โลกจะพินาศจริงหรือไม่ กรณี : เปรียบเทียบกับหลักอัคคัญญสูตร สูตรว่าด้วยการกำเนิดรัฐ และทฤษฎีที่คิดค้นด้วยเผ่ามายา

ทศวรรษที่ 2010 โดยเฉพาะปี 2012 จะเป็นปีที่สรุปรวบยอดของสภาวะความพินาศระดับโลกแห่งชีวิตที่เรียกว่าความล่มสลายระดับโลก (mass extinction or spasm) อีกครั้งหนึ่งซึ่งจะเป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของโลกกายภาพหลังกำเนิดการของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับวิกฤติใหญ่หรือภัยธรรมชาติเช่นสึนามิ แผ่นดินไหวที่แคชเมียร์ หรือเฮอริเคนแคทรินาที่เรายังจำความโหดร้ายรุนแรงของมันได้

      โลกจะพินาศจริงหรือไม่  กรณี : เปรียบเทียบกับหลักอัคคัญญสูตร สูตรว่าด้วยการกำเนิดรัฐ และทฤษฎีที่คิดค้นด้วยเผ่ามายา

          ทุกวันนี้โลกมนุษย์ของเรา ต้องยอมรับว่า เป็นโลกของการรับข่าวสาร เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ฉับไว และทันใจ ไม่ว่าจะเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ นำเสนอข่าวในเรื่องแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด เกิดคลื่นสึนามิ ทำให้เกิดน้ำท่วมโลก แผนที่โลกบางส่วนหายไป เกิดแผนที่โลกใหม่แทน เห็นภาพเหล่านั้นทุกคนตกใจ หวาดกลัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับมนุษยชาติในอนาคต อันใกล้นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพจาก Web Site ต่าง ๆ  อย่างไร ก็ตามก็ขอให้การรับข่าวสารหรือบริโภคข่าวต่าง ๆ  จงเป็นไปด้วยการใช้วิจารณญาณ อย่าเชื่ออะไร ง่าย ๆ ควรใช้ตักกะในการพิจารณาแต่ละเรื่อง (ให้ถือหลักกลามสูตร 10 คือไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ด้วยเหตุ 10 ประการ)  ยิ่งในช่วงนี้ใกล้ปีพ.ศ. 2555 (2012)  ก็จะมีข่าวลือมากมาย

            ตัวอย่างเช่น ทฤษฎีที่คิดค้นขึ้นโดยชนเผ่ามายัน วันดังกล่าวถือเป็นวันสิ้นสุดปฏิทินลอง เคาต์ (Long Count) หรือ ปฏิทินลำดับที่ 3 ของชาวมายัน โดยปฏิทินลอง เคาต์ เล่มล่าสุดนั้น เริ่มต้นในปี 3114 ก่อนคริสตกาล และจะดำเนินต่อเนื่องเป็น 13 รอบบักตุน (baktun) กินเวลาทั้งสิ้นราว 5,126 ปี บวกลบออกมาแล้วก็ตรงกับปี 2012 พอดิบพอดี  การเริ่มต้นของ 13 รอบบักตุน เรียกได้อีกอย่างว่า อาทิตย์ดวงที่ 5 ซึ่ง ช่วงเวลาดังกล่าวจะเวียนมาบรรจบเพื่อก่อกำเนิดดวงอาทิตย์ครบ 5 ดวง ในวันที่ 21 ธ.ค. 2012 โดยคำทำนายระบุเอาไว้ว่า ในวันนั้นโลกจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร ไล่เรียงตั้งแต่ภัยธรรมชาติที่จะทำลายทุกสิ่งไปจนถึง สงครามอภิมหาโลกาวินาศ จนไม่มีมนุษย์คนใดมีชีวิตรอด ซึ่งอย่างหลังนี้อาจเชื่อมโยงได้กับทฤษฎีสงครามโลกครั้งที่ 3 ของนอสตราดามุส โหราจารย์ชื่อก้อง[๑]

               นายแพทย์ประสาร ต่างใจ ได้กล่าวไว้ว่า ทศวรรษที่ 2010 โดยเฉพาะปี 2012 จะเป็นปีที่สรุปรวบยอดของสภาวะความพินาศระดับโลกแห่งชีวิตที่เรียกว่าความล่มสลายระดับโลก (mass extinction or spasm) อีกครั้งหนึ่งซึ่งจะเป็นครั้งที่ 6 ในประวัติศาสตร์ของโลกกายภาพหลังกำเนิดการของสิ่งมีชีวิต ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับวิกฤติใหญ่หรือภัยธรรมชาติเช่นสึนามิ แผ่นดินไหวที่แคชเมียร์ หรือเฮอริเคนแคทรินาที่เรายังจำความโหดร้ายรุนแรงของมันได้ วิกฤติดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ น้อยๆ สุดจะนำมาเทียบกันไม่ได้ ที่ผู้เขียนย้ำหรือเชิงคาดการณ์มานั้น - หากมองจากการคาดการณ์ที่มีรากฐานทางวิทยาศาสตร์บ้าง - การคาดการณ์ของผู้เขียนอาจเร็วกว่านักวิทยาศาสตร์หลายๆ คนไปหลายๆ ปี หรือหลายๆ ทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นเดวิด คิง, ฟริตจอฟ แคปร้า, เลสเตอร์ บราวน์, บิล จอย ฯลฯ ที่ผู้เขียนเคยเอามาเขียนและอ้างอิงไว้บ่อยครั้ง แต่ที่ผู้เขียนระบุว่าปี 2012 คือปีที่โลกแห่งชีวิตรวมทั้งมนุษยชาติและอารยธรรมจะถึงกาลล่มสลายอย่างใหญ่หลวงจนเสี่ยงต่อการสิ้นสูญของเผ่าพันธุ์นั้น ผู้เขียนคำนวณจากอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นกว่าที่ไอพีซีซี (IPCC-UN) เคยคาดการณ์ให้ไว้ (โปรดเทียบข้อมูลที่ให้ไว้ครั้งแรกในปี 1995 กับรายงานครั้งหลังสุดเมื่อปีที่แล้ว) โดยเฉพาะอุณหภูมิที่ขั้วโลก กรีนแลนด์ และยอดภูเขาสูง นั่นคือการคำนวณปริมาณของน้ำแข็งที่ละลายกลายเป็นน้ำที่อาจก่ออุทกภัยและทำให้น้ำทะเลมีระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกตัวอย่าง น้ำแข็งจากยอดเขาสูงเช่นหิมาลัยแห่งเดียวได้ละลายกลายเป็นน้ำถึงวันละกว่าหนึ่งล้านตัน และอย่าลืมว่าเมื่อน้ำแข็งละลายถึงจุดวิกฤติ ก้อนน้ำแข็งจะแตกออกทำให้การละลายเพิ่มอัตราความเร็วเป็นทวีคูณโดยมาตรทางเรขาคณิต นอกเหนือการละลายของน้ำแข็งจากโลกร้อน ผู้เขียนยังคำนวณจากประเด็นอื่นๆ เช่นปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ อัตราความถี่ของการย้ายแผ่นหินเปลือกโลกและแผ่นดินไหวกับภูเขาไฟระเบิด การย้ายสถานที่ของประชากรแมลง และประเด็นทางภูมิดาราศาสตร์อื่นๆ ทั้งหมดบังเอิญมาตรงกับคำทำนายของปฏิทินของชาวมายาที่ชาวนิวเอจแทบทุกคนเชื่อ ปฏิทินที่มาจบฉบับสุดท้ายไว้ที่ปี 2012 พอดี (the crash of 2012!)[๒] 

           อย่างไรก็ตามคำทำนายในเชิงวิเคราะห์ของนักวิชาการที่วิเคราะห์ตามทฤษฎีต่าง ๆ ไม่ว่าทฤษฎีที่คิดค้นด้วยเผ่ามายาหรือแนวคิดของนายแพทย์ประสาน ต่างใจ ก็เป็นข้อมูลที่ควรนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ไว้ในกรณีศึกษาต่อไป

          แต่ในทางพระพุทธศาสนา ได้เขียนไว้ในพระไตรปิฎก สูตรที่ว่าด้วยการกำเนิดรัฐ (อัคคัญญสูตร) เหมือนกัน คือ ได้กล่าวถึงการกำเนิดโลก วันวิวัฒนาการของโลก และวันสิ้นสุดของโลก ไว้ดังนี้[๓]

              อัคคัญญสูตรกล่าวถึง กำเนิดมนุษย์ สังคม ความคิดทางการเมืองและสถาบันทางการเมือง โดยแสดงลำดับวิวัฒนาการมาเป็นขั้นๆ  พระพุทธองค์ทรงแสดงการเกิดของรัฐโดยธรรมชาติ  และธรรมชาติที่ว่านี้ก็เน้นไปถึงพื้นฐานทั้งทางกาย และทางใจของมนุษย์      
          เรื่องที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเริ่มด้วยสมัยที่โลกพินาศ  สัตว์โลกที่มีบุญได้เกิดในชั้น  อัสสรพรหม มีปิติเป็นอาหาร ไม่มีเพศ มีรัศมี อยู่ในวิมานอันงาม ครั้นเมื่อโลกกำลังเกิดขึ้นใหม่จักรวาลยังเป็นน้ำ มืดมน ไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว ไม่มีกลางวัน กลางคืน ต่อมาเกิดผืนดินลอยขึ้นอยู่บนผิวน้ำ มีสี กลิ่นและรสดี สัตว์โลกตนหนึ่งจึงลองชิมดู และสัตว์โลกอื่นๆ ก็ชิมตาม ตัณหาหรือความอยากก็เกิดขึ้น  ร่างกายหยาบก็เกิดขึ้น  แล้วเกิดดูหมิ่นผิวพรรณกันขึ้น

ชี้ให้เห็นว่าตัณหาทำให้สัตว์โลกตกต่ำลงและเกิดความยึดมั่นถือมั่นคืออุปาทานขึ้น ความแตกต่างซึ่งเดิมไม่ปรากฏเพราะปราศจากรูปร่างก็เกิดขึ้น เพราะความมีผิวพรรณต่างกัน เป็นเหตุให้ยึดเอาผิวพรรณมากำหนดความสูงต่ำ เกิดทิฏฐิในวรรณะ ต่อมาร่างกายเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนเกิดเพศชาย เพศหญิงขึ้น เกิดการเสพเมถุนขึ้น สัตว์อื่นๆ ที่เห็นขว้างปาด้วยสิ่งปฏิกูลต่างๆ  ทำให้ต้องสร้างบ้านเรือนที่กำบังขึ้น

แสดงว่าครอบครัวเกิดขึ้นแล้ว และครอบครัวนั้นเป็นเครื่องหมายของความตกต่ำทางจิตใจ แม้มนุษย์จะเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดีถึงกับมีการต่อต้าน แต่คนก็สร้างที่กำบังไม่ให้เห็นการกระทำนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ

ส่วนทางด้านอาหารการกินนั้น ก็เริ่มมีผู้ที่เกียจคร้านคิดสะสมอาหารไว้เกินกว่าที่จำเป็น คนอื่นๆ จึงสะสมบ้าง และแข่งขันสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จากความเกียจคร้านก็กลายเป็นความโลภ เมื่อมีคนโลภมาก ความอัตคัตก็เกิดขึ้นแก่ส่วนรวมและเพื่อแก้ปัญหานี้จึงมีการปักปันเขตแดนกันขึ้น ทรัพย์สินส่วนตัวก็เกิดขึ้น แต่ความโลภทำให้คนบางคนลักทรัพย์ในส่วนที่เป็นเขตของผู้อื่น จึงถูกด่าว่า ทุบตีคือการลงโทษ การลงโทษจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะการมีทรัพย์สินส่วนตัว แต่การลงโทษเช่นนี้ก็ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์ หาความชอบธรรมไม่ได้ ความปรารถนาจะให้มีระเบียบการปกครองจึงเกิดขึ้น จึงได้ตกลงกัน สมมติคนผู้หนึ่งทำหน้าที่       ว่ากล่าว ติเตียนและลงโทษโดยที่คนผู้นั้นได้รับส่วนแบ่งผลผลิตจากผู้คนในความดูแลของตน จึงเกิดคำเรียกผู้ปกครองว่า มหาชนสมมติ คือเป็นผู้ที่คนทั่วไปสมมติขึ้น เรียกว่ากษัตริย์ เพราะเป็นหัวหน้าดูแลเขตหรือที่ทำกิน เรียกว่า ราชา เพราะทำให้เกิดความ สุขใจโดยการให้ความเป็นธรรม

ส่วนคนทั่วไปต้องแบ่งงานกันทำเป็นหน้าที่ๆ ในสังคมเพราะการมีครอบครัวทำให้ต้องทำมาหากินบำรุงบำเรอกายมากขึ้น

พระสูตรนี้แสดงให้เห็นความตกต่ำของมนุษย์ทั้งทางกายและศีลธรรมจากสภาพสมบูรณ์ ซึ่งปราศจากความชั่วไปสู่สภาพที่มีตัณหา ความยึดมั่นในตัวตนความโลภ เพศ และนำไปสู่สถาบันที่สำคัญ คือ ครอบครัว และทรัพย์สินส่วนตัว ทรัพย์สินส่วนตัวนั้นทำให้การทำมาหากินหรือ ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากแบบการหากินร่วมกันอย่างสงบมาเป็นการแย่งชิงและต่อสู้จนเกิดข้อพิพาทขึ้นเกี่ยวกับทรัพย์สินความคิดเรื่องครอบครัว และทรัพย์สินส่วนตัวจึงมาจากความยึดมั่นในตัวตน (อัตตา) ทำให้เกิดการพิพาท การลงโทษ และความไม่เป็นธรรม คนจึงแก้ไขข้อบกพร่องนี้โดยการตัดอัตตา วิธีหนึ่งก็คือหาความถูกต้องหรือธรรมมาเป็นหลักข้อนี้จะเป็นที่มาของสถาบันที่สำคัญอีกสถาบันหนึ่งคือกฎหมาย ซึ่งจะทำให้รัฐเป็นรัฐที่สมบูรณ์ แต่กฎหมายก็ยังไม่ปรากฏชัดเจนในตอนนี้ ยังคงต้องอาศัยความสามารถของบุคคลซึ่งส่วนรวมยอมรับคือมหาชนสมมติ  ซึ่งเป็นที่มาของสถาบันกษัตริย์หรือผู้ปกครองรัฐ กระบวนการทางการเมืองซึ่งปรากฏในตอนนี้ก็คือการมีผู้ปกครองซึ่งมาจากการเลือกตั้ง

เราจะเห็นได้ว่ารัฐตามทฤษฎีทางพุทธศาสนานี้ไม่ใช่รัฐแบบเทวสิทธิ์ซึ่งถือว่าอำนาจอันชอบธรรมในการปกครองมาจากเทวะหรือพระเจ้า แต่ผู้ปกครองมีลักษณะเป็นธรรมราชา คือผู้ทรงไว้ซึ่งธรรมะ ผู้ใช้ธรรมะในการปกครอง อำนาจการปกครองยังเป็นของประชาชนอยู่เพราะในระบบนี้ประชาชนมิได้มอบอำนาจให้แก่ผู้ปกครองอย่างสิ้นเชิงดังเช่นในปรัชญาการเมืองของ โธมัส ฮอบส์ ซึ่งถือว่าประชาชนทำสัญญากันเองแล้งยกอำนาจให้แก่ผู้ปกครองโดยที่ผู้ปกครองมิใช่คู่สัญญา ในกรณีอัคคัญญสูตรประชาชนพร้อมใจกันมอบอำนาจให้ผู้ปกครองก็จริงแต่ก็มีพันธสัญญาว่าผู้ปกครองจะต้องปกครองโดยธรรมและประชาชนจะแบ่งผลประโยชน์ให้
          เมื่อพิจารณาบทบาทของผู้ปกครองในกรณีเช่นนี้จะเห็นว่ามีบทบาทจำกัดคือแก้ไขข้อพิพาทเท่านั้น  เป็นบทบาทเพื่อรักษาสังคมให้เป็นปกติสุขมากกว่าจะมีบทบาทสร้างสรรค์  กำหนดนโยบายหรือนำสังคมไปสู่จุดหมาย ไม่มีการใช้กฎหมายเพื่อสร้างความเจริญอะไรให้มากไปกว่าสภาวะที่ดำเนินอยู่โดยปกติ  ไม่มีการจัดสรรผลประโยชน์ดังเช่นรัฐสวัสดิการหรือรัฐสังคมนิยม รัฐตามทัศนะนี้มีลักษณะค่อนไปทางเสรีนิยมซึ่งผู้ปกครองจะมีอำนาจน้อยที่สุด ผู้ปกครองมีหน้าที่ปกครองมีหน้าที่ปกป้องปัจเจกชน  มากกว่าจะสร้างสถาบันและปกครองสถาบัน เช่น การสร้าง และรักษาสาธารณสมบัติ การกำหนดระบบเศรษฐกิจและการคุ้มครองระบบเศรษฐกิจนั้น

นอกจากเรื่องสถาบัน ครอบครัวสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองดังกล่าวแล้ว
เราจะเห็นได้ว่า นอกจากมูลเหตุทางด้านศีลธรรมซึ่งต่ำลงจนในที่สุดต้องใช้กฎหมายปกครองแทน จากสภาพอิสระมาสู่การควบคุมกันด้วยกฎเกณฑ์แล้ว การที่สถาบันการเมืองไม่อาจมีอำนาจได้เนื่องจากความคิดเรื่องธรรมชาติของมนุษย์อัคคัญสูตรได้แสดงกว่ามนุษย์มิได้ด้วยลักษณะทางชีวภาพ ความแตกต่างกันเป็นความแตกต่างภายนอกซึ่งเป็นเรื่องผิวเผิน เช่นผิวพรรณ แต่เพระความตกต่ำ ทางจิตใจและศีลธรรมของมนุษย์ทำให้เกิดอุปทานในอัตตา ในทิฐิ แล้วยึดเอาสิ่งไม่สำคัญนี้มาเป็นสำคัญ ดังเช่นการถือวรรณะของพราหมณ์ การที่พระพุทธองค์ทรงแสดงอัคคัญญสูตรก็เพื่อให้เห็นว่าการเกิดขึ้นและความเปลี่ยนแปลงของมนุษย์และสังคมเป็นเรื่องธรรมชาติ อธิบายได้ด้วยเหตุผลตามธรรมชาติ มิใช่เรื่องเหนือธรรมชาติคือเป็นการกำหนดของเทพเจ้าที่พราหมณ์อธิบาย นั้นคือพระพุทธองค์ไม่ทรงให้ความสำคัญแก่วรรณะและเชื้อชาติแต่ได้ทรงชี้ว่า แม้เรื่องวรรณะก็เกิดจากการแบ่งหน้าที่กันตามความจำเป็นในสังคม การประพฤติปฏิบัติตนของบุคคล สามารถเปลี่ยนวรรณะได้ เช่น ศูทร ที่ปฏิบัติธรรมก็มีฐานะเท่าพราหมณ์ ส่วนพราหมณ์ซึ่งทำความผิดมีฐานะเป็นโจร  ไม่พึงใช้วรรณะเป็นข้อกำหนดความแตกต่างระหว่างบุคคล จึงกล่าวได้ว่าพระพุทธองค์ทรงเน้นว่าบุคคลมีความเท่าเทียมกัน
ในความเป็นคน ในโอกาสที่จะปฏิบัติธรรมและทำอาชีพต่างๆ ศาสนาก็ดี รัฐก็ดี ไม่พึงกำหนดให้บุคคลแตกต่างกัน ความแตกต่างของบุคคลที่กรรมหรือการกระทำของบุคคลนั้นๆ สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมจากรัฐ สิทธิที่จะไม่ถูกละเมิดในด้านร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินพึงมีเสมอกัน มิใช่แตกต่างกันตามวรรณะ ดังที่พราหมณ์ยึดถือบุคคลเกิดมาต่ำแต่ทำตนให้อยู่ในฐานะสูงขึ้นได้ เกิดมาสูงแล้วทำตัวให้ต่ำลงก็ได้ จึงต้องตัดสินจากการกระทำของบุคคลเสมอกัน มิใช่เปลี่ยนแลงมาตรฐานไปตามฐานะของบุคคล

             กล่าวโดยสรุป.  รัฐจึงเป็นสิ่งที่กำเนิดขึ้นมาเพื่อควบคุมสถานการณ์ความเลวร้ายในสังคม ความเลวร้ายเหล่านี้เป็นตัวบีบคั้นสังคมให้แสวงหาวิธีที่จะนำมาใช้แก้ปัญหา ผู้ปกครองรัฐ คือทางเลือกที่สมาชิกของสังคมเห็นร่วมกันให้เป็นผู้ที่มีความชอบธรรมในการใช้อำนาจรัฐ เพื่อสกัดกั้นกิเลสอันมีอย่างไม่จำกัดของมนุษย์ แต่รัฐสามารถทำได้เพียงควบคุมหรือสกัดกั้นกิเลสบางส่วนของมนุษย์เท่านั้น พอที่จะทำให้มนุษย์อยู่รวมกันในสังคมได้อย่างสงบสุขเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำให้กิเลสหมดไปจากมนุษย์ได้ จุดมุ่งหมายของรัฐเพียงเพื่อขจัดความเลวร้ายในสังคม และปกป้องคนดีให้อยู่กันอย่างสงบสุข หรืออาจจะกล่าวได้ว่ารัฐเป็นเพียงเครื่องมือที่จะทำให้มนุษย์พัฒนาตนเองให้บรรลุถึงเป้าหมายที่สูงสุดของชีวิตได้



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วิจัยในชั้นเรียน



ความเห็น (3)

ขอขอบคุณท่านอาจารย์ขจิต ฝอยทอง เป็นอย่างมาก ที่ติดตามบทความทางวิชาการ โอกาสข้างหน้ากระผมคิดว่าท่านอาจารย์คงจะอนุเคราะห์ให้คำแนะนำ ข้อบกพร่องต่าง ๆ กระผมเสียดายไม่ได้เข้าร่วมอบรมเรื่อง การสร้างบล็อก gotoknow ที่ มจร. วังน้อย ที่ท่านอาจารย์เป็นวิทยากรอบรม แต่ว่าคณาจารย์ที่ไปเข้าร่วมอบรมก็นำความรู้เกี่ยวกับการสร้างบล็อกมาถ่ายทอด คือท่านพระครูโสภณปริยัติสุธี,ผศ. และท่าน ผศ. จักรแก้ว นามเมือง ขอบคุณท่านอาจารย์อีกครั้ง

nulek
IP: xxx.53.36.174
เขียนเมื่อ 

ขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ขอบุญกุศลที่ท่านได้เผยแพร่ความรู้แก่อื่น โปรดคุ้มครองท่านให้มีแต่ความสุข สงบ ค่ะ

Mr. Rubel
IP: xxx.207.103.26
เขียนเมื่อ 

1. จงอธิบายกำเนิกและวิวัฒนาการแห่งรัฐในอัคคัญสูตร มีลักษณะการวิวัฒนาการอย่างไร ?