การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองในยุคนี้เริ่มก่อตัวขึ้นในปีนี้เอง คือ พ.ศ.๑๘๓๙ นี้เองตอนที่ขุนเม็งรายได้สถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เป็นศูนย์กลางอำนาจและการบริหารปกครองโดยเริ่มจากการรวบรวมรัฐใหญ่ ๆ อย่างหริภุญชัย และ โยนกเข้าด้วยกัน และตามมาด้วยการบุกเข้ายึดรัฐลำปางหรือเขลางค์นคร จึงสิ้นสุดของยุคขุนมังรายเพราะขยายพระราชอำนาจสู่รัฐพะเยาไม่ได้ พระองค์ถูกสายอสุนีย์ผ่าลงกลางตลาดเชียงใหม่ขณะที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินตรวจงาน [1]
พะเยาภายใต้การปกครองของล้านนา ๒๒๒ ปี (ระหว่าง พ.ศ. ๑๘๗๙-๒๑๐๑)
เจ้าสี่หมื่นเมืองพะเยา เป็นตำแหน่งที่ทางรัฐบาลเชียงใหม่ได้ส่งหรือแต่งตั้งเชื้อพระวงศ์ หรือขุนนาง เข้ามาครองพะเยาในฐานะที่เป็นเมืองสำคัญที่เป็นประตูสู่ล้านนาตะวันออกได้ และเป็นเมืองศูนย์กลางการคมนาคมระหว่างรัฐ ซึ่งประกอบไปด้วย รัฐล้านนา- รัฐสุโขทัย-รัฐโยนก (เดิม) – รัฐพะเยา (เดิม)
บทบาทของพะเยามีขึ้นลงตามอำนาจของรัฐบาลเชียงใหม่และความสามารถเฉพาะตัวของเจ้าผู้ครองนคร
๑.แนวคิดทางการเมืองการปกครองล้านนา
๑.๑. สภาพทางการเมืองในรัฐพะเยาก่อนถูกผนวกเข้ากับล้านนา
ขุนมังรายในนามของกษัตริย์ผู้นำแห่งลุ่มน้ำกก (รัฐโยนก) ได้มีแนวความคิดที่จะรวบรวมหัวเมืองต่าง ๆ ในบริเวณเดียวกันทั้งหมดให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ภายใต้พระราชอำนาจเดียวกัน โดยการเริ่มรวบรวมหัวเมืองเล็กเมืองน้อยให้อยู่ภายใต้พระราชอำนาจก่อน จากนั้นพระองค์ก็ดำเนินการยั่งเชิงเมืองใหญ่อย่างรัฐพะเยา หรือภูกามยาวของขุนงำเมืองดู แต่การทำศึกครั้งนี้ไม่ประสบผลสำเร็จโดยมีการเจรจาและมีการทำสนธิสัญญาลับกัน และต่างฝ่ายก็ต่างยกทัพกลับเมืองไปในปี พ.ศ. ๑๘๑๙
แต่ถึงกระนั้นก็ตามขุนมังรายก็ไม่ได้ลดละความพยายามเพียงแต่ได้ดำเนินนโยบายทางการทูตนำการทหารกับขุนงำเมืองแห่งรัฐพะเยาและขุนรามคำแหงแห่งรัฐสุโขทัย จนถึงกับมีการทำสนธิสัญญาสามกษัตริย์ หรือ สนธิสัญญาแม่น้ำอิง ณ ฝั่งแม่น้ำสายตา (-ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นแม่น้ำอิง)ในเมืองพะเยาอันเป็นศูนย์กลางแห่งรัฐ เพื่อที่จะหันเหทิศทางนโยบายการขยายดินแดนไปสู่รัฐใหม่ ๆ อย่างเช่นหริภุญชัย (เมืองลำพูน) และสามกษัตริย์ได้ทำการสำเร็จเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๓๐ และมีการนัดแนะกันให้ไปสำรวจทำเลที่สร้างนครรัฐแห่งใหม่ ในที่สุดจึงได้ร่วมกันสร้างเมืองเชียงใหม่อันเป็นฐานอำนาจแห่งรัฐล้านนาขึ้นมา ในปี พ.ศ.๑๘๓๙
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองการปกครองในยุคนี้เริ่มก่อตัวขึ้นในปีนี้เอง คือ พ.ศ.๑๘๓๙ นี้เองตอนที่ขุนเม็งรายได้สถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เป็นศูนย์กลางอำนาจและการบริหารปกครองโดยเริ่มจากการรวบรวมรัฐใหญ่ ๆ อย่างหริภุญชัย และ โยนกเข้าด้วยกัน และตามมาด้วยการบุกเข้ายึดรัฐลำปางหรือเขลางค์นคร จึงสิ้นสุดของยุคขุนมังรายเพราะขยายพระราชอำนาจสู่รัฐพะเยาไม่ได้ พระองค์ถูกสายอสุนีย์ผ่าลงกลางตลาดเชียงใหม่ขณะที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินตรวจงาน [1]
ต่อมาในปี พ.ศ.๑๘๗๗-๑๘๗๙ พญาคำฟู เจ้าผู้ครองนครเชียงแสนแห่งกลุ่มรัฐล้านนาผู้สืบเชื้อสายมาจากขุนมังรายก็ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของขุนมังรายได้วางแผนจับมือเป็นพันธมิตรกับพระยากาวเมืองปัว (รัฐน่าน) เข้าทำศึกสองด้านบุกตีขนาบรัฐพะเยาในยุคขุนคำลือ (คำฤา) [2] จนรัฐพะเยาแตกในที่สุดโดยใช้ระยะเวลาในการทำศึกครั้งนี้ถึง ๒ ปี และหลังจากนี้ไปพะเยาจึงเข้าสู่ยุคภายใต้การปกครองของล้านนาตลอดระยะเวลายาวนานถึง ๒๒๒ ปี , ภายใต้การปกครองพม่าอีก ๒๑๖ ปี และภายใต้รัตนโกสินทร์อีก ๑๓๔ ปี (หมายเอาปีพุทธศักราช ๒๓๘๖–๒๕๒๐ ปีก่อนพะเยาจะแยกตัวออกมาจากเชียงราย เป็นจังหวัดพะเยา )
เหตุการณ์บุกเข้าตีขนาบเมืองรัฐศูนย์กลางพะเยาในครั้งนี้ พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) เล่าเอาไว้ในพงศาวดารโยนกว่า ครั้งนั้นกองทัพพระยาคำฟูบุกเข้าสู่เมืองพะเยาได้ก่อนพระยากาวน่าน ได้ทั้งผู้คน ช้างม้าและทรัพย์สิ่งของมากมาย ก็มิได้แบ่งปันให้กับพระยากาวน่าน ๆ ขัดพระทัยเป็นอย่างมากจึงยกทัพเข้ารบกับพระยาคำฟู ๆ เสียทีจึงล่าทัพหนีกลับเมืองเชียงแสน กองทัพเมืองน่านจึงยกเลยไปตีปล้นเอาเมืองฝางได้ พระยาคำฟูจึงรวบรวมไพร่พลใหม่ยกกองทัพใหญ่ไปตีกองทัพน่าน ณ เมืองฝาง กองทัพเมืองน่านสู้กำลังไม่ได้ จึงได้ยกเลิกทัพถอยกลับไป พระยาคำฟูก็เลิกทัพกลับเมืองเชียงแสนตามเดิม [3]
๑.๒.สายสัมพันธ์ล้านนาตะวันตก-ล้านนาตะวันออก
เมื่อรัฐพะเยาเสียเมืองแล้ว กษัตริย์รุ่นลูกรุ่นหลานทางราชวงศ์ของมังรายทรงพระนามว่าพระเจ้าติโลกราชได้ยกทัพไปตีเอาเมืองแพร่ในปี พ.ศ. ๑๙๘๖ และเมืองน่านในปี พ.ศ.๑๙๙๒ แล้วผนวกเอาดินแดนหัวเมืองทางเหนือเข้าไว้เป็นแคว้นล้านนาทั้งหมดแม้จะมีการผนวกรวบรวมดินแดนแคว้นต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่น แคว้นหริภุญชัย , เขลางคนคร, พะเยา, แพร่. น่าน รวมทั้งเมืองเล็กเมืองน้อยเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นล้านนา แต่ความเป็นจริงการเมืองภายใต้การปกครองของล้านนาก็หาได้สงบและเป็นที่ไว้วางใจของเชียงใหม่ไม่ สาเหตุหลักมาจากสายสัมพันธ์ทางด้านวัฒนธรรมที่มาจากคนละสายวัฒนธรรมกัน ประกอบกับเชื้อพระวงศ์ผู้ที่ครองนครรัฐต่าง ๆ เหล่านั้นมีที่มาที่แตกต่างกันมาก โดยจะสามารถแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ ๒ กลุ่ม คือ [4]
กลุ่มที่ ๑ รัฐในล้านนาตะวันตก ประกอบไปด้วย เมืองเชียงใหม่, เมืองลำพูน, เมืองลำปาง, เมืองเชียงราย และเมืองพะเยา ซึ่งเมืองเหล่านี้ยึดครองและมีสายสัมพันธ์กันทางเครือญาติโดยเริ่มมาจากราชวงศ์ของขุนมังราย และแม้ภายหลังพม่าครอบครองล้านนาสองร้อยกว่าปีก็ได้มีราชวงศ์เชื้อเจ็ดตนของหนานทิพย์ช้างแห่งนครลำปางเข้ามาปกครองกลุ่มเมืองเหล่านี้
กลุ่มที่ ๒ รัฐในล้านนาตะวันออก ประกอบไปด้วย เมืองแพร่และเมืองน่าน ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับราชวงศ์แห่งเมืองสุโขทัยเป็นอย่างมาก ทั้งยังมีอิสระในการปกครองตนเองมาแต่เดิม เมื่อพระเจ้าติโลกราชเข้ามารุกรานและยึดเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาเจ้าผู้คอรงนครยังไม่มีความใกล้ชิดกับเชียงใหม่เท่าใดนัก แม้ภายหลังจากที่ยุคต้นรัตนโกสินทร์ที่สามารถขับไล่พม่าออกไปได้ ก็มีเจ้านายผู้ครองเมืองแพร่และน่านคนละสายกับราชวงศ์เจ็ดตนแห่งกลุ่มล้านนาตะวันตก จึงเป็นเหตุให้ศูนย์กลางอำนาจรัฐอย่างเชียงใหม่ลำบากใจอยู่มิใช่น้อย
ความจำเป็นในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ทางเครือญาตินั้นมาจากเหตุหลายประการคือ ประการที่หนึ่ง เป็นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มชนที่มีความหลากหลาย ประการที่สอง สามารถยอมรับอำนาจทางการเมืองที่เท่าเทียมกันได้ของบรรดารัฐต่าง ๆ ประการที่สาม อุปสรรค์ทางภูมิประเทศที่ทำให้ไม่สามารถแผ่อำนาจจากเมืองศูนย์กลางไปสู่หัวเมืองต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเพียงพอ [5]
๒.รูปแบบทางการเมืองการปกครอง
๒.๑.พะเยาภายใต้การปกครองของล้านนา ๒๒๒ ปี ( ๑๘๗๙ - ๒๑๐๑)
เมืองพะเยาในช่วง ๖๖ ปี (ระหว่าง พ.ศ.๑๘๗๙-๑๙๔๕) เมื่อเสียเมืองให้แก่พระยาคำฟูแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีเจ้าเมืองพระนามว่าอะไรเป็นผู้ปกครองสืบต่อมา ซึ่งช่วงนี้จึงเป็นที่สงสัยว่าเจ้าเมืองพะเยาองค์เดิมหรือรัฐทายาทเจ้าองค์ก่อนยังคงครองเมืองอยู่หรือไม่ เพราะเมืองพะเยาในยุคนั้นแม้จะเสียเมืองให้กับพระยาคำฟู แต่ถึงกระนั้นก็ตามความเป็นพระญาติที่สืบสายโลหิต หรือต้นตระกูลเดียวกันที่ต่างฝ่ายก็สืบสายมาจากราชวงศ์ของปู่เจ้าลาวจก เหมือนกัน
แต่เท่าที่ปรากฏเจ้าเมืองผู้ครองพะเยาในเวลาต่อมาคือ ในปี พ.ศ.๑๙๔๕ เมื่อพระเจ้าสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่ได้ขึ้นสู่พระราชอำนาจได้ส่งผู้มีพระคุณที่ช่วยสนับสนุนให้พระองค์ขึ้นครองราชย์บัลลังก์ ท่านผู้มีพระคุณพระองค์นี้คืออาวเลี้ยง ที่นอกจากสนับสนุนให้ขึ้นครองราชย์แล้วยังเป็นผู้ดูแลอบรมสั่งสอนพระองค์มาร่วมกับพระมารดาของพระองค์เลยทีเดียว เมื่อพระองค์ส่งมาครองเมืองพะเยาจึงได้ให้บรรดาศักดิ์ที่ เจ้าสี่หมื่น ซึ่งเป็นตำแหน่งผู้ครองเมืองพะเยา ในปี พ.ศ. ๑๙๔๕-๑๙๕๔ รวมระยะเวลา ๙ ปี
ในช่วงนี้เองที่เมืองพะเยาได้รับการยกย่องให้มีความสำคัญแทนเมืองเชียงราย สาเหตุเพราะเจ้ายี่กุมกามซึ่งเป็นพระเชษฐาต่างพระราชชนนีได้ยกกองทัพจากเมืองเชียงรายเข้าบุกโจมตีเมืองเชียงใหม่ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงยกทัพกลับเชียงราย และยังถูกเจ้าสี่หมื่นเมืองพะเยา (อาวเลี้ยงพระเจ้าสามฝั่งแกน) ยกทัพปิดเส้นทางเดินทัพของเจ้ายี่กุมกามที่จะยกทัพถอยหนีกลับไปยังเมืองเชียงราย จนเจ้ายี่กุมกามถึงกับยกทัพล่องให้ไปพึ่งพระบารมีของพระเจ้าไสยลือไทยแห่งแคว้นสุโขทัย [6] นับว่าเป็นศึกสายเลือดอีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ล้านนาไทย
[1] พระธรรมวิมลโมลี. เมืองพะเยาจากประวัติศาสตร์และตำนาน. (พะเยา : นครนิวส์การพิมพ์, ๒๕๔๖). หน้า ๖๕.
[2] ขุนคำลือ เป็นพระราชโอรสของขุนคำแดงที่สืบมาจากขุนงำเมือง เป็น ๓ รุ่น
[3] สุจิตต์ วงษ์เทศ. บทความหน้า ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙). หน้า ๔๓.
[4] สรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา . พิมพ์ครั้งที่ ๒ ( กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๓๙). หน้า ๒๔–๒๕.
[5] ลัดดาวัลย์ แซ่เซียว. ๒๐๐ ปี พม่าในล้านนา. (กรุงเทพฯ : TEN MAY PRODUCTION, ๒๕๔๕). หน้า ๒๘–๒๙.