๓.๒.มหาราช - มหาราชา
บรรดารัฐน้อยใหญ่ทั้งหลายซึ่งมีรัฐแกวเป็นศูนย์กลางทางอำนาจการเมืองการปกครองอยู่ทางตอนเหนือของเวียดนาม พระมหากษัตริย์จีน ในตำนานระบุว่าพระองค์ทรงเป็นเชื้อสายห้อ พระนามว่าร่มฟ้าเก๊าพิมานเป็นประธานในพิธีเพื่อทำพิธีปราบดาภิเษกขุนเจืองเป็นจักรราช รัฐเมืองแกว ณ ภูเห็ด เมืองแกว ปีขาล วันอังคาร เดือนสี่ ขึ้น ๙ ค่ำ เวลากลองงาย จุลศักราช ๔๙๖ [1] และทรงได้รับการขนานพระนามว่า เจื๋องฟ้าธรรมิกราชา หรือ เจื๋องมหาราช [2]
การปราบดาภิเษกครั้งนี้ ได้บันทึกเป็นตำนานไว้ที่พิพิธภัณฑ์เวียงผาคาง เวียงเชียงรุ้ง เมืองสิบสองปันนา มณฑลยูนาน ประเทศจีน โดยมีทั้งหมด ๗ ขั้นตอนด้วยกัน ประกอบด้วย[3]
ขั้นตอนที่ ๑ แสวงหายาเพื่อนำมาต้มเป็นน้ำพุทธมนต์ ซึ่งตัวยานี้ประกอบไปด้วยเนื้อยา ๕ ชนิด คือ ๑)พญายอ ๒)ไตเหิน ๓)ไทรหอม ๔)ผักกาดฟ้า ๕)กูกา
ขั้นตอนที่ ๒ แสวงหาผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ที่ถือศีล ๕ หรือศีล ๘ มาต้มน้ำพุทธาภิเษก โดยการนุ่งขาวห่มขาว
ขั้นตอนที่ ๓ ภิกษุผู้เป็นมหาเถระ (ครูบา) จำนวน ๔ รูป ทำพิธีกรองน้ำพุทธาภิเษกด้วยผู้ขาว ๗ ชั้น พร้อมกับเจริญพระพุทธมนต์
ขั้นตอนที่ ๔ ประธานสงฆ์ (ตุ๊หลวง) นำน้ำพุทธาภิเษกมาอาบให้กับขุนเจืองโดยผ่านรางเงินรางคำ ผู้จะสรงน้ำต้องเรียงตามลำดับยศชั้นจากสูงลงไปหาต่ำ
ขั้นตอนที่ ๕ ห้อ (จีน) ถือแขนขวา ม่าน (พม่า) ถือแขวนซ้าย ของพญาเจืองขึ้นสู่แท่นบัลลังก์
ขั้นตอนที่ ๖ พระครูบา (ประธานสงฆ์) อ่านสุวรรณปัตตะ (สัญญาบัตร) แต่งตั้งพญาเจือง
ขั้นตอนสุดท้าย กษัตริย์จีนทรงมอบตราหินราชสีห์ เป็นอันเสร็จพิธี
นั้นก็แสดงว่าขุนเจืองธรรมิกราช ได้สร้างรัฐบนลุ่มน้ำโขงให้อยู่ภายใต้อาณาจักรเดียวกันได้สำเร็จถึงกับเป็นที่ยอมรับของกษัตริย์จีน จนถึงกับทรงสถาปนาขุนเจืองเป็นอ๋องครองเมืองอยู่แม้ทางการจีนจะถือว่ากษัตริย์ของชนชาติอื่น ๆ จะมีฐานะเทียบเท่าอ๋องเท่านั้น แต่ทางการจีนก็ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของรัฐต่าง ๆ และรัฐทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดก็มีสิทธิในการปกครองตนเองอย่างอิสระ [4] ตำนานยังได้ระบุอีกว่าเมื่อขุนเจืองทรงครองเมืองแกวนานประมาณ ๓ ปี ๙ เดือนจึงทรงขอให้พระยาห้อเจ้าร่มฟ้าเก๊าพิมาน(พระเจ้ากรุงจีน) ให้มีการแต่งตั้ง (ภาษาจีนใช้คำว่า แปงลายจุ้มลายเจิ้ย หรือตราตั้ง) พระราชโอรสพระนามว่าลาวเงินเรืองครองหิรัญเงินยางเชียงแสน เหตุเพราะทางรัฐพะเยาพระองค์ได้มอบภารกิจให้กับขุนชองผู้เป็นพระอนุชาครองอยู่ ด้วยเหตุนี้กระมังจึงทำให้บั้นปลายชีวิตของพระองค์มีความผูกพันกับหิรัญเงินยางที่พระราชโอรสครองอยู่มากกว่าพะเยา
เนื้อความตอนนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดประการหนึ่งว่าจีนมีอิทธิพลเหนือกลุ่มรัฐในแถบอินโดจีนหรือประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ซึ่งมีการพบหลักฐานว่าจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสัมพันธ์กันทางการเมืองที่ไม่เสมอภาคกล่าวคือจักรพรรดิของจีนมักจะทึกทักเอาว่าตนมีฐานะเหนือผู้ปกครองของดินแดนเหล่านี้ [5] ถึงกับให้รัฐแถบนี้ทั้งหมดส่งเครื่องบรรณาการไปถวายทุก ๆ ปี
ขุนเจืองครองสมบัติ ณ เมืองแกวประกันอันเป็นศูนย์กลางแห่งรัฐได้ประมาณ ๑๔ ปีพระองค์ทรงมีพระราชโอรสกับพระนางอู่แก้วธิดาของอดีตกษัตริย์แกว ๓ พระองค์และต่อมาเมื่อพระโอรสเติบโตแล้วพระองค์ก็ทรงให้ไปครองเมืองต่าง ๆ ดังนี้คือ ท้าวอ้ายผาเรือง ครองเมืองแกวประกัน , ยี่คำห้าว ครองล้านช้าง, สามชุมแสง ครองนันทบุรี (น่าน)
๔.ราชานักรบกล้าในสมรภูมิ
ขุนเจืองธรรมิกราชทรงครองราชย์สมบัติได้ ๒๖ ครองล้านนาไทย ๒๔ ไปปราบล้านช้างครองแกว ๑๗ ปีสิ้นพระชนมายุ ๖๗ ก็เสด็จสวรรคตในสนามรบ ณ เมืองแมนตาตอกขอกฟ้าตายืน ซึ่งเมืองนี้มีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นขอมดำ คือหลังจากพระองค์เสด็จออกจากเมืองพะเยาแล้วพระองค์ก็ทรงชนะศึกที่เมืองหิรัญเงินยางแล้วทรงครองหิรัญเงินยาง หลังจากนั้นพระองค์ก็ยกทัพไปปราบรัฐล้านช้าง ทรงปลดปล่อยชาวพื้นเมืองตระกูลข่าให้มีอิสระภาพแล้วทรงยกทัพต่อไปด้วยการขึ้นไปตีเอารัฐแกวประกันแล้วทรงอยู่ครองอีกหลายปี ซึ่งในตอนนี้มีการกล่าวถึงกองทัพสยามที่ยกไปร่วมพิธีเฉลิมฉลองชัยชนะของมหามิตรอย่างเขมรดังปรากฏการบันทึก ณ ปราสาทนครวัด ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงจัดการแบ่งพระราชสมบัติให้กับพระราชโอรสต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทรงยกไปตีรัฐอื่น ๆ อีกและได้ไปสวรรคต ณ เมื่องแมนตาตอกขอกฟ้าตายืน (ขอมดำ)นี้เอง ซึ่งมีการบันทึกเหตุการณ์ที่เป็นลางร้าย หรืออุบาทว์ปรากฏการณ์ในตำนานหิรัญเงินยางตอนที่ขุนเจืองธรรมิกราชจะสิ้นพระชนม์นั้นมีเหตุถึง ๑๐ ประการ กล่าวคือ [6]
๑) พวกหนูกระโดดลงมาจากหลังคาแล้วกลับกลายเป็นกระบือชนกัน
๒) ถ้วยชามอยู่บนโต๊ะพลัดตกลงมากลับกลายเป็นปลาผา (ตะพาบน้ำ)
๓) เรืออยู่ที่ท่าน้ำกลับกลายเป็นแลน (ตะกวด) วิ่งเข้ารูในโพลงหิน
๔)ชาวเมืองพุ่งหญ้าคาขึ้นเพื่อนำไปมุงหลังคาเรือน หญ้าคาย้อนตกลงมากลับกลายเป็นภมร คือผึ้ง บินหนีไป
๕) ผึ้งมาทำรังติดกับพระเขนย (หมอน) ของพระองค์
๖) ภูเขาเกลื่อนพังลงมา
๗) ก้อนหินกลับกลายเป็นเงือก
๘)(ชาวเมือง) เห็นปลาตัวหนึ่งดำใหญ่เท่าเรือ
๙) เสือโคร่งเดินเข้ามาในเมือง
๑๐) พระเขนยอิงของพระองค์ ตากเอาไว้จนลืมเก็บฝนตกใส่ถึง ๒๔ วัน
กล่าวถึงขุนชองพระอนุชา ขณะที่ขุนเจืองธรรมิกราชออกรบติดพันอย่างต่อเนื่องอยู่นั้นได้ปฎิบัติหน้าที่แทนพระเชษฐา นอกจากจะทำหน้าที่เกณฑ์ผู้คนไปรบและส่งเสบียงหนุนส่งแนวหน้าแล้ว พระองค์ก็ได้พัฒนารัฐพะเยาอย่างจริงจังและประกาศใช้ระบบ ๑๒ พันนาเพื่อปรับปรุงระบบส่วยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งการรักษาการแทนในพะเยาอย่างยาวนานนี้เอง เป็นเหตุให้พระองค์ทรงอ้างสิทธิ์ความชอบธรรมให้กับพระราชโอรสของพระองค์เองนามว่าลาวเหิงขึ้นครองเมืองพะเยา จนพระราชโอรสของขุนเจืองธรรมิกราชต้องไปครองเมืองหิรัญเงินยางดังที่กล่าวมาแล้ว และเป็นเหตุให้ตำนานฝ่ายเชียงรายและเชียงใหม่อ้างสิทธิ์เรื่องขุนเจืองคือบรรพบุรุษขุนเม็งรายมหาราชในเวลาต่อมา
๕.สภาพทางสังคมและการเมืองการปกครอง
๕.๑.สภาพทางการเมืองการปกครอง
ศรีศักร วัลลิโภดม อ้างในสุจิตต์ วงษ์เทศ บริเวณลุ่มน้ำโขงก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๙ หรือก่อน พ.ศ. ๑๘๐๐ ซึ่งไม่ได้รับพระพุทธศาสนามีชนหลายเชื้อชาติ หลายชนเผ่า หลายกลุ่ม และหลายภาษาที่ตั้งหลักแหล่งอยู่ที่สูงและพื้นราบมีพัฒนาการจากระดับชนเผ่าเป็นชนชาติ และจากบ้านเล็กเมืองน้อยขึ้นเป็นบ้านเมืองใหญ่จนถึงระดับแคว้นหรือรัฐแล้วโดยมีขุนเจืองเป็นผู้นำทางด้านวัฒนธรรมผลักดันหรือรวบรวมให้เกิดการประสมกลมกลืน(เข้า)เป็นพวกเดียวกันเรื่องราวของขุนเจืองเริ่มขึ้นในยุคที่มีการก่อบ้านสร้างเมืองแล้ว เป็นยุคที่ไม่มีเมืองใดเป็นศูนย์กลางแห่งแคว้น ดังเห็นได้จากเรื่องราวของเมืองหิรัญเงินยาง เมืองเชียงราย และเมืองพะเยา ฉะนั้นภาพการเป็นผู้นำทางด้านวัฒนธรรมของขุนเจืองจึงไม่ใช่ผู้นำในการสร้างบ้านแปลงเมืองอย่างสิงหนวัติ หากเป็นผู้นำในการรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นปึกแผ่นและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หรืออาจเรียกว่าเป็นผู้สร้างอาณาจักรก็ได้ โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวผู้นำเอง ซึ่งในลักษณะเช่นนี้ผู้นำต้องมีความเป็นกลางในเรื่องเชื้อสายและเผ่าพันธุ์ เพราะบรรดาบ้านเมืองที่ชักนำมารวมกันนั้นล้วนมีความแตกต่างในด้านเผ่าพันธุ์ทั้งสิ้น ในตำนานหรือพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน ซึ่งเกี่ยวข้องกับเมืองพะเยาที่บอกว่าขุนเจืองถือกำเนิดในกลุ่มชนที่อยู่ในแอ่งเชียงราย-พะเยาที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเชื้อสายของพวกลัวะ หรือข่า ก็ได้ [7]
ผลจากการที่ขุนเจืองธรรมิกราชได้ผนวกเอาดินแดนในพื้นที่ราบลุ่มของกลุ่มรัฐทางตอนใต้แม่น้ำโขง ยุคนั้นเข้าไว้ด้วยกันจนสามารถทำให้รัฐต่าง ๆ ได้บันทึกประวัติศาสตร์และตำนานของตนเองว่าพระองค์คือบรรพบุรุษของตัวเอง ดังเช่นพะเยา ถือว่าขุนเจืองธรรมิกราชเป็นราชวงศ์พะเยาลำดับที่ ๒ , เชียงใหม่ถือว่าพระองค์คือพระยาเจื๋องราชวงศ์ฝ่ายเชียงใหม่เป็นลำดับที่ ๑๙ โดยยกย่องเป็นวีรบุรุษของขุนมังรายผู้ครองลำดับที่ ๒๕, ในภาคอีสานและทางล้านช้างในพงศาวดารได้ใส่นามพระองค์เอาไว้เป็นโคลงชื่อว่าท้าวฮุ่งท้าวเจือง [8] หรือแม้แต่เขมรยังปรากฏพระนามของพระองค์ว่ากองทัพของเสียมกุก [9] เป็นต้น
๕.๒.สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม
ในเรื่องการเมืองและการสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาตินั้น แทบที่จะไม่สามารถแยกออกจากกันได้เพราะการขยายดินแดนออกไปในที่ต่าง ๆ มักจะทำกันอยู่ ๒ วิธี คือ
๑.การแยกครอบครัวโดยการไปตั้งเมืองขึ้นใหม่ ในกรณีเช่นนี้ต้องเป็นการเกื้อกูลระหว่างพ่อกับลูกเท่านั้นที่จะสามารถเสียสละให้แก่กันและกันได้ ดังกรณีของขุนเงินที่พระองค์ทรงแบ่งพระราชสมบัติครึ่งหนึ่งให้กับขุนจอมธรรมผู้เป็นพระราชโอรสองค์ที่สองเพื่อให้ไปสร้างเมืองใหม่ในนามภูกามยาว หรือพะเยา ขึ้นมา
๒.การตีเมืองขึ้น แล้วส่งเชื้อพระวงศ์ไปปกครองซึ่งการส่งกำลังเข้ารุกรานและยึดครองเมืองที่อ่อนแอกว่านั้น เป็นการประหยัดกว่าการแบ่งพระราชสมบัติ ดังเช่นในกรณีของขุนงำเมืองทรงยกทัพรุกรานเมืองปัว แห่งรัฐน่าน เมื่อพระองค์ชนะศึกแล้วก็ส่งพระมเหสีและเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่ไปครอง
นอกจากกษัตริย์จะอาศัยความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่สืบสายโลหิตเดียวกันแล้ว ยังสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติขึ้นใหม่ในอีกรูปแบบหนึ่งนั้นก็คือการอภิเษกสมรสกับธิดาของเจ้าเมืองอื่น ๆ เพื่อผลประโยชน์ทางด้านการเมือง [10] ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ “ลูกผู้หญิง” ได้รับใช้ประเทศชาติเผ่าพันธุ์ไม่น้อยไปกว่า “ลูกผู้ชาย” เลยในประวัติศาสตร์สังคมโบราณ
เรื่องดังกล่าวนี้มีขึ้นมาจากสำนึกทางประวัติศาสตร์อย่างตะวันตกคิดไปว่าอุษาคเนย์เป็นอย่างยุโรปที่ได้ล่า “เมืองขึ้น” เมื่อล่าได้แล้วก็ส่งตัวแทนมีอำนาจเต็มแว่นแคว้นในภูมิภาคอุษาคเนย์ มีประเพณีขยายอำนาจด้วยการสร้างเครื่อข่ายให้เป็น “เครือญาติ” เกี่ยวดองกันทางการ “แต่งงาน” คือต่างฝ่ายต่างยก “ลูกสาว” ให้เป็น “เมีย” ของอีกฝ่ายหนึ่ง ประเพณีอย่างนี้มิได้หมายความว่าเหยียดผู้หญิงเป็นสิ่งของ หรือเป็นสมบัติส่วนตัวที่จะยกให้ใครก็ได้ แต่กลับเป็นประเพณียกย่องฝ่ายผู้หญิงให้มียศ มีภาระเพื่อโคตร หรือตระกูลของตัว ที่จะดำรงเผ่าพันธุ์ของพวกตน [11]
[1] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในความเป็นมาในอดีตของเมืองพะเยาและประวัติพะเยายุทธิเสถียรเมืองสองแคว ของพระธรรมวิมลโมลี หน้า ๔.
[2] อินทร์ สุใจ และคณะ. ประวัติศาสตร์ “ไทยใต้โขง”. พิมพ์ครั้งที่ ๔ (เชียงราย : ส.การพิมพ์, ๒๕๓๑). หน้า ๒๙.
[3] ผู้เขียนเดินทางไปจีนกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา โดยทุนของผู้ว่า CEO เพื่อทำ MOU แลกเปลี่ยนนิสิตระหว่างพะเยากับสิบสองปันนา ระหว่างวันที่ ๑๕-๑๙ มกราคม ๒๕๕๐.
[4] อรพินท์ ปานนาค และคณะ. อารยธรรมตะวันออก. พิมพ์ครั้งที่ ๗ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ๒๕๓๙). หน้า ๕๖๕.
[5] เรื่องเดียวกัน หน้า ๕๖๔.
[6] พระธรรมวิมลโมลี.เมืองพะเยาจากตำนานและประวัติศาสตร์. (พะเยา : นครนิวส์การพิมพ์, ๒๕๔๖). หน้า ๔๔.
[7] พระธรรวิมลโมลี. ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙). หน้า ๓๒.
[8] ธวัช ปุณโณทก. นิทานพื้นบ้าน. ( กรุงเทพฯ : บริษัทอักษรเจริญทัศน์ จำกัด, ๒๕๓๓). หน้า ๕๙.
[9] จิตร ภูมิศักดิ์ และศรีศักร วัลลิโภดม. เสียมกุก กองทัพสยามที่ปราสาทนครวัด. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๔๕ ).
[10] สุรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. (กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พร้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๓๙). หน้า ๑๕๖.