คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
ปัจจุบันคอมพิวเตอร์มีราคาถูกและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในระบบการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อทางการศึกษา ทั้งนี้เพราะคอมพิวเตอร์เป็นสื่อทางการศึกษาที่มีคุณค่า และจัดได้ว่าเป็นสื่อการศึกษาที่มีความสามารถใกล้เคียงกับสื่อบุคคลมากกว่าสื่ออย่างอื่น กล่าวคือ ผู้เรียนสามารถรับความรู้และโต้ตอบได้ และยังสามารถลดภาระของครูผู้สอนเกี่ยวกับงานประจำ เช่น ตรวจแบบฝึกหัด ตรวจข้อสอบ และจัดผลผู้เรียนทำให้ผู้สอนได้มีเวลาเพื่อประโยชน์ทางการสอนมากขึ้น การนำคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นสื่อทางการศึกษาหรือการนำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการสอน โดยทั่วไปเรียกว่าคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction) เรียกย่อ ๆ ว่า CAI
การผลิต CAI ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะได้มีการพัฒนากันมาตั้งแต่ ค.ศ. 1960 และมีบทบาททางการศึกษรเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ผลการวิจัยเกี่ยวกับการนำ CAI มาใช้ทั้งในและต่างประเทศพบว่า การใช้ CAI เป็นสื่อประกอบการสอนของครู จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้พร้อม ๆ กับสามารถประหยัดเวลาในการเรียนการสอนได้มาก
ความหมายของ CAI
มีผู้ให้คำนิยามเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไว้หลายท่าน ตัวอย่างเช่น
Stolurow กล่าว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นวีทางของการสอนรายบุคคลโดยอาศัยความสามารถของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จัดหาประสบการณ์ที่มีความสัมพันธ์กัน มีการแสดงเนื้อหาตามลำดับที่แตกต่างกัน ด้วยบทเรียนโปรแกรมที่เตรียมไว้อย่างเหมาะสม”
Orwig กล่าวว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ การเรียนการสอนที่ประกอบด้วยเกณฑ์ 2 ประการ คือ การใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อตรงในการทำการสอน และผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับคอมพิวเตอร์”
รศ. ยืน “กล่าวว่า “คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ได้นำเนื้อหาวิชา และลำดับวิธีการสอนมาบันทึกเก็บไว้ คอมพิวเตอร์จะช่วยนำบทเรียนที่เตรียมไว้อย่างเป็นระบบมาเสนอใน รูปแบบที่เหมาะสม สำหรับนักเรียนแต่ละคน”
กัลยา กล่าวว่า CAI หมายถึง “การนำคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นสื่อการสอนโดยตรง โดยอาศัยความสามารถของคอมพิวเตอร์นำเนื้อหาวิชาและลำดับวิธีการสอนที่เตรียมไว้อย่างเป็นระบบมาบันทึกเก็บไว้ แล้วเสนอเป็นบทเรียนหรือแบบฝึกหัด แบบทดสอบให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้โต้ตอบกับเนื้อหาวิชาเหล่านั้นได้ด้วยตนเองตามความสามารถให้ผู้เรียนแต่ละคนพร้อม ๆ กับการบันทึกผลการเรียนการสอบของผู้เรียนแต่ละครั้งไว้ เพื่อการรายงานผลและประเมินผลการเรียน”
วุฒิชัย ประสารสอย ( 2543 , หน้า 10 ) กล่าวว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือบทเรียน CAI หมายถึง การจัดโปรแกรมเพื่อการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อถ่ายโยงเนื้อหาความรู้ไปสู่ผู้เรียน
หทัยพร สายศรีโกศล ( 2546 , หน้า 27 ) กล่าว่า CAI หมายถึง การนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการสอนเนื้อหาให้แก่ผู้เรียนโดยใช้วิธีการเผยแพร่การสอนผ่านช่องทางสื่อสารไปยังผู้เรียน โดยเน้นการสอนที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างอิสระตามความสามารถของแต่ละคน
นายอภิชาติ ตัดสายชล นักศึกษาโปรแกรมวิชาภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ให้ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ( CAI ) คือ การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อให้ผู้เรียนได้ติดตามหรือค้นหาความรู้ในบทเรียน โดยการเน้นให้ผู้เรียนได้ใช้ความสามรถในการเรียนรู้ของตนเองอย่างมีอิสระตามความสามรถของตนเอง โดยที่บทเรียนนั้นจะต้องเป็นบทเรียนที่เข้าใจง่าย มีความถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว ครบถ้วน
พัฒนาการของระบบช่วยสร้างบทเรียนในประเทศไทย
พัฒนาการของระบบช่วยสร้างบทเรียนในประเทศส่วนใหญ่ ใช้ภาษาระดับสูงมาพัฒนากันโดยตรงต่างกับพัฒนาการของระบบช่วยสร้างบทเรียนของต่างประเทศที่มีผลเกี่ยวเนื่องกับพัฒนาการภาษาสร้างบทเรียน
เริ่มปี พ.ศ. 2521 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการทำวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เกี่ยวกับระบบช่วยสร้างบทเรียนบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์แบบ Datapoint 5500 System โดยใช้ภาษา FORTRAN เป็นระบบที่ใช้สอนวิชาต่าง ๆ ได้หลายวิชา และได้มีการบันทึกความก้าวหน้าของการเรียนด้วย แต่มีข้อจำกัดตรงที่ไม่สามารถแสดงตัวอักษรภาษาไทย และรูปภาพได้ การใช้วิธีเสนอบทเรียนไปทีละหน้าไม่มีการโต้ตอบใด ๆ ระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ. 2529 หน่วยคอมพิวเตอร์คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ประดิษฐ์ระบบช่วยสร้างบทเรียนที่ชื่อว่า F.E.P (Formative Evaluation Program) โดยใช้ภาษา BASIC บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ SHARP รุ่ม MZ 5600 ที่มีผลวงจร THAIWARE-2 ซึ่งได้แสดงผลภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และโปรแกรมเรียงพิมพ์เอกสาร KSTAR 4 F.E.P. เป็นโปรแกรมที่ใช้ประเมินความก้าวหน้า และความเข้าใจในบทเรียนด้วยตนเอง เป็นระบบที่แยกส่วนเนื้อหาออกจากโครงสร้าง กำหนดรูปแบบ การนำเสนอบทเรียนแบบ 4 ตัวเลือก ถ้าเลือกผิดจะมีคำอธิบายทุก ๆ ตัวเลือก สามารถแสดงผลได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
พ.ศ. 2530 ผศ. นายแพทย์สรรเพชญ เบญจวงศ์กุลชัย ได้ใช้ภาษา Pascal (Turbo Pascal Version 1.0) พัฒนา S.C.A.I. (System Control For Computer Assisted Instruction) บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตระกูล IBM PC หรือ IBM Compatible , Sharp MZ 5500/5600 และ WANG PC ที่มีแผงวงจร THAIWARE-2 และโปรแกรมเรียงพิมพ์เอกสารแบบ KSTAR 4 S.C.A.I. เป็นระบบที่แยกส่วนเนื้อหาออกจากส่วนโครงสร้างเช่นเดียวกับ F.E.P. สามารถแสดงผลได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ กำหนดรูปแบบการเสนอบทเรียน 5 ลักษณะคือ
1. เสนอข้อความให้ผู้เรียนอ่านจนจบบทเรียนแล้วบอกเวลาที่เรียนให้ทราบ
2. เสนอบทเรียนแบบ 4 ตัวเลือก ถ้าเลือกผิดจะมีคำอธิบายทุก ๆ ตัวเลือก เสร็จสิ้นการเรียนจะบอกเวลาและคะแนนให้ทราบ
3. เสนอบทเรียนที่ตัวคำถามประกอบด้วยภาพสไลด์ 1 รูป เสร็จสิ้นการเรียนจะบอกเวลาและคะแนนให้ทราบ
4. เสนอบทเรียนที่ตัวคำถามประกอบด้วยภาพสไลด์ 4 รูป เสร็จสิ้นการเรียนจะบอกเวลาและคะแนนให้ทราบ
5. เสนอบทเรียนเสมือนข้อสอบปรนัยแบบ 5 ตัวเลือก เมื่อผู้เรียนตอบ โปรแกรมจะเฉลยว่าผิดหรือถูกแล้วข้ามไปข้อถัดไป เสร็จสิ้นการเรียนจะบอกเวลาและคะแนนให้ทราบ
พ.ศ. 2531 คณะผู้พัฒนาโปรแกรม F.E.P. ได้มีการพัฒนาปรับปรุง F.E.P. ให้ใช้ได้กับเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ตระกูล IBM PC, IBM PC/XT และ IBM PC/AT ที่มีแผนวงจร THAIWARE-2 ซึ่งแสดงผลภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และโปรแกรมเรียงพิมพ์เอกสาร KSTAR 4 ชื่อว่า F.E.P PC (Formative Evaluation Programmed on IBM PC) โดยยังคงรูปแบบการเสนอบทเรียนแบบ 4 ตัวเลือก แต่เพิ่มความสามารถในการบอกเวลาและคะแนนที่ได้ ถ้าคะแนนที่ได้ต่ำกว่าเกณฑ์ โปรแกรมจะไปนำแบบทดสอบมาถามเพิ่มเติม ในปีเดียวกันก็ได้มีการเสนอผลงาน “โปรแกรมช่วยสร้างบทเรียนเสริม” ของนายอำพล สงวนศิริธรรม ในที่ประชุมวิชาการเรื่องการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ช่วยการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ครั้งที่ 3 โปรแกรมช่วยสร้างบทเรียนเสริมเขียนด้วยภาษา Pascal บนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ IBM PC สามารถแสดงผลได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษแต่ไม่สามารถแสดงภาพกราฟิกได้ การสอนใช้วิธีเสนอบทเรียนไปทีละหน้า ขณะที่เรียน ผู้เรียนสามารถกดคีย์พิเศษเพื่อให้ไปหน้าต่อไป หรือก่อนหน้านี้ หรือหน้าแรก หรือหน้าสุดท้ายได้ แต่ไม่มีคีย์สำหรับแตกกิ่งไปยังหน้าที่ต้องการอื่น ๆ ได้ เช่น ขณะกำลังเรียนอยู่หน้า 5 ไม่สามารถไปหน้า 3 ได้ทันที และลักษณะของการทำ ข้อสอบมีข้อจำกัดอยู่ที่ผู้สอบต้องเริ่มทำข้อสอบตั้งแต่ข้อที่ 1 ไปตามลำดับจนถึงขั้นสุดท้าย ไม่สามารถทำกลับไปกลับมายังข้อต่าง ๆ ได้ และในปี พ.ศ. 2531 เช่นเดียวกัน ผศ. พิสนธ์ จงตระกูล ก็ได้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนที่ใช้ร่วมกับเครื่องฉายสไลด์ด้วยภาษา BASIC โดยตั้งชื่อระบบว่า ทองจันทร์ : โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้แบบบูรณาการ ลักษณะโปรแกรมประกอบด้วย 6 โปรแกรมย่อยคือ
1. โปรแกรมสร้างบทเรียนแบบความเรียง
2. โปรแกรมสร้างบทเรียนแบบความเรียงประกอบสไลด์
3. โปรแกรมสร้างบทเรียนแบบเลือกตอบ
4. โปรแกรมสร้างบทเรียนแบบอัตนัยโดยผู้เรียนจะได้รับคำถามสั้น ๆ เป็นระยะ ๆ
5. โปรแกรมสร้างบทเรียนแบบเลือกตอบประกอบสไลด์
6. โปรแกรมสร้างสถานการณ์จำลองผู้ป่วย เพื่อให้ผู้เรียนฝึกการสั่งยา เริ่มต้นด้วยการ
บอกอาการของผู้ป่วยแล้วมีอากรให้ผู้เรียนเลือกตอบ แต่ละคำตอบจะมีข้อมูลย้อนกลับซึ่งจำลองสถานการณ์จริงให้ผู้เรียนทราบ
การประยุกต์ใช้คอมพิวเตอร์ในงานการศึกษานั้นมีหลายรูปแบบ บางรูปแบบคล้ายคลึงกันในด้านความหมาย เช่น CIB กับ CAI หรือ WBI ทั้ง 3 แบบ นี้ล้วนแต่ใช้คอมพิวเตอร์มาในการเสนอเนื้อหาให้แก่ผู้เรียนโดยใช้วิธีการเผยแพร่การสอนผ่านช่องทางสื่อสารไปยังผู้เรียนทั้งสิ้น นอกจากคำ CAI ที่กล่าวแล้วการนำคอมพิวเตอร์ใช้ในงานการศึกษายังมีคำอื่น ๆ อีกมาก เช่น CAL คือ การเรียนรู้ด้วยคอมพิวเตอร์ CBI คือ การฝึกโดยการใช้คอมพิวเตอร์ WBI คือ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนทางเครือข่ายเวบ และทั้งหมดเรียกว่า CBE คือ การคอมพิวเตอร์มาใช้งานทางด้านการศึกษาทุกประเภท
คุณลักษณะของระบบช่วยสร้างบทเรียน
หน้าที่การทำงานของระบบช่วยสร้างบทเรียนโดยทั่วไป ประกอบด้วยคุณลักษณะ 4 ประการหรืออาจกล่าวได้ว่าระบบช่วยสร้างบทเรียนควรมีความสามารถในการทำงานได้ 4 ระดับ
Authoring Environment
Course Management
Lesson Definition
Content
Creation
ระดับความสามารถของระบบช่วยสร้างบทเรียน
1. การสร้างเนื้อหา (Content Creation) เป็นส่วนการทำงานที่ใช้ความสามารถระดับ
แรกสุดของระบบเพื่อสร้าง Courseware
2. การกำหนดโครงสร้างของบทเรียน (Lesson Definition) มีองค์ประกอบอยู่ 3
ประการ คือวิธีการแสดงบทเรียน การกำหนดบทบาทการโต้ตอบของผู้เรียน และการประเมินผล การจำแนกผู้เรียน เพื่อจัดลำดับการแตกแขนงการทำงานไปยังส่วนต่าง ๆ ผู้สอนต้องกำหนดรูปแบบของการแสดงเนื้อหาบทเรียน โดยการพิมพ์ทางคีย์บอร์ด หรือเรียกจากโปรแกรมหรือโสตทัศนูปกรณ์ที่ได้เตรียมเก็บไว้แล้ว ถ้าข้อมูลที่แสดงเป็นคำถามที่ต้องการตอบจากผู้เรียนจำเป็นต้องมีวิธีระบุคำตอบให้พร้อม และต้องสนองตอบต่อคำตอบของผู้เรียนไม่ว่าผู้เรียนจะตอบถูกหรือผิดตามระบุไว้ รวมถึงคำตอบที่แตกต่างไปจากที่ระบุไว้ด้วยการประเมินผล และการจำแนกกลุ่มจะเป็นตัวกำหนดว่า หลังจากการวิเคราะห์คำตอบแล้วผู้เรียนจะสามารถผ่านไปศึกษาบทต่อไป หรือจำเป็นต้องทบทวน หรือต้องใช้บทเรียนเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง ข้อมูลข่าวสารที่ระบุเหล่านี้จะถูกจัดเก็บไว้ในระบบ และจำดำเนินการอัตโนมัติ โดยระบบผู้สอนไม่ต้องมีหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้
3. การบริหารวิชาการ (Course Management) เป็นความสามารถในการควบคุมจัดการ
บทเรียนตามที่ผู้สอนกำหนด ผู้สอนสามารถกำหนดการสอนโดยเลือกวิธีสอนแบบต่าง ๆ จากระบบ เช่น การสอนแบบฝึกทักษะ ฝึกปฏิบัติการสอนแบบทบทวนและการทดสอบ เป็นต้น ความสามารถในส่วนนี้พิจารณาได้จากการรวบรวมข้อมูลการทำงานหรือการสนองตอบของผู้เรียน การทดลองใช้บทเรียนที่สร้างใหม่ การควบคุมทางเลือกต่าง ๆ สำหรับผู้เรียน การจัดทำเอกสารการสอน และความสามารถที่จะแปล เนื้อหาบทเรียนเป็นภาษาที่ต้องการ
โดยทั่วไประบบช่วยสร้างบทเรียนทุกระบบ มีการทำรายงานโดยอัตโนมัติถึงผลการทำงาน การตอบคำถามการทำข้อสอบ ข้อมูลข่าวสารดังกล่าวประกอบด้วย เลขประจำตัวเวลาที่ทดสอบระยะเวลาที่ใช้จำนวนข้อที่ทำถูก จำนวนครั้งที่เรียนซ้ำ และรายงานดังกล่าวจะมีการเก็บสะสมไว้ทุกระยะของการเรียน ทุกบทเรียน ทำให้สามารถติดตามผลการเรียนรายวิชาต่าง ๆ ได้โดยตลอด ในสภาพที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีทางเลือก ควรให้ผู้เรียนได้ตระหนักในกลไกต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับบทเรียน และวิธีการใช้กลไกเหล่านี้ ทั้งนี้โดยมีกฎทั่ว ๆ ไปว่าไม่จะอยู่ ณ จุดใด ๆ ของบทเรียน เครื่องต้องสามารถบอกผู้เรียนเพื่อให้ผู้เรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้ คือ
• เราเรียนถึงไหนแล้ว ?
• ต่อจากนี้จะไปไหนได้บ้าง ?
• ไปถึงที่นั่นได้อย่างๆไร ?
4. การปรับสภาพแวดล้อมของบทเรียน (Authoring Environment) เป็นความสามารถ
ระดับสูงสุดของระบบช่วยสร้างบทเรียน ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับความเหมาะสมของบทเรียนให้เหมาะกับการใช้งานได้ง่ายตามสภาพแวดล้อม การปรับแต่งสภาพมีได้หลายแบบ เช่น
4.1 การมีรูปแบบที่แตกต่างกันในการสัมพันธ์กับผู้สอนที่รู้และไม่รู้คอมพิวเตอร์
4.2 สามารถปรับหรือเปลี่ยนแปลงให้ใช้กับลักษณะสิ่งแวดล้อมทางการเรียนการสอน
ในสถาบันการศึกษาที่ต่างระดับกันได้
4.3 สามารถปรับหรือเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับปรัชญาการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงได้
4.4 สามารถปรับหรือเปลี่ยนแปลงให้ใช้งานกับเครื่องต่าง ๆ ได้หลายชนิด และหลาย
ขนาด
พิจารณาจากรูปจะเห็นได้ว่า ระบบช่วยสร้างบทเรียนจะมีความาสามารถในระดับสูง ได้ต้องมีความสามารถในระดับต่ำมาก่อนนั่นก็คือ สามารถของระดับสูงจะครอบคลุมความสามารถในระดับต่ำเสมอ และเป็นสิ่งที่แสดงถึงพัฒนาการของระบบช่วยสร้างบทเรียนเป็นลำดับมา กล่าวคือ การพัฒนาระบบช่วยสร้างบทเรียน ระยะเริ่มแรกมีความสามารถในส่วนของการสร้างเนื้อหากับการกำหนดโครงสร้างของบทเรียน ในปัจจุบันส่วนใหญ่มีความสามารถถึงระดับกำหนดการบริหารวิชา ยกเว้นความสามารถในการแปลงความ (Translation Capability) แต่การขยายความสามารถในระดับ 4 มีน้อยมาก
ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยสอน คือ
1) สามารถเรียนแบบการสอนได้ และ
2) มีสมรรถภาพในการรวบรวมสารสนเทศข้อมูลต่าง ๆ
หลักการของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ประกอบด้วย
1. ใช้เป็นรายบุคคล (Individualized) ไมโครคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ออกแบบเพื่อใช้ส่วน
บุคคล นับว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ผลดีที่สุด
2. มีการตอบโต้อย่างทันที (Immediate Feedback)
3. เป็นกระบวนการติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน (Track Learners Process)
4. ปรับให้ทันสมัยได้ง่าย (Each of Updating)
5. โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ไม่สามารถทำงานได้ทุกอย่างเหมือนคน ด้วยเหตุนี้จึง
นำมาเป็นส่วนหนึ่งหรือช่วยสอนเท่านั้น การแก้ปัญหาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับการเขียนโปรแกรมให้สอดคล้องกับหลักจิตวิทยา
6. การเขียนโปรแกรมที่ดีต้องอาศัยความชำนาญอย่างมาก
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะต้องมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ ซึ่งเรียกย่อ ๆ ว่า 4 –I คือ
1. Information ต้องมีเนื้อหาสาระสำคัญ
2. Individualized ต้องตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล
3. Interactive ต้องมีการโต้ตอบ (ปฏิสัมพันธ์) ระหว่างผู้ใช้กับบทเรียนได้
4. Immediate Feedback ต้องให้ผลย้อนกลับโดยทันที
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนนับว่ามีประโยชน์ต่อผู้เรียนและผู้สอนเป็นอย่างมาก ดังนี้คือ
1. ช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการเรียนรู้แก่ผู้เรียน
2. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสามารถของตน
3. ผู้เรียนได้เรียนเป็นขั้นตอนทีละขั้นตอนจากง่ายไปหายาก
4. ประหยัดเวลาในการสอน เนื่องจากเป็นการเรียนแบบศึกษารายบุคคล ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้
5. นำเสนอสิ่งที่สื่ออื่นทำไม่ได้ เช่น การตัดสินใจเสนอเนื้อหาใหม่
6. สามารถสอนมโนคติในบางเรื่องที่เข้าใจยากให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
ประยุกต์แบบทดสอบในบทเรียน CAI
การใช้แบบทดสอบ เนื่องจากบทเรียน CAI ถูกนำเสนอในลักษณะของหน่วยต่าง ๆ หลายหน่วยติดต่อกันไป รวมถึงคำถามคำตอบ สามารถใช้ได้ทุก ๆ ขั้นตอน ลักษณะการใช้เครื่องมือวัดหรือแบบทดสอบในบทเรียน CAI สรุปได้ 3 ลักษณะคือ
1. ใช้ก่อนเข้าสู่บทเรียน หน่วยแรก ๆ มีจุดประสงค์เพื่อวัดระดับความรู้ของผู้เรียนก่อนที่
จะจัดเนื้อหาที่เหมาะสมให้กับผู้เรียนหรืออาจเป็นการ ใช้เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเรียนก็ได้
2. ใช้ในระหว่างหน่วยย่อยของบทเรียน มีจุดประสงค์เพื่อวัดความรู้เฉพาะหน่วยย่อย
นั้นๆ และสร้างแรงจูงใจเพื่อให้ผู้เรียนอยากจะเรียนหน่วยต่อไป หรือเพื่อเลือกหน่วยเรียนถัดไปที่เหมาะสมให้กับผู้เรียนก็ได้
3. ใช้ตอนท้ายบทเรียน ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อวัดความก้าวหน้าของผู้เรียนโดยรวมเมื่อเรียบ
จบเนื้อหา
วิธีการใช้แบบทดสอบในบทเรียน
จุดประสงค์ของการใช้แบบทดสอบที่กล่าวมาทั้ง 3 แบบแม้จะแตกต่างกันแต่การใช้แบบทดสอบแต่ละแบบมีลักษณะคล้ายคลึงกันวิธีการใช้แบบทดสอบในบทเรียนสรุปได้ 3 แบบดังนี้
1. แบบทางเดียว เป็นแบบทดสอบที่เสนอคำถามในแต่ละหน่วยโดยไม่สนใจว่า
ผู้ตอบจะตอบถูกหรือผิด วิธีการเสนอแบบทดสอบแบบนี้เหมาะสำหรับใช้ในการสอบเพื่อเก็บคะแนนไว้ในฐานข้อมูลเพื่อนำมาตรวจให้คะแนนภายหลังการเสนอคำถาม
2. แบบย้อนกลับไปเรียนซ้ำเพื่อตอบคำถามเดิม การเสนอคำถามแบบนี้มีข้อเสีย
ไม่เหมาะที่จะใช้สำหรับแบบตัวเลือก ถูก – ผิด เพราะเมื่อผู้เรียนย้อนกลับมาตอบคำถามเป็นครั้งที่ 2 โอกาสในการเดาจะมากยิ่งขึ้นเนื่องจากมีตัวเลือกลดลง
3. แบบสุ่มคำถาม เป็นการแทรกคำถามไม่แน่นอน วิธีการสอนคำถามแบบนี้
จำเป็นจะต้องใช้ฐานข้อมูลเพื่อเก็บคำถามสำหรับแต่ละหน่วยเรียน เพื่อสุ่มออกไปให้ ถ้าผู้เรียนตอบถูกก็จะเสนอเนื้อหาในเฟรมต่อไป แต่ถ้าตอบผิดผู้เรียนอาจต้องกลับไปเรียนเนื้อหาที่จัดไว้แล้วสามารถกลับมาตอบคำถามได้อีก แต่เป็นคำถามใหม่ที่มีจุดประสงค์ของการวัดเหมือนกัน ข้อควรระวังคือคำถามในฐานข้อมูลในแต่ละหน่วยควรเป็นคำถามที่มีจุดประสงค์เดียวกัน ความยากง่ายเท่าๆ กัน โครงสร้างของคำถาม
การวัด คือ กระบวนการกำหนดปริมาณให้กับ สิ่งของ บุคคลหรือเหตุการณ์ส่วนการประเมินผลเป็นกระบวนการวินิจฉัย ตัดสินหรือสรุปคุณค่าของบุคคล สิ่งของหรือเหตุการณ์ทั้งสองเป็นกระบวนการต่อเนื่องกัน โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อประเมินพัฒนาการของผู้เรียน วิธีการวัดในบทเรียน CAI สรุปได้ 2 แบบ คือ การวัดโดยใช้ผู้สอนควบคุม และการวัดโดยใช้โปรแกรมบทเรียนเอง แต่ละแบบจำเป็นต้องใช้เครื่องมือวัดเพื่อเป็นสิ่งเร้าให้ผู้เรียนตอบสนอง
เครื่องมือวัดผลที่เลือกใช้ในบทเรียน CAI จะเลือกใช้แบบปรนัย มากกว่าแบบอัตนัยหรือเขียนบรรยายทั้งนี้เพราะคำตอบแบบอัตนัยเป็นภาษาพูดที่แตกต่างกันอย่างหลากหลายแม้จะมีใจความรวมเหมือนกัน บทเรียนที่จะวิเคราะห์คำตอบในระดับนี้ได้ต้องใช้เทคนิคทางปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่พัฒนาได้สมบูรณ์มากนัก และต้นทุนสูง ส่วนคำตอบแบบเลือกตอบนั้นเราสามารถตรวจสอบด้วยโปรแกรมได้ทันทีเนื่องจากมีลักษณะเจาะจงแน่นอน คำถามแบบตอบสั้น ๆ นิยมนำมาใช้บทเรียน CAI เช่น บทเรียนวิชาภาษา เป็นต้น
หลักจิตวิทยาที่ใช้ในการพัฒนาบทเรียน CAI
การจัดทำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มีประสิทธิภาพนั้น นอกจากจะคำนึงถึงเนื้อหาและวิธีการนำเสนอแล้ว ผู้จัดทำควรจะต้องทำความเข้าใจ กระบวนการทางจิตวิทยาที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับเนื้อหาในแต่ละบทตอนหรือบทเรียนทั้งชุด ทั้งนี้เพราะวิธีนำเสนอเนื้อหาแต่ละประเภทไม่อาจจะใช้วิธีการนำเสนอแบบเดียวกันได้ทั้งหมด เช่น ถ้าต้องการให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อ วิธีที่มีประสิทธิภาพในการนำเสนอ จะใช้วิธีการบรรยายเพียงอย่างเดียวไม่ได้จำเป็นจะต้องมีการปฏิบัติจริงโดยการลงมือทำด้วย หรือการนำเสนอเนื้อหาสำหรับผู้เรียนต่างกลุ่มอายุต่างประสบการณ์ จะใช้วิธีการจูงใจแบบเดียวกันไม่ได้ เช่น เด็กเล็ก จะใช้การ์ตูนในการนำเสนอเรื่องได้ดีกว่าภาพเหมือนจริง แต่สำหรับผู้ใหญ่วิธีการนำเสนอ เนื้อหาโดยใช้รูปภาพเหมือนจริงจะได้ทำให้เข้าใจได้ดีกว่า
กลุ่มทฤษฎีทางจิตวิทยามีอยู่หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มปัญญานิยม กลุ่มพุทธิปัญญานิยม กลุ่มพฤติกรรมนิยม เป็นต้น แต่ในบทนี้จะกล่าวถึงทฤษฎีในกลุ่มพฤติกรรม (Behaviorism) เท่านั้น ทั้งนี้เนื่องมาจากบทเรียน CAI มีวิวัฒนาการมาจากบทเรียนโปรแกรม (PI : Program Instruction) ซึ่งเกิดจากทฤษฎีการเรียนรู้ในกลุ่มพฤติกรรมนิยมนั่นเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้กับการพัฒนาบทเรียน CAI
เนื่องจากพัฒนาบทเรียน CAI ชุดหนึ่ง ๆ ควรใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับวิชาความรู้นั้น ๆ เช่น บทเรียนเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้ อาจต้องใช้ผู้มีความรู้ทางด้านการเกษตร ผู้เชี่ยวชาญด้าน หลักสูตรและการสอน และสุดท้าย คือ ผู้ที่มีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมจะเห็นว่าบทเรียนเพียงชุดเดียวแต่เกี่ยวข้องกับความรู้หลายสาขาวิชา และสิ่งที่ขาดเสียมิได้ คือ ทฤษฎีการเรียนรู้ บทเรียน CAI กับทฤษฎีการเรียนรู้เกี่ยวข้องกันอาจพิจารณาได้จากนิยามของคำ 2 คำ นี้คือ
การเรียนรู้คือ กระบวนการที่ประสบการณ์ตรงหรือประสบการณ์ทางอ้อมกระทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ไม่นับรวมผลที่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น วุฒิภาวะหรืออาการป่วยไข้
ส่วนบทเรียน CAI บทเรียนที่เกิดจากการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเสนอเนื้อหาให้แก่ผู้เรียนโดยใช้วิธีการเผยแพร่การสอนผ่านช่องทางสื่อสารไปยังผู้เรียน โดยเน้นการสอนที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างอิสระตามความสามารถของแต่ละคน
จะเห็นว่า CAI มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ใช้เกิดการเรียนรู้ ซึ่งหมายถึงต้องการให้ผู้ใช้บทเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างค่อนข้างถาวร
ดังนั้นผู้ที่จะพัฒนาบทเรียน CAI ได้อย่างมีประสิทธิภาพควรที่จะได้ศึกษาหลักการทางจิตวิทยาเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ด้วย เพื่อที่จะได้นำมาประยุกต์กับการผลิตบทเรียนให้ดียิ่งขึ้น
บรรณานุกรม
วุฒิชัย ประสารสอย . นวัตกรรมเพื่อการศึกษา บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน . พิมพ์ครั้งที่ 1
ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , 2543 .
กิตติ ภักดีวัฒนกุล . Authorware 4 . พิมพ์ครั้งที่ 1 โรงพิมพ์ไทยเจริญการพิมพ์ ,
2541.
ศักดิ์สิทธิ์ วงศ์ทอง . เรียนลัด Macromedia AUTHORWARE . พิมพ์ครั้งที่ 1
โรงพิมพ์ บริษัท เอช เอ็น กรุ๊ป จำกัด , 2544 .
ครรชิต มาลัยวงศ์ . คอมพิวเตอร์กับการเรียน . ศูนย์เทคโนโลยีอีเล็กทรอนิกส์และ
คอมพิวเตอร์แห่งชาติ , 2537 .
กิดานันท์ มลิทอง . เทคโนโลย๊การศึกษาร่วมสมัย . กรุงเทพ ภาควิชาโสดทัศนศึกษา
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มปป.
ฉลองชัย สุรวัฒนสมบูรณ์ เทคโนโลยีการศึกษา . ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะ
ศึกษาศาสตร์ , 2531
หทัยพร สายศรีโกศล . คอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา . คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช , 2546
อำนวย เดชชัยศรี . นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา . พิมพ์ครั้งที่ 1
โรงพิมพ์คุรุสภา , 2544
สุดยอด