ในช่วงนี้ ผมกำลังเน้นการทำงาน และพยายามพัฒนาแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนกับกลุ่มเกษตรกร
ที่ผมจะต้องคิดหาตัวอย่างที่เป็นจริงไปนำเสนอต่อกลุ่มเกษตรกรในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง
ที่ผมได้พยายามอธิบายให้สมาชิกในกลุ่ม ให้เข้าใจสิ่งที่เป็นอยู่จริงในธรรมชาติอย่างตรงไปตรงมา และง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้
โดยเน้นการนำเสนอว่า
- เราควรจะพยายามทำความเข้าใจ
- เพื่อพัฒนาตัวเองแบบ "ลงทุนต่ำที่สุด"
- โดยทำลายน้อยที่สุด และ
- พึ่งพาธรรมชาติแบบเกื้อกูลซึ่งกันและกันมากที่สุด
เพราะ
- เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
-
ที่ควรพัฒนาตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติ
- ธรรมชาติมีระบบสนับสนุนและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
- จนทำให้เกิดระบบการพัฒนาที่เข้มแข็ง
- มีคุณภาพ และมั่นคง
-
- ที่ภาษาอังกฤษ ในวิชาการเชิงระบบ ใช้คำอธิบายว่า "Resilience"
ที่นักทำลายโลกในปัจจุบันทั้งหลาย
- ไม่ค่อยจะเข้าใจความเป็นธรรมชาตินี้
-
แต่จะพยายามทำลาย
- ด้วยความรู้ที่เป็นพิษ หรือ
- รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทุกรูปแบบ
- แต่ส่วนใหญ่มักไม่สำเร็จ
- จนต้องลงทุนสูง
- พึ่งพาคนอื่นมาก
- และขาดทุนในที่สุด
ที่พบว่า ส่วนใหญ่แล้ว ในที่สุด ก็แพ้ "ธรรมชาติ"
ตัวอย่าง เช่น
- ในที่ที่ถูกทำลาย ด้วยความรู้เป็นพิษทุกรูปแบบ จนเสื่อมโทรม
- จนทำให้มีเหลือทุนทางทรัพยากรค่อนข้างน้อย
- ดินอุดมสมบูรณ์ต่ำ
- ที่มักมีแสงมาก
- ดินแห้ง และมีความร้อนสูง
ในสภาพเช่นนี้
- ธรรมชาติจะมีพืชและสัตว์เป็นหน่วยอาสาบุกเบิก
- พยายามสร้างฐานทรัพยากร ทีละน้อยๆ เท่าที่จะทำได้
- ที่สามารถสะสมและรองรับการเจริญของพืชที่อ่อนแอกว่า หรือต้องการทรัพยากรมากได้โดยลำดับ
- เมื่อระบบพื้นฐานพัฒนาได้แล้ว
- จึงเริ่มมีระบบเกื้อกูลและสร้างสรร
- โดยเฉพาะในด้านสิ่งที่เกิดผลดีต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม โดยลำดับ
ที่แสดงให้เห็นว่า ระบบการพัฒนาแบบ "ธรรมชาติ" ของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ที่ลงตัว
การพัฒนาเช่นนี้จะมีอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดของแต่ละระบบ
แต่ถ้าระบบการพัฒนาถูกรบกวน จากการถาง การตัด การเผา การไถ การใช้สารพิษต่างๆ
ธรรมชาติก็จะปรับกระบวนการพัฒนากลับมาตั้งต้นใหม่ทุกครั้ง
โดยสิ่งมีชีวิตที่ทนทานและขยายพันธุ์ได้เร็วจะกลับมาทำหน้าที่ใหม่
เมื่อหมดหน้าที่ ก็จะถูกทดแทนอย่างเป็นธรรมชาติ เช่นเดิม
ที่เราชอบพูดแบบ "นักทำลาย" ว่า "ศัตรูธรรมชาติ"
แทนที่จะพยายามทำความเข้าใจ "บทบาท" และ "หน้าที่" ตามธรรมชาติของสรรพสิ่งในระบบของ "ธรรมชาติ"
นี่คือสิ่งที่นักปฏิบัติทั้งหลาย ทุกระดับ ต้องพยายามเข้าใจ เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
และสามารถพัฒนาระบบพึ่งตนเอง และพึ่งพากันเอง ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ
ÄÄÄ....ยายธีมองธรรมชาติในตัวคนว่า..เป็นสัตว์โลกที่ค่อนข้างประหลาดกว่าธรรมดาสัตว์..ประโยชน์ในด้านเกื้อกูลธรรมชาติ(ค่อนข้างหายาก..)..ส่วนใหญ่ทำลาย..แม้แต่ขี้คน..ก็เอาไปใช้ประโยชน์ได้ยาก..มีเชื้อโรคเต็มไปหมดอ้ะ..(ฉะนั้น..บทบาท..และหน้าที่.ในธรรมชาติ.จึงไม่สมบูรณ์ลงตัวกัน..สักที..อ้ะ..ยายธีแอบคิดเล่นๆๆเจ้าค่ะ..ขออภัย..)
"....แม้แต่ขี้คน..ก็เอาไปใช้ประโยชน์ได้ยาก..มีเชื้อโรคเต็มไปหมด อ้ะ..(ฉะนั้น..บทบาท..และหน้าที่.ในธรรมชาติ.จึงไม่สมบูรณ์ลงตัวกัน..สักที..."
Forgive me for breaking in. Nature has one very good 'play' call 'co-evolution'. In plain language, Nature plays 'tit-for-tat' --in Thai "กรรมสนองกรรม"--. Nature always respond to our 'moves'. Whatever we do, Nature reacts!
It is us who often fail to see. But kill 'germs' regardless of 'good to human germs' and 'bad to human germs'. We have destroyed more good germs than bad germs and most of the 'neutral to human' germs. Germ communities used to be in balance --networking control so they are neither really bad nor really good--. But in the last 60 years, germs had been pushed out of balance by human using 'unnatural' chemicals. Most germs died. But the few that survived, bred and multiplied super germs that can resist many unnatural chemicals. The super germs communities are now more abundant. Because germs can multiply several billions times in a man life time. Human cannot change/mutate or adapt as quickly as germs. The game result is clear --germs win-- eventually.
Nature (as Dr Sawaeng says) will win eventually.
Remember, Man may be favourite animals to God, but Man is treated as one kind of animals among billions. Man is not favoured over any other lives or things. Nature does play 'tit-for-tat' and other species also play 'tit-for-tat' against Man!
There is hope! ;-)