แต่ที่น่าตกใจคือการเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ดูดี แต่ความหมายดังเดิมก็เปลี่ยนไป เช่น บ้านดอกป้าว ซึ่งมาจากบ้านที่มีมะพร้าวจำนวนมากเวลาออกดอกแล้วจะสะพรั่งไปตามถนน แต่หน่วยราชการมาเปลี่ยนเป็น บ้านป่าหมาก ซึ่งหมายถึงบ้านที่มีต้นหมากมาก ชุมชนที่เดิมมีสองความหมายแต่เมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วมีความหมายอย่างเดียวก็มี เช่น แม่กาหม้อแกงตอง ซึ่งมีความหมายว่า หม้อแกง นั้นเป็นตอง หรือทองสัมฤทธิ์หรือทองคำก็ได้ ก็เปลี่ยนมาเป็นหม้อแกงทอง ซึ่งหมายความว่าหม้อแกงที่เป็นทองคำ ส่วนชุมชนที่ต้องการเปลี่ยนให้เหมาะสม เช่น บ้านน้ำจำ คือลักษณะพื้นที่อุ้มน้ำ น้ำจะซึมออกมาตลอดปี ก็เปลี่ยนมาเป็น บ้านน้ำชำ เพื่อให้เป็นภาษากลางมากขึ้น ซึ่งคำว่า “ชำ” คือการนำพืชชนิดใดชนิดหนึ่งไปเพราะชำอาจจะตีความหมายว่า เอาน้ำมาเพาะปลูกใช่หรือไม่ ?
ชื่อบ้าน-ภูมิเมืองพะเยา เป็นผลงานอันดับที่ ๙ จาก ๑๕ อันดับของผู้เขียนและเป็นอีกหนึ่งความพยายามที่ต้องการที่จะสร้างสรรค์งานวรรณกรรมของเมืองพะเยาเพื่อให้คนรุ่งหลังได้ทราบประวัติความเป็นมาในอดีตและเป็นแหล่งอ้างอิงค้นคว้าให้เกิดขึ้นไม่มากก็น้อย
ในการศึกษาครั้งนี้ได้อาศัยกระบวนการเข้าไปศึกษาอยู่ ๔ ประการ คือ
หนึ่งได้เข้าไปในพื้นที่เพื่อสอบถามคนในพื้นที่ แต่โดยมากมักจะชี้ไปที่ผู้เฒ่าผู้แก่อันเป็นเสมือนองค์ความรู้ หรือปราชญ์ชุมชนที่จดจำเหตุการณ์บ้านเมืองต่าง ๆ ตลอดถึงความเป็นมาของชุมชน เช่น อำเภอดอกคำใต้มีพระมงคลวัฒน์ อำเภอแม่ใจมีพระโสภณพัฒโนดม ชุมชนบ้านถ้ำได้มีพ่อหนานมี ทาจินะ พ่อหน้อยจันทร์ ไชยะวุฑฒิกุล เป็นต้นซึ่งถือว่าเป็นปราชญ์ชาวบ้านได้พยายามรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ พร้อมกับบันทึกเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นของชุมชนตัวเอง
สองได้ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารตำราที่มีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ตำนาน เรื่องเล่าที่เป็นนิทาน ฯลฯ ที่ปรากฏชัดเจนมากคือ ตำนานเรื่องพ่อขุนงำเมืองไล่จับพระร่วงผู้เป็นชู้กับพระมเหสีที่ได้พยายามร่ายเวทย์มนต์เพื่อให้เกิดเหตุอภินิหาริย์ต่างๆ จนปรากฏชื่อบ้านนามเมืองต่าง ๆ เช่น หนองเอี้ยง บ้านตุ่น บ้านสาง บ้านกว้าน เป็นต้น
สามได้พยายามสืบค้นจากฐานข้อมูลจากจังหวัดพะเยา แต่เท่าที่จะหามาได้และได้รับความร่วมมือคือส่วนงานของธนาคารหมู่บ้าน ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา กำนันและองค์การบริหารส่วนตำบลต่าง ๆ หอวัฒนธรรมนิทัศน์วัดศรีโคมคำ และหอจดหมายเหตุฯ จังหวัดพะเยา เป็นต้น
สี่ได้พยายามตีความหมายจากคำศัพท์ชื่อนั้น ๆ เช่นแม่กาหลวง มาจากแม่กาหลง หรือกามาก บ้านแท่นดอกไม้ มาจากแท่นบูชาพระธาตุจอมทองที่ผู้คนเดินผ่านไปมาไม่สามารถที่จะเดินไปสักการะด้วยตัวเองได้ จึงวางดอกไม้ไว้ที่แท่นบูชาเชิงดอยจอมทอง เป็นต้น
แต่ที่น่าตกใจคือการเปลี่ยนชื่อเพื่อให้ดูดี แต่ความหมายดังเดิมก็เปลี่ยนไป เช่น บ้านดอกป้าว ซึ่งมาจากบ้านที่มีมะพร้าวจำนวนมากเวลาออกดอกแล้วจะสะพรั่งไปตามถนน แต่หน่วยราชการมาเปลี่ยนเป็น บ้านป่าหมาก ซึ่งหมายถึงบ้านที่มีต้นหมากมาก ชุมชนที่เดิมมีสองความหมายแต่เมื่อเปลี่ยนชื่อแล้วมีความหมายอย่างเดียวก็มี เช่น แม่กาหม้อแกงตอง ซึ่งมีความหมายว่า หม้อแกง นั้นเป็นตอง หรือทองสัมฤทธิ์หรือทองคำก็ได้ ก็เปลี่ยนมาเป็นหม้อแกงทอง ซึ่งหมายความว่าหม้อแกงที่เป็นทองคำ ส่วนชุมชนที่ต้องการเปลี่ยนให้เหมาะสม เช่น บ้านน้ำจำ คือลักษณะพื้นที่อุ้มน้ำ น้ำจะซึมออกมาตลอดปี ก็เปลี่ยนมาเป็น บ้านน้ำชำ เพื่อให้เป็นภาษากลางมากขึ้น ซึ่งคำว่า “ชำ” คือการนำพืชชนิดใดชนิดหนึ่งไปเพราะชำอาจจะตีความหมายว่า เอาน้ำมาเพาะปลูกใช่หรือไม่ ?
ในอนาคตอาจจะมีผู้พยายามเปลี่ยนมากขึ้นที่ทำให้ความหมายเพี้ยนไป เช่น วัดตุ่มท่า หมายความว่า ไม้ตุ่มขึ้นที่ท่าน้ำ ถ้ามีคนอุตริเปลี่ยนเป็นวัดทุ่มท่า เพื่อให้เป็นไทยภาคกลางมากขึ้น ความหมายก็เปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย กล่าวคือจะหมายความว่า การนำเอาท่ามาทุ่มก็ได้
ส่วนความสมบูรณ์นั้นยังไม่พร้อม ด้วยเหตุที่ว่าระยะเวลาเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก แม้จะพยายามอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม อีกประการหนึ่งประสบการณ์หรือการตรวจสอบ (ดับเบิลเช็ค)อีกหลายรอบเพื่อความแม่นยำในการศึกษาค้นคว้ายังขาดข้อมูลอีกมาก ทั้งเรื่องของงบประมาณและกำลังคน
อย่างไรก็ตาม งานชิ้นนี้แม้ไม่สามารถครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ทุกตำบลใน ๙ อำเภอของจังหวัดพะเยา ฝากผู้รู้ได้ช่วยเติมเต็มให้ด้วย ทราบว่าท่านอาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ กำลังทำเรื่อง “ชื่อบ้านนามเมืองพะเยา” รองศาสตราจารย์เปรมวิทย์ วิวัฒนเศรษฐ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยาก็กำลังทำวิจัยเรื่อง “๑๐๑ วัดอำเภอเมืองพะเยา” วิมล ปิงเมืองเหล็ก ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ก็กำลังทำเรื่อง “ภูมิบ้านภูมิเมืองเขตอำเภอภูกามยาว” หากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดประสบความสำเร็จทั้ง ๓ เล่ม ผนวกกับเล่มนี้อีก รวมเป็น ๔ เล่ม เชื่อแน่ว่าความสมบูรณ์ของจังหวัดพะเยาจะบังเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นผู้เขียนจะพยายามทำให้สมบูรณ์ขึ้นในการจัดพิมพ์ครั้งต่อไป
ผมยังนั่งนึกว่าเอ พระครูไปได้ข้อมูลชุมชนมาอย่างไร
นึกไปว่าคงมีพระในท้องถิ่นแต่ละแห่งในอำเภอช่วยเก็บมาให้ท่านพระครู
ถึงตรงนี้จึงได้รู้ว่าไปเก็บมาด้วยตนเอง นึกตามไปด้วย ว่าโอ้จะทำอย่างนี้ได้นี่ ต้องทุ่มเท อีกทุ่มทุนไม่ใช่น้อย อย่างนี้ไม่ใช่เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างแล้วนะครับ แต่อาจพูดได้ว่าเก็บจากกลุ่มประชากรทีเดียว
งานนี้ถ้าไม่มีใจรัก ยากจะทำได้นะครับ
ผมมองว่าเป็นการนำร่องที่ดีมากๆ ที่ชุมชนอื่นๆอีกหลายแห่งทั่วประเทศที่คิดอยากจะทำแบบนี้บ้าง ก็จะได้ไม่ต้องปวดหัวในการคิดทำเพราะคิดไม่ออก แต่นี่สามารถใช้เป็นแนวหรือเป็นแบบ แล้วทำในชุมชนตัวเองได้เลยครับ(แอบกระซิบถามเบาๆว่ามีพระสงฆ์ท่านสนใจเรื่องแบบนี้มากไหมครับ)
-งานชิ้นนี้เป็นงานที่ใช้เวลานานที่สุดครับ ใช้เวลาตั้งหลายปี แต่เมื่อสำเร็จแล้วก็เป็นแนวทางให้กับหลายหน่วยงานไปต่อยอดครับ เช่น สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดพะเยา ก็กำลังให้เจ้าหน้าที่ที่อยู่ทุกอำเภอไปเก็บข้อมูลมา ซึ่งผมก็รับเป็นที่ปรึกษาให้
-ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นนิสิตและศิษย์เก่าที่เป็นระดับเจ้าอาวาส ก็ให้ข้อคิดว่าอย่างน้อยประวัติวัด ประวัติบ้านตนเองก็น่าจะลองทำ เห็นทำแล้วมาให้ผมช่วยชี้แนะให้หลายรูป
-ส่วนวิทยาเขตอื่น ๆ ที่เวลาเจอกันท่านก็ไปทำในจังหวัดของท่าน-เห็นว่าบางจังหวัดก็กำลังทำอยู่ก็มีครับ บางแห่งก็เงียบหายไป
-นับว่าเป็นที่น่ายินดีที่หลายท่านได้เห็นความสำคัญของรากเหง้า ท้องถิ่นตนเอง
-ส่วนผู้ทำงานด้านวัฒนธรรม ผมมักกระตุ้นให้ทำในมิติต่าง ๆ โดยทำให้เป็นตัวอย่าง ซึ่งจะทะยอยให้อ่านครับ
การศึกษาประวัติเมืองพะเยา จากที่ได้ตรวจสอบแล้ว ขอชื่นชมท่านพระคุณเจ้า รศ.ดร.มหาศรีบัดร ฯ เป็นอย่างสูงที่ทำให้คนรุ่นหลังได้รู้เรื่องราว ความเป็นมาในอดีต ตามหลักของนักวิชาการที่มีคุณภาพ กระบวนการศึกษาของท่านให้ขอคิดกับผมเป็นนอันมาก ในฐานะที่เป็น ครูสอนประวัติศาสตร์ คนหนึ่ง ในวงการศึกษา ความสำคัญของการต่อยอดการเรียนรู้ กระผมอยากขอความเมตตาจากท่่านให้ท่านได้ ค้นคว้าช่วงรอยต่อ การสืบสันติวงศ์ ของผู้ครองอาณาจักภูกามยาวในอดีต ที่ มีนักวิชาการหลายท่านได้รวบรวมและเขียนลงใน ประวัติเมืองพะเยา ปัจจุบันนี้ยังไม่มีความชัดเจน เกรงว่า ประวัติศาสตร์ของเราอาจหายไป และมีความคาดเคลื่อน กระผมได้ติดตาม การลงในวารสารบางฉบับตัวเลขคาดเคลื่อนเป็นอันมาก เช่น พ.ศ.เกิด ของ พ่อขุนงำเมือง กับการครองราช ของ พ่อขุนมิ่งเมือง ซึ่งเป็นพ่อ มีความคาดเคลื่อนกันเป็นอันมาก ปัจจุบันยังไม่มีใครแก่ไข ขุนงำเมืองเกิด พ.ศ.๑๗๘๑ ขุนมิ่งเมือง เสียชิวิต ๑๓๑๐ ความห่าง ๔๗๑ ปี ความเป็นไปได้ความน่าเชื่อถือ ทุกข้อมูลที่นำไปใส่ใน ตำนานหรือประวัติศาสตร์เมืองพะเยา เหมือนกันหมด
กาต่อยอดทางความคิด ความผิดแปลกที่น่าติดตาม รากเหง้าที่แท้จริงทางประวัติศาสตร์เมืองพะเยา ที่ลูกหลานในอนาคตจะเอาไปสืบสาน จะกลายเป็นตำนาของความผิดพลาด หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ในการนี้จึงขอความเมตตาท่าน ในฐานะผู้รู้ ความเป็นประวัติศาสตรพะเยา ซึ่งผมได้ติดตามและอ่านหนังสือ และผลงานของท่านทุกเล่มที่ท่านเขียน ดีมากครับ ได่้ข้อคิด มุมมองที่เกิดการถ่ายทอดอารยธรรมของคนในอดีตให้เห็นตำนานที่ควรสืบสาน เพื่อคนพะเยา และผุ้สนใจทุกคนที่ได้มา ยลเยือนเมืองพะเยา