เนื้อหาตอนนี้ทัศนะฝ่ายเมืองพะเยามองว่าเป็นเรื่องที่เป็นการไม่ให้เกียรติกับฝ่ายสตรีชาวล้านนาโดยเฉพาะชาวพะเยาเป็นอย่างมากถึงกับเปิดประเด็นให้เปลี่ยนจากการที่ขุนรามฯ เข้าไปในห้องบรรทมพอเสด็จล่วงประตูเข้าไปก็สะดุดธรณีประตู พระนางอั้วเชียงแสนจึงร้องโวยวายขึ้น ในเหตุดังกล่าวนี้หากดูพงศาวดารอย่างผิวเผินจะทำให้ไม่เห็นความเป็นจริงของเหตุการณ์ได้ แต่ในที่นี้ผู้เขียนต้องการที่จะให้น้ำหนักไปที่ความพงศาวดารไม่ให้ความเป็นธรรมกับขุนรามคำแหงฝ่ายสุโขทัย และพระนางอั้วเชียงแสน ด้วยเหตุที่ไม่น่าเป็นไปได้ถึง ๖ ประการ คือ
เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ถึงกับมีการบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า พ.ศ.๑๘๐๐ ขุนมังรายแห่งเมืองเชียงรายได้เริ่มกระบวนการรวมบ้านเมืองแว่นแคว้นต่าง ๆ ที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มเชียงราย – พะเยากับที่ราบลุ่มเชียงใหม่ – ลำพูนเข้าด้วยกันในที่สุดก็นำกองทัพไปยึดครองเมืองหริภุญชัย(รัฐลำพูน) และเมืองเขลางค์ (รัฐลำปาง) แล้วสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นศูนย์กลางทางอำนาจที่ลุ่มน้ำแม่ปิง ในศิลาจารึกระบุว่าขุนงำเมืองแห่งเมืองพะเยากับขุนรามคำแหงแห่งสุโขทัย สองกษัตริย์ สามพระสหายได้เสด็จไปร่วมพิธีสร้างเมืองเชียงใหม่ พ.ศ.๑๘๓๙ [1] ในครั้งนั้นด้วย
๑.๖.การก่อตัวของอาณาจักรล้านนา
จากการก่อตัวขึ้นของอาณาจักรล้านนาเริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่เมื่อขุนมังรายขึ้นครองราชย์ในเมืองเชียงรายแห่งรัฐโยนก เมื่อ พ.ศ.๑๘๐๒ พระองค์ทรงมีนโยบายที่จะขยายพระราชอำนาจออกไปโดยสิ่งแรกทีขุนมังรายทรงกระทำ คือการปราบปรามและรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยของอาณาจักรโยนกเดิมไว้ในพระราชอำนาจก่อนยกเว้นรัฐพะเยาเหตุเพราะรัฐพะเยาในยุคนี้ถือว่าเป็นอาณาจักรหนึ่งที่มีความเข้มแข็งไม่แพ้กันและมีความเจริญก้าวหน้าไม่แพ้กัน ดังจะเห็นได้จากการวิเคราะห์สถานการณ์ในครั้งนั้นว่า
“ ยกเว้นเมืองพะเยาซึ่งขณะนั้นมีพระยางำเมืองเป็นกษัตริย์ที่เข้มแข็งปกครองอยู่ต่อมาก็ยกกองทัพไปตีเมืองหริภุญชัยได้ใน พ.ศ.๑๘๒๔ และทรงสร้างเวียงกุมกามเป็นที่ประทับใน พ.ศ.๑๘๒๙ ในที่สุดได้ทรงสร้างเมืองแห่งใหม่อีกครั้งในบริเวณที่ราบเชิงดอยสุเทพ เมื่อ พ.ศ.๑๘๓๙ ซึ่งก็คือเมืองเชียงใหม่ การที่พระเจ้ามังรายทรงสามารถผนวกเมืองหริภุญชัยเข้าไว้ในพระราชอำนาจและทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเป็นราชธานีนั้น ถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรล้านนาอย่างแท้จริง หลังจากสร้างเมืองเชียงใหม่เสร็จไม่นานก็สามารถยึดเมืองเขลางค์นครได้ ซึ่งนับเป็นการขยายดินแดนและรวมเอาบ้านเมืองในเขตลุ่มแม่น้ำวังเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งของล้านนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งมีผลทำให้ประชาชนของทั้งสองพื้นที่คือชาวยวนกับชาวหริภุญชัยได้มีความสัมพันธ์และมีการสังสรรค์กันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม กระบวนการรวมบ้านเมืองในดินแดนล้านนานั้นยังไม่เสร็จสิ้น จนกระทั่งใน พ.ศ.๑๘๘๑ พระเจ้าคำฟูกษัตริย์ล้านนายกกองทัพไปตีนครรัฐพะเยาและสามารถรวบรวมอาณาจักรภูกามยาว (รัฐพะเยา) เข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งในอาณาจักรได้สำเร็จ......[2]
๒.สภาพทางสังคมและวัฒนธรรม
๓.๑.วิเคราะห์กรณีขุนรามเป็นชู้กับมเหสีของขุนงำเมือง
เนื้อหาตอนนี้ทัศนะฝ่ายเมืองพะเยามองว่าเป็นเรื่องที่เป็นการไม่ให้เกียรติกับฝ่ายสตรีชาวล้านนาโดยเฉพาะชาวพะเยาเป็นอย่างมากถึงกับเปิดประเด็นให้เปลี่ยนจากการที่ขุนรามฯ เข้าไปในห้องบรรทมพอเสด็จล่วงประตูเข้าไปก็สะดุดธรณีประตู พระนางอั้วเชียงแสนจึงร้องโวยวายขึ้น ในเหตุดังกล่าวนี้หากดูพงศาวดารอย่างผิวเผินจะทำให้ไม่เห็นความเป็นจริงของเหตุการณ์ได้ แต่ในที่นี้ผู้เขียนต้องการที่จะให้น้ำหนักไปที่ความพงศาวดารไม่ให้ความเป็นธรรมกับขุนรามคำแหงฝ่ายสุโขทัย และพระนางอั้วเชียงแสน ด้วยเหตุที่ไม่น่าเป็นไปได้ถึง ๖ ประการ คือ
ประการที่หนึ่ง เหตุเกิด ณ พระราชวังในรัฐพะเยาซึ่งแขกหรืออาคันตุกะต่างบ้านต่างเมืองอย่างขุนรามคำแหง ซึ่งถือว่าเป็นราชาปราชญ์ จะมีความอุกอาจเข้ากระทำความผิดนั้นโดยไม่เกรงกลัวต่อบาปนั้น ข้อนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้
ประการที่สอง ในกองทัพของเจ้าผู้ครองรัฐสุโขทัยที่เดินทางมาในครั้งนั้นไม่มีพระมเหสี หรือนางสนมกำนันร่วมขบวนเสด็จเลยกระนั้นหรือ
ประการที่สาม ขุนงำเมืองกับขุนรามคำแหงเป็นมิตรสหายที่กรีดเลือดสาบานเป็นพี่น้องกันร่วมสาบานกัน ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
ประการที่สี่ สตรีชาวล้านนาในยุคโบราณนับถือผีบ้าน-ผีเรือนการที่จะปล่อยตัวปล่อยกายปล่อยใจขนาดที่พระสวามียังอยู่ในพระราชวังนั้นเป็นไปไม่ได้
ประการที่ห้า ทหารผู้ทำการอารักษ์ขาประจำการหน้าประตูห้องบรรทมของพระนางอั้วเชียงแสนไม่มีเลยหรือ
ประการที่หก นางสนมกำนันในห้องบรรทมของพระนางอั้วเชียงแสนไม่มีใครอยู่รับใช้พระนาง เชียวหรือ ?
เหตุการณ์ในครั้งนี้ถึงกับมีการตัดสินกันขึ้นในเมืองพะเยาโดยขุนมังรายเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองพระองค์ตกลงยอมความแก่กันและกันโดยขุนงำเมืองยินยอมปล่อยตัวขุนรามคำแหงซึ่งขุนรามเองได้จ่ายค่าสินไหมเป็นทองคำจำนวน ๙๙๙,๐๐๐ เบี้ย ในบางแห่งกล่าวว่าเป็นทองคำสูงเท่าตัวขุนงำเมือง ซึ่งศาตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ณ นคร ให้ทัศนะว่าเป็นการเขียนขึ้นมาของฝ่ายเชียงใหม่ที่มีจุดประสงค์ที่จะยกย่องและเสริมบารมีให้กับขุนมังรายเป็นผู้มีคุณธรรมเหนือกว่ากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ และที่สำคัญเป็นเรื่องของราชวงศ์ฝ่ายเมืองน่านชั้นหลานที่มีสายสัมพันธ์กันสุโขทัยที่นิยมนำชื่อปู่มาเป็นชื่อหลาน ซึ่งไม่ใช่ขุนรามคำแหง [3] ซึ่งเนื้อหาตอนนี้สอดคล้องกับการเล่าเรื่องแทรกเข้ามาเป็นนิทานอธิบายเหตุเพราะว่าเป็นการเน้นเรื่องของการตั้งชื่อบ้านนามเมือง เช่น แม่ร่องช้าง หนองเอี้ยง บ้านตุ่น ห้วยแม่ตุ่น และแม่อิง นักเล่านิทานนำชื่อบุคคลในประวัติศาสตร์มาผูกเป็นเรื่องอธิบายชื่อบ้านนามเมืองและได้เล่าขานกันมาจนถึงสมัยที่มีการบันทึกพงศาวดารเรื่องดังกล่าวจึงแทรกเข้ามาด้วยเหตุอย่างนี้ [4]
๓.๒.สังคมรัฐพะเยากับเครือญาติทางการแต่งงาน
และเมื่อมองถึงจุดจบของอาณาจักรภูกามยาว หรือพะเยาแล้วจะเห็นได้ว่ามีความพยายามในการรักษาเพื่อให้อาณาจักรอยู่รอดตลอดมาโดยการ แต่งงาน สลับกันไปมาเป็นการรักษาความสัมพันธ์กันแบบเครือญาติจากขุนงำเมืองส่งมอบราชสมบัติต่อให้ท้าวคำแดงซึ่งตอนท้าวคำแดงครองรัฐพะเยาอยู่นั้นก็มีความเข้มแข็งมากที่เดียวถึงกับมีการร่วมมือกับฝ่ายเชียงใหม่ส่งกองกำลังทัพไปช่วยพญาไชยสงครามปราบปรามขุนเครือซึ่งยึดอำนาจมาจากท้าวแสนพูผู้ครองรัฐเชียงแสน และเมื่อการศึกสำเร็จแล้วพญาไชยสงครามได้ยกธิดาชื่อนางแก้วพอตาให้กับขุนคำลือโอรสของท้าวคำแดง เป็นการผูกพันทางเครือญาติให้แน่นเฟ้นขึ้นไปอีก
ในยุค ขุนคำลือ นี้เองซึ่งถือว่าเป็นกษัตริย์ผู้ครองนครรัฐอย่างพะเยาองค์สุดท้าย เมื่อกษัตริย์ราชวงศ์เม็งรายอย่างพญาคำฟูได้ยกกำลังเข้าบุกเข้าโจมรัฐพะเยา ในปี พ.ศ.๑๘๗๗ ซึ่งนักวิชาการบางท่านใช้คำว่า ยกเข้าปล้น ซึ่งการโจมตีครั้งนี้เองพญาคำฟูได้รับความร่วมมือจากเมืองปัวแห่งรัฐน่านซึ่งเป็นรัฐอริกับรัฐพะเยา จากการโจมตีรัฐพะเยาในครั้งนี้ทำให้ฝ่ายเชียงราย-เชียงใหม่มีความรู้สึกปลอดภัยจากรัฐพะเยาเป็นอย่างมาก และยังเป็นโอกาสที่จะได้อาศัยรัฐพะเยาเป็นฐานขยายอำนาจสู่รัฐทางใต้คือแพร่และน่านต่อไป [5]
[1] สุจิตต์ วงษ์เทศ บทความในประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙). หน้า ๔๐.
[2] สุรพล ดำริห์กุล. ล้านนาสิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรม. (กรุงเทพฯ : บริษัทรุ่งอรุณ พับลิชชิ่ง จำกัด, ๒๕๔๒). หน้า ๙๗-๙๘.
[3] สุจิตต์ วงษ์เทศ. บทความในประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมเมืองพะเยา. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, ๒๕๓๙ ). หน้า ๓๙.
[4] ธวัช ปุณโรทก. นิทานพื้นบ้าน. (กรุงเทพฯ : บริษัทอักษรเจริญทัศน์ จำกัด, ๒๕๒๑). หน้า ๖๑.