ยุคสามอาณาจักรภูกามยาว-ล้านนา-สุโขทัย (ระหว่าง ๑๘๐๑ - ๑๘๕๐)
ขุนงำเมือง ทรงเป็นกษัตริย์ครองรัฐพะเยา เป็นลำดับที่ ๑๒ แห่งพระราชวงศ์ ทรงเป็นพระราชโอรสของขุนมิ่งเมือง พระองค์ทรงประสูติเมื่อ จุลศักราช ๖๐๑ ตัวปีกัด เดือน ๑๐ เพ็ญ วันพฤหัสบดี ไทยว่ากัดไก้ พ.ศ.๑๗๘๑ ที่ได้ชื่อว่า งำเมือง เพราะเมื่อพ่อขุนงำเมืองเสด็จไปที่ใด ๆ ก็ตามตามตำนานเล่าว่าแดดก็ไม่มี คือเมฆเข้าบังแสงพระอาทิตย์เอาไว้ ภาษาท้องถิ่นเรียกลักษณะเช่นนี้ว่า แดดบด ฝนก็ไม่พร่ำคือฝนหยุดตกเมื่อพระองค์เสด็จไป ณ ที่ใด สถานที่นั้น ๆ ก็จะไม่มีทั้งแดดและฝน ชนิดที่เรียกว่าพ่อขุนงำเมืองอยากจะให้แสงพระอาทิตย์บดบังกลีบเมฆเมื่อใดก็ได้
สุจิตต์ วงษ์เทศ ให้คำนิยามคำว่า งำเมือง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์เมืองพะเยาองค์แรกที่มีหลักฐานยืนยันว่ามีองค์หรือตัวตนจริง ๆในประวัติศาสตร์คือพญางำเมืองที่ตำนานต่าง ๆ กล่าวว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ของขุนจอมธรรม-ขุนเจือง [1]
ชีวิตในปฐมวัย
พ.ศ.๑๗๙๕ อายุได้ ๑๔ ปี เข้ารับการศึกษาจากเทวฤาษี ณ ดอยด้วน เมืองพะเยา
พ.ศ.๑๗๙๖ อายุได้ ๑๖ ปี เดินทางไปศึกษา ณ เมืองละโว้กับสุกทันตฤาษี โดยมีพระสหายร่วมรุ่นที่โด่งดังคือขุนมังรายกับขุนรามคำแหง
พ.ศ.๑๘๐๑ อายุได้ ๒๐ ชันษา ได้ขึ้นครองเมืองพะเยาแทนพระราชบิดา
ทรงประสูติ เมื่อ พ.ศ. ๑๗๘๑
ทรงครองราชย์เมื่อ พ.ศ. ๑๘๐๑
ทรงสวรรคตเมื่อ ปี พ.ศ. ๑๘๕๐
๑.แนวคิดทางการเมืองการปกครอง
๑.๑.สภาพทางการเมืองรัฐพะเยากับเพื่อนบ้าน
เหตุการณ์รบเมืองปัวจุลศักราช ๖๒๕ ขุนงำเมืองได้ชนะศึกเมืองปัว พร้อมได้ยกพระธิดาให้ขุนงำเมือง พระองค์ทรงครองเมืองปัวได้ ๓ ปี ทรงมีพระราชโอรสพระนามว่า ตอนตอ
จากนั้นมาถึงปีกุล จุลศักราช ๖๔๙ (พ.ศ.๑๘๓๑) กษัตริย์ ๓ พระองค์ คือ พระเจ้ามังราย ๑ พระเจ้างำเมือง ๑ พระเจ้าโรจ (พระเจ้ารามคำแหง) ๑ เป็นพระสหายกัน นัดประชุมกันในสถานที่นัดแนะการชนะ (ประตูชัย) ผูกมิตรภาพซึ่งกันและกันแน่นแฟ้น แล้วต่างก็เสด็จกลับนครรัฐของตน ๆ ตำนานเดิมปรากฏ ดังนี้ จากนั้นอีก ๒ ปี, พระเจ้ามังรายได้ส่งเจ้าอ้าย (อ้ายฟ้า) ให้เป็นไส้ศึกในนครหริภุญชัย ลำดับนั้นพระเจ้ามังรายซึ่งมีพระชนมายุ ๕๓ ปี ในปีมะโรง จุลศักราช ๖๕๔ (พ.ศ.๑๘๓๖) พระองค์มีทหาร ๑,๒๐๐,๐๐๐ นายบุกเข้าล้อมเมืองหริภุญชัย ทรงทำสงครามกับพระเจ้าญี่บาขับไล่พระเจ้าญี่บาหนีไปแล้ว โปรดให้ยกเศวตฉัตรขึ้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในแคว้นโยน (โยนก) [2]
๑.๒.สนธิสัญญาลุ่มน้ำอิง ; หลังเหตุการขัดแย้งกับขุนรามคำแหงแห่งอาณาจักรสุโขทัย
ความขัดแย้งนี้เป็นเรื่องส่วนพระองค์ของสองกษัตริย์ระหว่างขุนงำเมืองแห่งภูกามยาวกับขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัยซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นตำนานหรือนิทานพื้นบ้านที่มีการเล่าสืบๆ ต่อกันมา มีเรื่องอยู่ว่าขุนรามคำแหง ได้เสด็จขึ้นมาสักการะแม่น้ำโขงทุก ๆ ปีโดยยกขบวนทัพแห่มาตามเส้นทางตามน้ำยมเข้าเขตอำเภอสองจังหวัดแพร่ ผ่านเข้ามาทางอำเภอเชียงม่วนและอำเภอดอกคำใต้จังหวัดพะเยาการเดินทัพในแต่ละปีดินยุบเป็นร่องน้ำขนาดใหญ่จนเส้นทางเดินทัพดังกล่าวกลายเป็นร่องของน้ำแม่ร่องช้าง [3] ต่อจากนั้นแล้วไปสักการะน้ำโขง ซึ่งระหว่างเดินทางไปกลับได้แวะเข้าพักนครรัฐพะเยา ทรงพบพักตร์พระนางอั้วเชียงแสนจึงเกิดจิตคิดถึงพระนางและลอบเข้าไปห้องบรรทมของพระนาง เมื่อทำสัมภาสเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็รีบเสด็จออกมา เมื่อขุนงำเมืองเสด็จเข้าห้องของพระนางอั้วเชียงแสน พระนางได้ทูลถามว่าไฉนเสด็จพี่ถึงเข้าห้องหม่อมฉันถึง ๒ ครั้ง ขุนงำเมืองจึงตามไล่จับซึ่งเนื้อหาในตอนนี้จะเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงของชื่อบ้านต่าง ๆ ในบริเวณรอบกว้านพะเยาเป็นส่วนใหญ่ เช่น ขุนรามฯ แปลงกายเป็นนกเอี้ยงบินตกลง ณ หนองน้ำแห่งหนึ่งจึงเรียกหนองน้ำแห่งนั้นว่าหนองเอี้ยง, พระองค์แปลงกายเป็นตุ่นขุดรูอยู่ในดิน บ้านนั้นชื่อว่าบ้านตุ่น, แปลงกายเป็นเสือวิ่งไป ณ บ้านแห่งหนึ่ง บ้านแห่งนั้นชื่อบ้านสาง คือเสือสาง เป็นต้น เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นต้นเหตุแห่งการทำสนธิสัญญาลุ่มน้ำอิง [4]ของ ๓ กษัตริย์ ๓ อาณาจักร ที่ทรงมุ่งที่จะเจริญพระราชไมตรีต่อกันให้ยั่งยืนนาน จึงนัดหมายไปกระทำพิธีสัจปฏิภาณต่อกัน ในเขตท้องที่รัฐพะเยาโดยต่างสละพระโลหิตลงในภาชนะพระองค์ละหยดประสมน้ำสัตยาบันและประทับนั่งเอาพระปฤษฎางค์ (หลัง) เข้าพิงกัน ณ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำสายตาตรงกับวัดสบร่องขุย ทรงกระทำสัจปฏิญาณต่อกันว่าจะเป็นมิตรสหายกันจะไม่ทำการรุกล้ำเขตแดนของกันและกันจะไม่เป็นข้าศึกศัตรูทำศึกสงครามต่อกัน และต่อมาแม่น้ำสายตาจึงเปลี่ยนมาเรียกว่า แม่น้ำอิง [5]
๑.๓.สันธิสัญญาประตูชัย ; เหตุการขัดแย้งกับขุนมังรายแห่งอาณาจักรโยนก
ขุนมังรายซึ่งมีความพยายามเข้ายึดครองเมืองพะเยาอยู่หลายครั้งแล้วแต่ไม่สำเร็จเมื่อสบโอกาสจึงได้ส่งอ้ายฟ้า สายลับเข้าไปสืบข่าวเมื่อประเมินกำลังทางฝ่ายพะเยาแล้ว ในปี พ.ศ.๑๘๑๙จึงได้ยกทัพมาประชิดเมืองพะเยาและได้ส่งอ้ายฟ้าเป็นทูตเข้ามาเจรจากับขุนงำเมือง ขุนงำเมืองเมื่อได้ทราบข่าวขุนมังรายยกกองทัพมาจึงได้ยกกองทัพออกไปตั้งรับ ในช่วงนี้เองที่ได้มีการเจรจาและทำสนธิสัญญากันหลายประการ โดยทางพะเยาได้ยกเมืองทางปากน้ำ [6] ซึ่งประกอบไปด้วยเมืองเชียงช้าง , เมืองแช่พราน และเมืองเชียงเคี๋ยน ให้กับขุนมังราย ซึ่งขุนมังรายถึงกับแสดงความดีใจออกมาเป็นอย่างมาก [7] ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวนี้ทั้งขุนงำเมืองและขุนมังรายคงจะประเมินสถานการณ์เอาไว้แล้วว่าทั้งกำลังทัพและความสามารถของทั้งสองฝ่ายมีกำลังพอ ๆ กัน เมื่อเกิดการสู้รบกันเกิดขึ้นแล้วคงไม่เกิดผลดีเป็นแน่ เหตุการณ์ในครั้งนี้ต่างฝ่ายก็ใช้วิธีการปองดองกันเหตุเพราะขุนเม็งรายทรงเห็นว่าขุนงำเมืองมีความสัมพันธ์อันดีกับขุนรามคำแหงแห่งรัฐสุโขทัยซึ่งมีพระราชอำนาจที่ทัดเทียมกัน ขุนงำเมืองเองที่ทรงยอมตกลงยกเมืองให้ในการสงบศึกครั้งนี้เพราะทรงเห็นว่าขุนเม็งรายได้รับการสนับสนุนจากพระญาแก๋ว [8] และความเป็นจริงข้อนี้เป็นเรื่องที่มีความสลับซับช้อนมากโดยมีปัจจัยหลายประการที่กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ไม่ทรงใช้วิธีการรบซึ่งกันและกันเป็นการแก้ไขปัญหาระหว่างพระองค์ ดังนี้
๑) กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ทรงเป็นพระประยูรญาติกัน มีจุดกำเนิดเดียวกัน
๒)กษัตริย์ทั้งสองเป็นพระสหายซึ่งกันและกันทรงเป็นสหชาติคือประสูติในปีเดียวกันทรงเจริญเติบโตมาด้วยกัน [9]
๓) สถานการณ์ทางชายแดนของอาณาจักรของทั้งสองพระองค์มีศึกใหญ่มาประชิดเพราะทรงได้ทราบข่าวมาก็คือกองทัพจากมองโกล ยกลงมาตีเมืองต่าง ๆ ใกล้เข้ามาแล้ว
๔)ขุนมังรายทรงมีเป้าหมายขยายที่จะขยายรัฐไปทางทิศตะวันตกคือนครรัฐหริภุญชัย และยังต้องการพันธมิตรอย่างขุนงำเมืองพระสหายทรงช่วยรบอีกแรงอยู่แล้ว
เหตุการณ์ในตอนนี้มีความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก หากเดินกลยุทธ์พลาดก็อาจทำให้ทั้งสองอาณาจักรคือพะเยาและเชียงรายต้องล่มสลายลงไปได้ เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนได้อ้างถึงขุนงำเมืองกับขุนมังรายเป็นพระสหายกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ (ภาษาท้องถิ่นว่า เจ่นปู่) การเป็นพระสหายกันของสามกษัตริย์ผู้นำรัฐไทยคือ ขุนงำเมือง ขุนมังราย และขุนราม(คำแหง) ทำให้เกิดความร่วมกันในการป้องกันภัยข้าศึกจากมองโกลและตามด้วยการทำ สนธิสัญญาประตูชัย [10] ในปี พ.ศ.๑๘๓๐ เพื่อรุกรานขยายอำนาจเข้าสู่หริภุญชัย [11]
๑.๔.การคุกคามเมืองปัว (รัฐน่าน)
การกระทบกระทั่งระหว่างรัฐพะเยากับรัฐปัวนั้นมีมานานแล้ว ในเรื่องดังกล่าวนี้ขุนงำเมืองได้ยกกองทัพเข้าไปตีรัฐปัว โดยที่นางพญาแม่ท้าวคำพินพระชายาของพญาเก้าเกลื่อนผู้ครองเมืองได้หลบหนีไปและได้คลอดโอรสพระนามว่าพญาผานอง ในตอนนั้นขุนงำเมืองได้ส่งพระนางอั้วสิมพระชายาและเจ้าอามป้อมราชบุตรมาเสวยเมืองปัว และครอบครองเมืองปัว(รัฐน่าน)นานถึง ๒๐ ปี ในจุดนี้เอง ที่เกิดความบาดหมางกันอีกคือพญาผานองเมื่อเติบใหญ่ขึ้นมาได้ส้องสุมกำลังเข้ายึดเมืองปัวกลับคืนมาได้และได้พระนางอั้วสิมเป็นพระชายา ขุนงำเมืองจึงคุกคามเมืองปัวเรื่อย ๆ มา [12] และด้วยเหตุนี้เองทางด้านเมืองปัวศูนย์กลางรัฐน่านจึงพยายามผูกสายสัมพันธ์กับทางสุโขทัยซึ่งอาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ต้องการถ่วงดุลอำนาจเพื่อรักษาอิสระภาพไว้จากอำนาจของรัฐพะเยาโดยอาศัยการคุ้มครองของรัฐสุโขทัยในระหว่างยุคของขุนรามคำแหงครองอำนาจอยู่ ซึ่งความตอนนี้มีปรากฏชื่อเมืองปัวอยู่ในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ร่วมกับหัวเมืองอื่น ๆ อีกในอาณาเขตแห่งอาณาจักรสุโขทัย [13] ด้วย
[1] พระธรรมวิมลโมลี. ประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙). หน้า ๓๖.
[2] พระรัตนปัญญาเถระ. ชินกาลมาลีปกรณ์. ร.ต.ท.แสง มนวิทูร เปรียญ – แปล. (กรุงเทพฯ : มปท. ๒๕๑๐). หน้า ๑๐๔.
[3] พระมหาศรีบรรดร ถิรธมโม. นิทานพื้นบ้านเมืองพะเยา. (พะเยา : กอบคำการพิมพ์, ๒๕๔๗). หน้า ๒.
[4] แม่น้ำสายนี้เดิมชื่อว่า แม่น้ำสายตา เมื่อกษัตริย์ทั้งสามพระองค์มาทำสนธิสัญญาเป็นพระสหายร่วมรบกันจึงมีชื่อใหม่ว่า แม่น้ำอิง ซึ่งมีความยาวถึง ๒๔๐ กิโลเมตร
[5] พระธรรมวิมลโมลี. พะเยา ความเป็นมาในอดีต. (งานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี ๒๕๔๑ ) ณ วัดศรีโคมคำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ถวายโดยบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด. ( มปท. ๒๕๔๑). หน้า ๒๒.
[6] ในหนังสือ วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดพะเยา. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๔). หน้า ๒๒. ระบุเป็นแคว้นบวกน้ำ จำนวน ๕๐๐ หลังคา ถวายขุนมังราย
[7] อินทร์ สุใจ และคณะ. ประวัติ “ไทยใต้โขง”. (เชียงราย : ส.การพิมพ์, ๒๕๓๑). หน้า ๓๐.
[8] ลัดดาวัลย์ แซ่เซียว.๒๐๐ ปี พม่าในล้านนา. (กรุงเทพฯ : TEN MAY PRODUCTION, ๒๕๔๕).หน้า ๒๗.
[9] พระธรรมวิมลโมลี. พะเยา ความเป็นมาในอดีต. (งานถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี ๒๕๔๑ ) ณ วัดศรีโคมคำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ถวายโดยบริษัท พงษ์จิตต์ จำกัด. มปท. ๒๕๔๑. หน้า ๒๑.
[10] ประตูชัย เป็นประตูที่มีความหมายถึงชัยชนะ อันเป็นสิริมงคลนาม
[11] สรัสสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ ๒ (กรุงเทพฯ : บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๓๙ ). หน้า ๕๐.
[12] เรื่องเดียวกัน หน้า ๘๙.