เหตุการณ์ในตอนนี้มีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก หากเดินกลยุทธ์พลาดก็อาจทำให้ทั้งสองอาณาจักรคือพะเยาและเชียงรายต้องล่มสลายลงไปได้ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนได้อ้างถึงขุนงำเมืองกับขุนมังรายเป็นพระสหายกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ (ภาษาท้องถิ่นว่า เจ่นปู่) การเป็นพระสหายกันของสามกษัตริย์ผู้นำรัฐไทยคือ ขุนงำเมือง ขุนมังราย และขุนราม(คำแหง) ทำให้เกิดความร่วมกันในการป้องกันภัยข้าศึกจากมองโกลและตามด้วยการทำ สนธิสัญญาประตูชัย [10] ในปี พ.ศ.๑๘๓๐ เพื่อรุกรานขยายอำนาจเข้าสู่หริภุญชัย [11]

 

ยุคสามอาณาจักรภูกามยาว-ล้านนา-สุโขทัย  (ระหว่าง  ๑๘๐๑ - ๑๘๕๐)

     ขุนงำเมือง  ทรงเป็นกษัตริย์ครองรัฐพะเยา เป็นลำดับที่  ๑๒  แห่งพระราชวงศ์ ทรงเป็นพระราชโอรสของขุนมิ่งเมือง  พระองค์ทรงประสูติเมื่อ  จุลศักราช  ๖๐๑  ตัวปีกัด  เดือน  ๑๐  เพ็ญ  วันพฤหัสบดี  ไทยว่ากัดไก้ พ.ศ.๑๗๘๑  ที่ได้ชื่อว่า งำเมือง เพราะเมื่อพ่อขุนงำเมืองเสด็จไปที่ใด ๆ ก็ตามตามตำนานเล่าว่าแดดก็ไม่มี  คือเมฆเข้าบังแสงพระอาทิตย์เอาไว้  ภาษาท้องถิ่นเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า แดดบด  ฝนก็ไม่พร่ำคือฝนหยุดตกเมื่อพระองค์เสด็จไป  ณ  ที่ใด  สถานที่นั้น ๆ ก็จะไม่มีทั้งแดดและฝน ชนิดที่เรียกว่าพ่อขุนงำเมืองอยากจะให้แสงพระอาทิตย์บดบังกลีบเมฆเมื่อใดก็ได้ 

     สุจิตต์  วงษ์เทศ ให้คำนิยามคำว่า งำเมือง  ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เมืองพะเยาองค์แรกที่มีหลักฐานยืนยันว่ามีองค์หรือตัวตนจริง ๆในประวัติศาสตร์คือพญางำเมืองที่ตำนานต่าง ๆ กล่าวว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ของขุนจอมธรรม-ขุนเจือง  [1]

 

ชีวิตในปฐมวัย

                พ.ศ.๑๗๙๕          อายุได้  ๑๔  ปี     เข้ารับการศึกษาจากเทวฤาษี  ณ  ดอยด้วน  เมืองพะเยา

                พ.ศ.๑๗๙๖           อายุได้  ๑๖  ปี    เดินทางไปศึกษา  ณ  เมืองละโว้กับสุกทันตฤาษี  โดยมีพระสหายร่วมรุ่นที่โด่งดังคือขุนมังรายกับขุนรามคำแหง

                พ.ศ.๑๘๐๑           อายุได้  ๒๐  ชันษา ได้ขึ้นครองเมืองพะเยาแทนพระราชบิดา

     ทรงประสูติ  เมื่อ  พ.ศ. ๑๗๘๑

     ทรงครองราชย์เมื่อ  พ.ศ. ๑๘๐๑

     ทรงสวรรคตเมื่อ  ปี พ.ศ. ๑๘๕๐

 

.แนวคิดทางการเมืองการปกครอง

.๑.สภาพทางการเมืองรัฐพะเยากับเพื่อนบ้าน

     เหตุการณ์รบเมืองปัวจุลศักราช  ๖๒๕  ขุนงำเมืองได้ชนะศึกเมืองปัว  พร้อมได้ยกพระธิดาให้ขุนงำเมือง  พระองค์ทรงครองเมืองปัวได้  ๓  ปี  ทรงมีพระราชโอรสพระนามว่า  ตอนตอ

     จากนั้นมาถึงปีกุล  จุลศักราช  ๖๔๙  (พ.ศ.๑๘๓๑)  กษัตริย์  ๓  พระองค์  คือ พระเจ้ามังราย  ๑  พระเจ้างำเมือง  ๑   พระเจ้าโรจ (พระเจ้ารามคำแหง)  ๑    เป็นพระสหายกัน  นัดประชุมกันในสถานที่นัดแนะการชนะ (ประตูชัย)  ผูกมิตรภาพซึ่งกันและกันแน่นแฟ้น  แล้วต่างก็เสด็จกลับนครรัฐของตน ๆ ตำนานเดิมปรากฏ ดังนี้  จากนั้นอีก  ๒  ปี, พระเจ้ามังรายได้ส่งเจ้าอ้าย (อ้ายฟ้า)  ให้เป็นไส้ศึกในนครหริภุญชัย  ลำดับนั้นพระเจ้ามังรายซึ่งมีพระชนมายุ  ๕๓  ปี ในปีมะโรง  จุลศักราช  ๖๕๔  (พ.ศ.๑๘๓๖)  พระองค์มีทหาร  ๑,๒๐๐,๐๐๐  นายบุกเข้าล้อมเมืองหริภุญชัย  ทรงทำสงครามกับพระเจ้าญี่บาขับไล่พระเจ้าญี่บาหนีไปแล้ว  โปรดให้ยกเศวตฉัตรขึ้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในแคว้นโยน (โยนก) [2]

 

.๒.สนธิสัญญาลุ่มน้ำอิง ; หลังเหตุการขัดแย้งกับขุนรามคำแหงแห่งอาณาจักรสุโขทัย

                ความขัดแย้งนี้เป็นเรื่องส่วนพระองค์ของสองกษัตริย์ระหว่างขุนงำเมืองแห่งภูกามยาวกับขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัยซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นตำนานหรือนิทานพื้นบ้านที่มีการเล่าสืบๆ ต่อกันมา มีเรื่องอยู่ว่าขุนรามคำแหง ได้เสด็จขึ้นมาสักการะแม่น้ำโขงทุก ๆ ปีโดยยกขบวนทัพแห่มาตามเส้นทางตามน้ำยมเข้าเขตอำเภอสองจังหวัดแพร่ ผ่านเข้ามาทางอำเภอเชียงม่วนและอำเภอดอกคำใต้จังหวัดพะเยาการเดินทัพในแต่ละปีดินยุบเป็นร่องน้ำขนาดใหญ่จนเส้นทางเดินทัพดังกล่าวกลายเป็นร่องของน้ำแม่ร่องช้าง  [3]   ต่อจากนั้นแล้วไปสักการะน้ำโขง  ซึ่งระหว่างเดินทางไปกลับได้แวะเข้าพักนครรัฐพะเยา  ทรงพบพักตร์พระนางอั้วเชียงแสนจึงเกิดจิตคิดถึงพระนางและลอบเข้าไปห้องบรรทมของพระนาง  เมื่อทำสัมภาสเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็รีบเสด็จออกมา  เมื่อขุนงำเมืองเสด็จเข้าห้องของพระนางอั้วเชียงแสน  พระนางได้ทูลถามว่าไฉนเสด็จพี่ถึงเข้าห้องหม่อมฉันถึง  ๒  ครั้ง  ขุนงำเมืองจึงตามไล่จับซึ่งเนื้อหาในตอนนี้จะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงของชื่อบ้านต่าง ๆ ในบริเวณรอบกว้านพะเยาเป็นส่วนใหญ่  เช่น  ขุนรามฯ แปลงกายเป็นนกเอี้ยงบินตกลง  ณ  หนองน้ำแห่งหนึ่งจึงเรียกหนองน้ำแห่งนั้นว่าหนองเอี้ยง,  พระองค์แปลงกายเป็นตุ่นขุดรูอยู่ในดิน  บ้านนั้นชื่อว่าบ้านตุ่น, แปลงกายเป็นเสือวิ่งไป  ณ  บ้านแห่งหนึ่ง  บ้านแห่งนั้นชื่อบ้านสาง คือเสือสาง  เป็นต้น  เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นต้นเหตุแห่งการทำสนธิสัญญาลุ่มน้ำอิง [4]ของ  ๓  กษัตริย์  ๓  อาณาจักร  ที่ทรงมุ่งที่จะเจริญพระราชไมตรีต่อกันให้ยั่งยืนนาน จึงนัดหมายไปกระทำพิธีสัจปฏิภาณต่อกัน  ในเขตท้องที่รัฐพะเยาโดยต่างสละพระโลหิตลงในภาชนะพระองค์ละหยดประสมน้ำสัตยาบันและประทับนั่งเอาพระปฤษฎางค์ (หลัง) เข้าพิงกัน  ณ  บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสายตาตรงกับวัดสบร่องขุย  ทรงกระทำสัจปฏิญาณต่อกันว่าจะเป็นมิตรสหายกันจะไม่ทำการรุกล้ำเขตแดนของกันและกันจะไม่เป็นข้าศึกศัตรูทำศึกสงครามต่อกัน  และต่อมาแม่น้ำสายตาจึงเปลี่ยนมาเรียกว่า แม่น้ำอิง [5]

 

.๓.สันธิสัญญาประตูชัย ; เหตุการขัดแย้งกับขุนมังรายแห่งอาณาจักรโยนก

ขุนมังรายซึ่งมีความพยายามเข้ายึดครองเมืองพะเยาอยู่หลายครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จเมื่อสบโอกาสจึงได้ส่งอ้ายฟ้า สายลับเข้าไปสืบข่าวเมื่อประเมินกำลังทางฝ่ายพะเยาแล้ว ในปี  พ.ศ.๑๘๑๙จึงได้ยกทัพมาประชิดเมืองพะเยาและได้ส่งอ้ายฟ้าเป็นทูตเข้ามาเจรจากับขุนงำเมือง  ขุนงำเมืองเมื่อได้ทราบข่าวขุนมังรายยกกองทัพมาจึงได้ยกกองทัพออกไปตั้งรับ    ในช่วงนี้เองที่ได้มีการเจรจาและทำสนธิสัญญากันหลายประการ  โดยทางพะเยาได้ยกเมืองทางปากน้ำ [6] ซึ่งประกอบไปด้วยเมืองเชียงช้าง , เมืองแช่พราน และเมืองเชียงเคี๋ยน ให้กับขุนมังราย  ซึ่งขุนมังรายถึงกับแสดงความดีใจออกมาเป็นอย่างมาก  [7]   ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ทั้งขุนงำเมืองและขุนมังรายคงจะประเมินสถานการณ์เอาไว้แล้วว่าทั้งกำลังทัพและความสามารถของทั้งสองฝ่ายมีกำลังพอ ๆ กัน เมื่อเกิดการสู้รบกันเกิดขึ้นแล้วคงไม่เกิดผลดีเป็นแน่ เหตุการณ์ในครั้งนี้ต่างฝ่ายก็ใช้วิธีการปองดองกันเหตุเพราะขุนเม็งรายทรงเห็นว่าขุนงำเมืองมีความสัมพันธ์อันดีกับขุนรามคำแหงแห่งรัฐสุโขทัยซึ่งมีพระราชอำนาจที่ทัดเทียมกัน ขุนงำเมืองเองที่ทรงยอมตกลงยกเมืองให้ในการสงบศึกครั้งนี้เพราะทรงเห็นว่าขุนเม็งรายได้รับการสนับสนุนจากพระญาแก๋ว [8] และความเป็นจริงข้อนี้เป็นเรื่องที่มีความสลับซับช้อนมากโดยมีปัจจัยหลายประการที่กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ไม่ทรงใช้วิธีการรบซึ่งกันและกันเป็นการแก้ไขปัญหาระหว่างพระองค์ ดังนี้

     ๑) กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพระประยูรญาติกัน มีจุดกำเนิดเดียวกัน

     ๒)กษัตริย์ทั้งสองเป็นพระสหายซึ่งกันและกันทรงเป็นสหชาติคือประสูติในปีเดียวกันทรงเจริญเติบโตมาด้วยกัน [9]

     ๓) สถานการณ์ทางชายแดนของอาณาจักรของทั้งสองพระองค์มีศึกใหญ่มาประชิดเพราะทรงได้ทราบข่าวมาก็คือกองทัพจากมองโกล ยกลงมาตีเมืองต่าง ๆ ใกล้เข้ามาแล้ว

     ๔)ขุนมังรายทรงมีเป้าหมายขยายที่จะขยายรัฐไปทางทิศตะวันตกคือนครรัฐหริภุญชัย  และยังต้องการพันธมิตรอย่างขุนงำเมืองพระสหายทรงช่วยรบอีกแรงอยู่แล้ว

     เหตุการณ์ในตอนนี้มีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก  หากเดินกลยุทธ์พลาดก็อาจทำให้ทั้งสองอาณาจักรคือพะเยาและเชียงรายต้องล่มสลายลงไปได้  เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนได้อ้างถึงขุนงำเมืองกับขุนมังรายเป็นพระสหายกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ (ภาษาท้องถิ่นว่า เจ่นปู่) การเป็นพระสหายกันของสามกษัตริย์ผู้นำรัฐไทยคือ ขุนงำเมือง  ขุนมังราย  และขุนราม(คำแหง)  ทำให้เกิดความร่วมกันในการป้องกันภัยข้าศึกจากมองโกลและตามด้วยการทำ สนธิสัญญาประตูชัย   [10]  ในปี  พ.ศ.๑๘๓๐ เพื่อรุกรานขยายอำนาจเข้าสู่หริภุญชัย [11]

 

.๔.การคุกคามเมืองปัว (รัฐน่าน)

     การกระทบกระทั่งระหว่างรัฐพะเยากับรัฐปัวนั้นมีมานานแล้ว ในเรื่องดังกล่าวนี้ขุนงำเมืองได้ยกกองทัพเข้าไปตีรัฐปัว โดยที่นางพญาแม่ท้าวคำพินพระชายาของพญาเก้าเกลื่อนผู้ครองเมืองได้หลบหนีไปและได้คลอดโอรสพระนามว่าพญาผานอง  ในตอนนั้นขุนงำเมืองได้ส่งพระนางอั้วสิมพระชายาและเจ้าอามป้อมราชบุตรมาเสวยเมืองปัว และครอบครองเมืองปัว(รัฐน่าน)นานถึง  ๒๐  ปี ในจุดนี้เอง ที่เกิดความบาดหมางกันอีกคือพญาผานองเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาได้ส้องสุมกำลังเข้ายึดเมืองปัวกลับคืนมาได้และได้พระนางอั้วสิมเป็นพระชายา  ขุนงำเมืองจึงคุกคามเมืองปัวเรื่อย ๆ มา [12] และด้วยเหตุนี้เองทางด้านเมืองปัวศูนย์กลางรัฐน่านจึงพยายามผูกสายสัมพันธ์กับทางสุโขทัยซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ต้องการถ่วงดุลอำนาจเพื่อรักษาอิสระภาพไว้จากอำนาจของรัฐพะเยาโดยอาศัยการคุ้มครองของรัฐสุโขทัยในระหว่างยุคของขุนรามคำแหงครองอำนาจอยู่ ซึ่งความตอนนี้มีปรากฏชื่อเมืองปัวอยู่ในศิลาจารึกหลักที่  ๑  ร่วมกับหัวเมืองอื่น ๆ อีกในอาณาเขตแห่งอาณาจักรสุโขทัย  [13] ด้วย


[1] พระธรรมวิมลโมลี. ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙).  หน้า  ๓๖.

[2] พระรัตนปัญญาเถระ.  ชินกาลมาลีปกรณ์. ร.ต.ท.แสง  มนวิทูร  เปรียญ – แปล.   (กรุงเทพฯ  : มปท.  ๒๕๑๐).  หน้า ๑๐๔.

[3] พระมหาศรีบรรดร  ถิรธมโม.  นิทานพื้นบ้านเมืองพะเยา. (พะเยา :  กอบคำการพิมพ์,  ๒๕๔๗).  หน้า  ๒.

[4]  แม่น้ำสายนี้เดิมชื่อว่า  แม่น้ำสายตา เมื่อกษัตริย์ทั้งสามพระองค์มาทำสนธิสัญญาเป็นพระสหายร่วมรบกันจึงมีชื่อใหม่ว่า  แม่น้ำอิง ซึ่งมีความยาวถึง  ๒๔๐  กิโลเมตร

[5] พระธรรมวิมลโมลี. พะเยา  ความเป็นมาในอดีต. (งานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี  ๒๕๔๑ )          ณ  วัดศรีโคมคำ  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา ถวายโดยบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด. ( มปท. ๒๕๔๑). หน้า  ๒๒.

[6] ในหนังสือ  วัฒนธรรม  พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพะเยา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔).  หน้า  ๒๒.  ระบุเป็นแคว้นบวกน้ำ  จำนวน  ๕๐๐  หลังคา ถวายขุนมังราย

[7] อินทร์  สุใจ และคณะ.  ประวัติ  “ไทยใต้โขง”.  (เชียงราย : ส.การพิมพ์, ๒๕๓๑).   หน้า  ๓๐.

[8] ลัดดาวัลย์  แซ่เซียว.๒๐๐ ปี  พม่าในล้านนา. (กรุงเทพฯ  : TEN   MAY   PRODUCTION, ๒๕๔๕).หน้า  ๒๗.

[9] พระธรรมวิมลโมลี. พะเยา  ความเป็นมาในอดีต. (งานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี  ๒๕๔๑ )          ณ  วัดศรีโคมคำ  อำเภอเมือง  จังหวัดพะเยา ถวายโดยบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด. มปท. ๒๕๔๑. หน้า   ๒๑.

[10] ประตูชัย  เป็นประตูที่มีความหมายถึงชัยชนะ  อันเป็นสิริมงคลนาม

[11] สรัสสวดี  อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่  ๒  (กรุงเทพฯ  :  บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๓๙ ). หน้า  ๕๐.

[12] เรื่องเดียวกัน   หน้า ๘๙.

[13] กรมศิลปากร.เมืองน่าน โบราณคดี ประวัติศาสตร์ และศิลปะ. (กรุงเทพฯ : อมรินทร์ พริ้นติ้งกรุ๊ฟ, ๒๕๓๐).  หน้า  ๔๗.