปใน Hong Kong กันตั้งแต่นี้เลยค่ะ

     พอผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองก็มุ่งตรงไปที่สถานีรถไฟฟ้าของเค้าเลยเพราะเวลาตอนนั้นมันก็เย็นย่ำแล้ว  จากสถานี Lo wu  ก็นั่งรถไฟฟ้าไปยังที่พักโดยไปลงที่สถานี Mong kok อ้อเราซื้อ Octopus card กันคนละใบค่ะ ใบละ 150 HK$  จากนั้นก็ตามหาที่พัก ครั้งนี้เราจองที่พักไว้ที่ Ah shan 3 คืน ราคา 878.95 HK$ เป็นที่พักสุดประหยัด  ห้องพักจะเล็กมากมาก ห้องน้ำก็เล็ก แต่ก็พออยู่ได้ค่ะ คือกลับมาก็นอนแล้ว ถ้าไม่คิดอะไรมากที่นี่ก็โอค่ะ  ตอนแรกที่ตามหาที่พักงงมากมากเพราะว่าที่พักอยู่บนอาคาร Sincere House อีกที เราจะต้องตามหาห้องหมายเลย 1406 ที่อยู่บนตึกนี้ก่อนเพราะเป็น counter check in นั่นเอง จากนั้นพนักงานจะพาเราไปยังห้องซึ่งอาจจะอยู่ที่ไหนก็ได้ในตึกนั้นนั่นเอง อ้อ ไม่มีอาหารเช้านะคะ

นี่เป็นประตูห้องพักของเรา ด้านในมีห้องย่อยๆ อีกประมาณ 4-5 ห้องค่ะ มีน้ำ กระดาษทิชชู่ และ Wifi free + password ค่ะ

     กว่าเราจะเจอที่พักก็ดึกมากมากแล้วค่ะ แต่ก็ยังไม่หมดพลังงานไหนๆ ก็มาถึงแล้วก็เดินเที่ยวซะหน่อยเพราะแถบนั้นเป็นย่านที่มีตลาดกลางคืนเยอะ เช่น Ladies’ market ก็อยู่แถบๆ นั้น  และก็แวะซื้อ Sim card ที่เป็น International Sim ไว้โทรกลับบ้านหาเจ้าตัวน้อยซะหน่อยค่ะ ได้ละ Sim card หน้าตาแบบนี้นะคะ ราคา 88 HK$ ได้ค่าโทรเท่า Sim เลยค่ะ ใช้ไม่หมดด้วยตอนนี้แจกให้คนอื่นเอาไปใช้ต่อเรียบร้อยแล้ว

     เริ่มทัวร์ตะลอนเองวันแรกจากร้านก๋อวเตี๋ยวลูกชิ้นปลาแถวๆ ที่พัก อร่อยมากมากราคาชามละ 22 HK$ จากนั้นก็เดินเล่นใน Kaoloon Park มีคนมารำมวยจีนกันเยอะเลยค่ะ ต่อด้วย City Tour และ Hong kong Museum of History เข้าชมวันพุธพอดีฟรีค่ะ (วันอื่นมีค่าธรรมเนียม)  สักพักพอเริ่มหิวก็ออกมาหาอาหารกลางวันกินกัน  กินแบบคน Hong kong ค่ะ คือซื้อแล้วมาหาที่ยืนกินกัน ราคาก็เท่าเท่ากับอาหารเช้าคือ 23 HK$ เป็นข้าวกล่อง มีกับ 3 อย่าง กล่องใหญ่มากมาก  ต่อด้วยกาแฟ 7&11 อีก 4.7 HK$

HK Museum of Histry

     จากที่นี่ก็ไปต่อที่ Avenue of Stars เป็นทางเดินเลียบอ่าววิคตอเรีย  ที่พื้นก็จะมีรอยฝ่ามือของดารา ทำเหมือนที่ Holywood street LA เลยค่ะ แต่รอยฝ่ามือน้อยกว่าต้นตำรับเยอะ บรรยากาศก็กำลังดีค่ะ ไม่ร้อน มีซุ้มขายของ  มีรูปจำลองกองถ่าย เก้าอี้ผู้กำกับ ฯลฯ ให้คนไปแอ็คชั่นท่าทางถ่ายรูป ก็สนุกดีค่ะ

รูปหอนาฬิกาเก่าแก่  วันนี้เค้ามีจัดงานด้วยค่ะ

     จากนั้นก็ไปขึ้นเรือข้ามฟากที่ Star Ferry piers โดยยังใช้ octopus card ได้เหมือนเคย  เดินไปสักหน่อยเพื่อไปยังศูนย์การประชุม HKCEC (Hong Kong convention & Exhibition Centre) ซึ่งมีสัญลักษณ์ดอกชงโคสีทอง  ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติของ Hong Kong  คือมาเพื่อถ่ายรูปกับเจ้านี่แหละค่ะ

     ต่อด้วย Western Market เป็นตึกเก่า อาคารอิฐสีน้ำตาล สวย สร้างตั้งแต่ปี 1906 ด้านในก็เป็นห้างสรรพสินค้าขายของพวกงานศิลปะ เป็นต้นค่ะ ก็เดินชมกันพอเป็นไอเดีย  เดินเล่นต่อไปถนนสายรังนก คือทั้งแถบมีแต่ขายโสมและรังนก เรียกว่า Wing Lok Street  ต่อด้วยถนนสายโบราณวัตถุหรือ Antiques Street

     แวะไหว้พระกันที่วัด Man Mo  ซึ่งเต็มไปด้วยควันธูป เข้าไปได้แป๊ปเดียวค่ะ  แล้วก็ไปขึ้นสะพานเลื่อนกลางแจ้งที่เรียกว่า Central Mid-Levels Escalaor อย่าลืมชิดขวาเสมอนะคะถ้าจะไม่รีบเดินจะได้ให้คนอื่นที่เค้ารีบแซงไปก่อน และที่นี่นั่นเองที่มีคนทำกล้องตกดังโป๊ก...

     แล้วก็ย้อนกลับมาที่ย่าน Central เพื่อชื่นชมตึกสูงที่เคยเห็นในทีวีเช่น อาคารัฐสภา อนุสาวรีย์ Sir Thomas Jackson  HSBC Bank  ตึก Bank of China ตึก Lippo Tower  ฯลฯ  แวะเข้าโบสถ์ที่ St Jonh’s Cathedral ด้านในสวยงามมากค่ะ

    เดินลงจาก St Jonh’s Cathedral ก็จะไปขึ้น The Peak โดย Tram  แต่โชคดีอีกแล้วค่ะ Tram หยุดซ่อมแซม ก็เลยต้องไปด้วยรถบัสสาย 15 จอดใกล้ๆ กันกับ The Peak Tram นั่นแหละค่ะ  แต่ว่าต้องอดทนนิดนึงนะคะ ทางชันมากมาก และก็เมาหัวเล็กน้อย คนไทย 2 คนที่ไปครั้งนี้ก็ล้วงเอายาดมตราโป๊ยเซียนขึ้นมาดมกันไปตลอดทาง  ถึงแล้วก็ชมวิวกันให้หนำใจเลยค่ะ แต่อากาศหนาวมากมากขอบอก  จบ trip วันนี้ที่นี่ค่ะ พรุ่งนี้ลุยใหม่

     เช้าวันที่สองเราหาอาหารเช้ากินกับแถวๆ โรงแรมนั่นเอง เป็นน้ำเต้าหู้กับปลาท่องโก๋ยักษ์ และซาลาเปา อร่อยมากค่ะมื้อนี้ 24 HK$ กินได้ 2 คน วันนี้เราจะไปขึ้น Cable car ไป Ngong Ping Village ราคา 230 HK$ (2 คน) ถือเป็น Cable car ที่มีเส้นทางการเดินทางที่ไกลมากมาก ข้ามเขาหลายลูกเหลือเกิน และที่สำคัญมีคนเดินมาก็มี คือเราจะมองเห็นจาก Cable car ของเราเห็นคนเดินอยู่ด้านล่างด้วย เก่งมากมาก  นี่เป็นข้อห้ามเวลาจะขึ้น Cable car ค่ะ

     ซื้อตั๋วตรงนี้ ถ้าท่านมากับทัวร์เค้าก็จะซื้อเตรียมไว้ให้เลย แต่อันนี้ต้องทำเองค่ะเพราะทัวร์เอง  พอไปถึงก็จะผ่านหมู่บ้าน Ngong Ping ก็เป็นบ้านที่ทำเลียนแบบขายของต่างๆ ค่ะ เดินต่อไปอีกหน่อยไป นมัสการ พระใหญ่ที่เราเคยเห็นในนิตยสารท่องเที่ยว  แต่ต้องขึ้นบันไดไปอีกเยอะมากมาก พักถ่ายรูประหว่างทางไปเรื่อยๆค่ะ  ด้านล่างขององค์พระใหญ่ก็จะมีร้านขายของที่ระลึก ที่นี่เราก็ได้ของที่ระลึกรูปพระใหญ่ราคา 888 HK$

     ตรงข้ามกับพระใหญ่เป็นวัดโปหลิน สวยงามมากค่ะ  จากนั้นก็เดินลงมากินก๋วยเตี๋ยวแถวๆ นั้นราคาชามละ 25 HK$ มาม่าหมูสับบ้านเรานี่เองค่ะ แล้วก็นั่ง Cable car กลับมา

     กลับจากที่นี่โดย Cable car แบบเดิม แล้วก็เข้าเมืองโดยรถไฟฟ้าเช่นเคย ตะลอนต่อไปตลาดต่างๆ ระหว่างที่เดินไปก็เห็นแผงลอยมากมาย อากง อาม่า มเปิดรถขายแผงลอยกันใหญ่ 

ตลาดหยกก็มีค่ะ แต่ไม่กล้าซื้อ

     ชอบการมีวินัยของคน Hong Kong ยืนต่อแถวขึ้นรถประจำทางค่ะ น่าชื่นชมมาก

     ไหนๆ ก็มาแล้วต้องลองขึ้น Tram ของที่นี่ดู รถรางของ Hong Kong ต้องขึ้นจากด้านหลังนะคะ เดินลงทางด้านหน้าค่ะ แล้วก็กลับมาเพื่อรอดู Symphony of Light ที่ฝั่งเกาลูน ซึ่งจะเริ่มตอน 2 ทุ่ม เป็นการแสดงแสงสีเสียงของตึกประกอบเสียงดนตรี ก็สวยงามน่าประทับใจค่ะ ที่สำคัญมันฟรี

    ทัวร์ Hong Kong วันสุดท้ายเราไปทัวร์กันที่สำนักชีฉีหลินค่ะ และก็มีสวนสาธารณะฝั่งตรงข้ามก็สวยงามมาก  จากนั้นต่อไปยังวัด หวังต้าเซียน มีคนไปสักการะกันเยอะมากมากเลยค่ะ ทั้งคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ควันธูปคละคลุ้งไปหมด

 

     จากที่นี่เราก็กลับไปเอากระเป๋าที่ฝากไว้ที่ Ah Shan แล้วก็ขึ้นรถไฟฟ้าไปยัง Lo Wu  เพื่อข้ามแดนกลับไปยัง Shenzhen  ทีนี้เริ่มมีปัญหาตอนเราจะ refund octopus card ปรากฏว่าที่ด่านผ่านแดน Lo Wo เคาน์เตอร์เค้าปิดทำการแล้ว ก็เลยคืนไม่ได้ ถามที่เคาน์เตอร์เค้าก็บอกว่าให้คืนเมื่อคุณเข้ามาครั้งหน้า จบเลย ไม่เป็นไรเก็บเป็นที่ระลึกหรือเอาไว้ให้คนอื่นใช้ต่อก็ได้ค่ะ  แล้วเราก็ผ่านแดนเข้ามาที่ Luo hu กันอีกครั้ง จากที่นี่เราก็ไปยังสถานีรถตู้สาย 330 สามารถถามทางจากคนแถวๆ นั้นว่ารถที่จะไป Shenzhen airport อยู่ที่ไหน จะเป็นรถตู้ ราคาคนละ 20 หยวน เท่านั้นเอง ขับตรงจาก Luo hu มาที่ airport เลย ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ  และแล้วเราก็มาถึง airport ขอบอกว่าที่สนามบินนี่ไม่มีศูนย์อาหารนะคะ มีแต่ร้านอาหารซึ่งแพงมากมาก ก็เห็นจะมีมาม่าคัพนี่แหละค่ะ มีขายในร้านสะดวกซื้อ ส่วนน้ำร้อนที่สนามบินมีบริการ  กินกันให้เรียบร้อยก่อนนะคะ  พบกันใหม่ทริปหน้าค่ะจะพาไป USS ที่สิงค์โปร์...