หากแต่สิ่งที่ผมได้เห็นนั้น กลับเป็นดอกไม้ดอกหนึ่งที่สวยสดงดงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา..... กำลังเบ่งบาน งดงาม และส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณนั้น.

               

 

 

 

               

 

                เมื่อหลายวันก่อนผมกับเจ้าก๋อยนำสินค้าไปส่งให้กับลูกค้าที่ร้านแห่งหนึ่งในตลาดวโรรส(ตลาดต้นลำใย)  กลางเมืองเชียงใหม่

                เมื่อเอาสินค้าลงจากรถเสร็จแล้ว ผมบอกให้เจ้าก๋อยนำรถไปจอดไว้อีกที่หนึ่งเพื่อจะได้ไม่ถูกตำรวจรบกวน พร้อมทั้งบอกให้เจ้าก๋อยนั่งเฝ้าอยู่ที่รถ ส่วนผมก็ทำหน้าที่เรียงสินค้าและรอให้พนักงานของร้านมาตรวจรับสินค้า

                ในขณะที่ผมกำลังก้มๆ เงยๆ ดูสินค้าอยู่นั้น ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงร้องตะโกนดังๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้น

                “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ขโมยวิ่งราวกระเป๋า....โจรวิ่งราวกระเป๋า!

                เมื่อผมหันไปมองที่ต้นเสียง ในนาทีที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน  เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่ง ก็วิ่งผ่านหน้าผมไปอย่างกับสายฟ้าแล่บอย่างไม่คิดชีวิต   โดยมีบรรดาลูกจ้างของร้านค้าในละแวกนั้น ซึ่งส่วนใหญ่กำลังเป็นวัยรุ่นวิ่งไล่ตามไปไม่ต่ำกว่าสิบคน หนึ่งในนั้นมีพนักงานของร้านค้าที่กำลังตรวจรับสินค้ากับผมรวมอยู่ด้วย  และยิ่งห่างออกไปเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีจำนวนคนวิ่งไล่ตามไปมากขึ้นเท่านั้น

                “เสร็จ.....ไม่รอดแน่ ไอ้หนูเอ๋ย!  นักวิ่งราวเจอกับนักวิ่งผลัดกลางตลาดแบบนี้.....รอดยาก” ผมคิดอยู่ในใจ

                ผมมองไปที่ร้านทองซึ่งอยู่ห่างจากร้านที่ผมกำลังยืนอยู่ประมาณ 20 เมตร ผมมองเห็นป้าคนหนึ่งอายุราว 60 กว่าๆ กำลังยืนพูดคุยกับคนอื่นๆ ที่รายล้อมและถามไถ่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตื่นตระหนก

                ผ่านไปราว  10 นาที  พนักงานร้านค้าคนนั้นกับเพื่อนคนอื่นๆ อีก 4 คน ก็พากันหิ้วปีกของเด็กหนุ่มนักวิ่งราวเดินผ่านหน้าผมไปยังร้านทองที่เขาก่อเหตุขึ้น

                ผมเห็นเด็กหนุ่มคนนั้นหน้าตาซีดเซียว ใบหน้าไม่มีสง่าราศีอะไรเหลืออยู่เลย ก้มหน้าก้มตาเดินอย่างคนที่ทุกข์ระทมที่สุดในชีวิต ในขณะที่บรรดาชายหนุ่มที่ช่วยกันไล่จับเขามาได้ ต่างก็อยู่ในอาการหอบและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

                เมื่อเดินไปถึงร้านทอง  บรรดาชายหนุ่มเหล่านั้น ก็บอกให้เด็กหนุ่มนักวิ่งราวนั่งลงที่พื้น ท่ามกลางไทยมุงนับร้อยชีวิต

                ลูกชายเจ้าของร้านทองซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่เหมือนยักษ์ปักหลั่น ปรี่เข้าไปหาเด็กหนุ่มนักวิ่งราวคนนั้นด้วยความโกรธอย่างที่สุด  แล้วก็เตะเปรี้ยงเข้าที่ศีรษะของเขา เท่านั้นยังไม่พอ ยังเอาเท้าถีบไปที่หน้าอกของเขาอีก 2-3 ครั้ง โดยที่เขาไม่ได้โต้ตอบ ท่ามกลางบรรดาไทยมุงที่ยีนมองดูอยู่ด้วยความเฉยชา

                “อย่าทำเขาลูก! พอแล้ว  อย่าทำเขาอีกเลยลูก! พอแล้วๆ แม่ขอๆ ”

                คุณป้าเจ้าของร้านทองผู้เป็นแม่ร้องบอกลูกชาย พร้อมทั้งกระโดดเข้าไปกอดเอวลูกชายเอาไว้และดันเขาออกมาให้ห่างจากเด็กหนุ่มนักวิ่งราวคนนั้น  ซึ่งกำลังฟุบอยู่บนพื้น  และร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดและสำนึกผิด

               ในขณะที่คุณป้ากำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นและยืนกอดลูกชายเอาไว้นั้น  ไทยมุงหลายคนก็ฉวยโอกาสนี้ผสมโรงลงมือเตะและถีบเด็กหนุ่มคนนั้นอีกหลายสิบที คนละตุ๊บสองตุ๊บ  

               “บอกว่าอย่าทำเขา! อย่าทำเขา! พอแล้วๆ ฉันขอร้องละ เขาเจ็บพอแล้ว เขาเจ็บมากแล้ว พอแล้วๆ ” คุณป้าร้องห้ามทั้งน้ำตา พร้อมทั้งปล่อยมือจากลูกชายและรีบเข้าไปกอดหลังเด็กหนุ่มคนนั้นเอาไว้แน่นราวกับว่าเขาเป็นลูกชายอีกคนหนึ่งของเธอ

               “หยุดเถอะๆ เขาไม่ได้เอาอะไรฉันไปหรอก เขาไม่ได้เอาอะไรของฉันไปเลย ในกระเป๋าใบนั้นมีเพียงบิลค่าน้ำค่าไฟและก็เครื่องสำอางเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น  เขาไม่ได้เอาอะไรไปเลยจริงๆ ฉันของร้องๆ อย่าทำเขาอีกเลย สงสารเขาเถอะน่ะ ถึงเขาจะผิด แต่เขาก็เป็นคนน่ะ และเขาก็ยอมทุกอย่างแล้ว”  เธอกล่าวด้วยอาการสะอึกสะอื้นในขณะที่น้ำตาอาบแก้มไม่หยุด

               “แม่ครับ! ผมขอโทษจริงๆ ครับ ผมผิดไปแล้ว  ได้โปรดยกโทษให้ผมด้วยนะครับแม่” เด็กหนุ่มกล่าวขอโทษอย่างคนสำนึกผิด พร้อมทั้งก้มกราบแทบเท้าของคุณป้าอยู่นานแสนนาน

               “ลูกเอ๋ย! เจ้าอยากได้อะไร ทำไมเจ้าถึงไม่บอกแม่ก่อน ถ้ามีอะไรช่วยได้ แม่ก็ยินดีจะช่วย แม่ไม่ใช่คนใจร้ายใจดำอะไรเลยน่ะ จำเอาไว้นะลูก ทีหลังเจ้าอย่าทำอย่างนี้อีก ผิดแล้วรู้จักขอโทษและสำนึกผิด แม่ให้อภัยได้เสมอ  ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไปน่ะ เริ่มต้นใหม่นะลูก เริ่มต้นใหม่” เธอกล่าวกับเขาทั้งน้ำตา

               “ครับแม่!

               เขาเงยหน้าขึ้นและจับมือของเธอไปไว้บนศีรษะของตนเองด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างที่สุด  

               วันนั้นเป็นวันเสาร์พอดี กว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาถึง เวลาก็ผ่านไปแล้วกว่าครึ่งชั่วโมง

              เมื่อตำรวจมาถึง ผมก็ได้ยินคุณป้าพุดคุยกับตำรวจอยู่หลายนาที ในทำนองที่ว่า จะไม่ให้เอาเรื่องเอาราวหรือดำเนินคดีกับเด็กหนุ่มคนนั้น แต่ตำรวจก็ไม่ยอม สุดท้ายตำรวจก็นำเด็กหนุ่มคนนั้นไปขึ้นรถตราโล่ที่จอดรออยู่ เพื่อนำไปดำเนินคดีตามกฎหมาย

               “เป็นไงบ้าง ได้ลงไม้ลงมือกับเขาบ้างหรือเปล่า?” ผมถามพนักงานร้านค้าที่กลับมาตรวจนับสินค้าให้ผมอีกครั้ง

               “เปล่าครับพี่! ผมสงสารเขาน่ะ ไม่อยากทำ เขายังเด็กอยู่เลย หน้าตาก็ดีด้วย หล่อเหลาทีเดียว ทำไมเขาถึงคิดสั้นอย่างนั้นก็ไม่รู้”  เขาบอกพร้อมทั้งตั้งคำถามขึ้น

               “สงสารเขาเน๊าะ ไม่น่าจะทำเขาขนาดนั้นเลย ดูซิหน้าตาแตก หัวโนปูดโปน เลือดไหลออกมาไม่หยุด ข้างในก็คงจะเจ็บและช้ำไม่น้อย คนเรานิโหดร้ายทารุณจริงๆ ทำร้ายได้แม้กระทั่งคนที่เขาไม่ยอมสู้แล้ว”  เจ๊เจ้าของร้านค้าที่ผมนำสินค้าไปส่งพูดขึ้น

               “หนูก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกันนะเจ๊!  พนักงานผู้หญิงคนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างเห็นด้วย

 

                เมื่อผมนำสินค้าไปเก็บไว้ในร้านเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินออกจากร้านค้าแห่งนั้น  เพื่อจะได้ไปส่งสินค้าที่ร้านอื่นต่อ

               ผมเดินออกมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มีทั้งตื่นเต้น น่ากลัว โศกเศร้า และเบิกบาน

               ตื่นเต้น.....ที่ได้เห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของตนเองเป็นครั้งแรกในชีวิต

               น่ากลัว.....ที่ได้เห็นอาการขาดสติของผู้คนและการลงไม้ลงมือที่ทารุณโหดร้ายอย่างนี้

               โศกเศร้า....กับชีวิตของเด็กหนุ่มที่ไม่น่าจะคิดสั้นแบบนี้.....

               เบิกบาน.....เมื่อผมพบว่ายังมีอีกหลายชีวิตที่มีความคิดเหมือนกับป้าคนนั้น  ซึ่งเป็นความดีงามที่หาได้ยากมากในสังคมปัจจุบัน

               เมื่อเดินออกมาได้ประมาณ 50 เมตร ผมหันกลับไปมองที่ร้านทองแห่งนั้นอีกครั้งหนึ่ง

               แปลก! ที่คราวนี้ผมกลับมองไม่เห็นคุณป้าคนนั้นอีกเลย

               หากแต่สิ่งที่ผมได้เห็นนั้น กลับเป็นดอกไม้ดอกหนึ่งที่สวยสดงดงามที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา..... กำลังเบ่งบาน  งดงาม และส่งกลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณนั้น

 

 

 

 

 

...............................................................

“ทำไมตาพี่ถึงแดงก่ำอย่างนั้น?”    เจ้าก๋อยถามด้วยความสงสัย เมื่อผมเดินไปถึงรถ

“อ๋อ!  พอดีพัดลมที่ร้านนั้นเป่าพริกผงใส่ตาน่ะ แสบตาน่าดูเลยว่ะ”    ผมตอบไปอย่างนั้น

“อืม...” เจ้าก๋อยยิ้ม.