การดำเนินงานของเครือข่ายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานในชุมชน จังหวัดลำพูน
แรงงานนอกระบบคือใคร
แรงงานนอกระบบ( Informal Workers) คือ ผู้ใช้แรงงานที่ทำงานโดยไม่มีสัญญาการจ้างงานที่เป็นทางการ หรือไม่มีนายจ้างตามความหมายของกฎหมายแรงงาน ไม่ได้ทำงานอยู่ในสถานประกอบการของนายจ้าง ไม่มีค่าจ้างหรือค่าตอบแทนที่แน่นอน หรือเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือเป็นผู้ที่ทำงานชั่วคราว แรงงานอกระบบจึงเป็นแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในกรอบความคุ้มครองของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายประกันสังคม ทำให้ไม่มีหลักประกันความมั่นคงใดๆ ในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานที่มั่นคง ค่าตอบแทนแรงงานที่เป็นธรรม สุขภาพความปลอดภัยในการทำงาน และความมั่นคงในการดำรงชีวิตเมื่อเข้าสู่วัยชรา
ลักษณะอาชีพที่เป็นตัวอย่างของแรงงานนอกระบบ เช่น ผู้รับงานไปทำที่บ้าน ผู้รับเหมาช่วงงานอุตสาหกรรมไปทำที่บ้าน (Industrial Outworkers) คนงานที่ทำงานไม่ประจำ ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างชั่วคราวตามฤดูกาล และลูกจ้างที่ทำงานไม่เต็มเวลา (Part-time workers) ลูกจ้างในโรงงานห้องแถว (Sweatshop) และคนงานที่ทำกิจการของตนเอง (Own Account Workers) อยู่ที่บ้านและโรงงานที่ไม่มีการตรวจสอบจดทะเบียน
แรงงานนอกระบบสามารถแบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มใหญ่ ๆ คือ
๑.แรงงานนอกระบบภาคการผลิต
เป็นแรงงานนอกระบบกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง คือแรงงานที่ทำการผลิตสินค้า หรือทำงานอยู่ที่บ้านของตนเอง ปัจจุบันผู้ทำการผลิตที่บ้านกระจายตัวอยู่ทั่วไปในชุมชนชนบทที่รายได้จากเกษตรกรรมไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพของครอบครัว แรงงานนอกระบบกลุ่มผู้ทำการผลิตที่บ้านประกอบด้วย
๑.๑ ผู้รับงานไปทำที่บ้าน (Sub Contracted Workers) เกิดจากการจ้างงานที่นายจ้างในภาคอุตสาหกรรมพยายามลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระบบเศรษฐกิจการค้าเสรี ด้วยการอาศัยช่องว่างการคุ้มครองของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานปี ๒๕๔๑ จ้างแรงงานให้ทำการผลิตในบางขั้นตอน หรือทุกขั้นตอน การประกอบชิ้นส่วน ตลอดจนการบรรจุหีบห่อ อยู่ภายนอกสถานประกอบการด้วยค่าจ้างแรงงานราคาถูก งานที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านกำลังทำอยู่นั้นมีมากมายหลายประเภท ทั้งการเย็บเสื้อผ้า ผลิตเครื่องหนัง ทำรองเท้า ดอกไม้พลาสติก เจียระไนพลอย และอื่นๆ
๑.๒ ผู้ผลิตเพื่อขาย (Self Employed) คือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ผลิตสินค้าขึ้นจากภูมิปัญญาทักษะความสามารถของตนเอง นำไปจำหน่าย ที่เรารู้จักกันดีในฐานะผู้ผลิตสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) หรือวิสาหกิจชุมชน บางครั้งผู้ผลิตเพื่อขายก็อาจจะรับคำสั่งซื้อ (order) มาจากผู้ประกอบธุรกิจการขาย หรือธุรกิจการผลิตที่มีขนาดใหญ่กว่า ผู้ผลิตเพื่อขายมีทั้งที่เป็นปัจเจกบุคคล และที่เป็นกลุ่ม ซึ่งในหลายกรณีพบว่าในบุคคลคนเดียวกัน กลุ่มอาชีพกลุ่มเดียวกัน มีการเปลี่ยนแปลงสถานภาพไปมาระหว่างผู้รับงานไปทำที่บ้านกับผู้ผลิตเพื่อขาย คือเมื่อไม่มีงานส่งมาจากโรงงาน หรือผู้ว่าจ้างก็จะผลิตไว้เพื่อขาย
๒.แรงงานนอกระบบภาคบริการ
เช่นลูกจ้าง และพนักงานบริการตามร้านอาหาร หาบเร่และแผงลอย คนเก็บขยะ คนรับซื้อของเก่า หมอนวดแผนโบราณ คนขับรถมอร์เตอร์ไซด์รับจ้างและรถแท๊กซี่สาธารณะ คนทำงานบ้าน เป็นต้น
๓.แรงงานนอกระบบภาคเกษตร
หมายถึงลูกจ้างภาคเกษตร และเกษตรกรพันธะสัญญา เป็นต้น
ปัญหาของแรงงานนอกระบบ
๑.ไม่เป็นที่รับรู้ของสังคม (invisible) เนื่องจากสังคมไทยขาดระบบข้อมูลของแรงงานนอกระบบ ทำให้แรงงานเหล่านี้เข้าข่าย “ไม่มีตัวตน” ส่งผลให้แรงงานเหล่านี้มีเงื่อนไขการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม มีรายได้ไม่แน่นอน ขาดการคุ้มครองทั้งทางด้านแรงงานและหลักประกันทางสังคม ต้องเผชิญความเสี่ยงในทางเศรษฐกิจและสังคมที่รุนแรงและบ่อยครั้งกว่าแรงงานในระบบ ในขณะที่มีความสามารถในการจัดการความเสี่ยงน้อยที่สุด
๒.ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายคุ้มครองแรงงาน เนื่องจากกฎหมายสำคัญๆ ด้านแรงงานคือ คือ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พศ. ๒๕๔๑ พ.ร.บ.เงินทดแทน พศ. ๒๕๓๗ พ.ร.บ.ประกันสังคม พศ. ๒๕๓๓ พ.ร.บ.ความปลอดภัยในสถานประกอบการ พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ และกฎหมายฉบับอื่นๆ ที่มีอยู่ล้วนแต่ครอบคลุมเฉพาะแรงงานในระบบ ดังนั้น แรงงานนอกระบบจึงไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายเหล่านี้ แม้ในปี ๒๕๔๗ กระทรวงแรงงานจะได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานในงานรับไปทำที่บ้าน แต่ก็ยังไม่ได้ให้ความคุ้มครองในหลักการที่สำคัญอีกหลายประการ โดยเฉพาะค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สาระสำคัญที่กฎกระทรวงให้การคุ้มครองก็คือเรื่องสุขภาพความปลอดภัย แต่ก็ยังคงมีปัญหาในเรื่องกลไก มาตรการการปฏิบัติ และการบังคับใช้กฎหมายอยู่มาก
๓.ค่าตอบแทนไม่เป็นธรรมและรายได้ไม่แน่นอน แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ไม่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำ และมีรายได้ไม่แน่นอน แม้จะทำงานในลักษณะและมีคุณค่าเดียวกันกับที่ผลิตอยู่ในโรงงานก็ตาม เนื่องเพราะแรงงานเหล่านี้ไม่ได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พศ. ๒๕๔๑ และขาดการรวมกลุ่มเพื่อต่อรองค่าแรงของตน
๔.งานไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ ขึ้นอยู่กับภาวะการขาย การตลาดของสินค้า หรือสถานการณ์ของสังคม ทำให้ไม่มีความมั่นคงในการทำงาน ไม่สามารถวางแผนการผลิตและแผนการทำงานได้
๕.เข้าไม่ถึงประกันสังคม เนื่องจาก พ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับปัจจุบันยกเว้นการคุ้มครองแรงงานนอกระบบ ทำให้ผู้ทำการผลิตขาดหลักประกันที่จำเป็นในการดำรงชีวิตที่ผู้ใช้แรงงานในระบบได้รับ ไม่ว่าจะเป็น กรณี การเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน
แม้ว่า จะมีนโยบายการขยายประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบ โดยการขยายการบังคับใช้มาตรา ๔๐พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.๒๕๓๓ และได้มีการขับเคลื่อนผลักดันเพื่อให้รัฐขยายสิทธิการคุ้มครองแรงงานนอกระบบโดยใช้หลักการร่วมจ่ายระหว่างรัฐและแรงงานนอกระบบ จน ณ ปัจจุบันข้อเสนอและการผลักดันดังกล่าวมีความก้าวหน้าเพียงการขยายสิทธิประโยชน์จาก ๓ กรณีได้แก่ ตาย ทุพพลภาพ และคลอดบุตร ขยายเป็น ๕ กรณีโดยเพิ่มสิทธิประโยชน์ กรณีเจ็บป่วย ได้รับเงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย กรณีชราภาพได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ จ่ายครั้งเดียว
๖.เข้าไม่ถึงทรัพยากรและการสนับสนุนจากรัฐ จึงเป็นเหตุให้ขาดโอกาสในการพัฒนาทักษะฝีมือ การใช้กองทุนหมุนเวียน รวมทั้งการได้รับบริการด้านสาธารณสุขที่เหมาะสม
แม้ว่าในปัจจุบันกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะมีการจัดสวัสดิการในรูปแบบกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่แหล่งทุนมาจากการสมทบของ ๓ ฝ่าย คือ จากชุมชน รัฐส่วนกลาง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้องค์กรการเงินเป็นตัวเชื่อมโยงสวัสดิการและบูรณาการกองทุนเข้าด้วยกัน ผ่านการนำเครื่องมือเรื่องการจัดทำแผนชุมชน เชื่อมโยงเรื่องสวัสดิการเข้ากับแผนท้องถิ่น ก็ถือว่ายังเข้าไม่ถึงกลุ่มแรงงาน นอกระบบ เพราะขาดข้อมูลข่าวสารและตระหนักถึงความสำคัญในระบบดังกล่าว รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวนมากไม่ได้รับรู้หรือเข้าใจเรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชน เพราะยังเห็นผลไม่ชัดเจน หรือมีสมาชิกที่เข้าร่วมจำนวนไม่มากนักทำให้กองทุนยังมีขนาดเล็กและไม่สามารถจัดสวัสดิการได้ครอบคลุมประชาชนในตำบลได้ทุกคน และการดำเนินงานยังอยู่ในขั้นของการพัฒนาระบบสวัสดิการพื้นฐานที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม แต่ในมิติสวัสดิการที่เหมาะสมกับแรงงานนอกระบบ ยังไปไม่ถึงเนื่องจากเงื่อนไขปัจจัยทั้งทางด้านองค์ความรู้ เงินทุน และความสามารถในการจัดการของท้องถิ่นและของกลุ่มอาชีพหรือแรงงานนอกระบบเอง
๗.ไม่มีองค์กร ไม่มีตัวแทน ไม่มีอำนาจต่อรอง ลักษณะการทำงานของแรงงานนอกระบบ มักจะกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปจึงขาดการรวมกลุ่ม หรือแม้จะมีการรวมกลุ่มก็เป็นกลุ่มขนาดเล็ก ประกอบกับการไม่เข้าใจในเรื่องสิทธิของตนเองในฐานะแรงงาน จึงไม่มีอำนาจในการต่อรองทั้งกับนายจ้าง หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
๘.มีปัญหาสุขภาพและสภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน รวมทั้งมีความเสี่ยงจากสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ปลอดภัย จึงทำให้ แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับปัญหาด้านสุขภาพ และความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในการทำงาน
ถึงแม้ว่าแรงงานนอกระบบจะได้รับสวัสดิการด้านหลักประกันสุขภาพจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่ระบบบริการไม่ได้มีระบบการบริหารจัดการที่รองรับการการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการทำงาน ทั้งๆ ที่กลุ่มเป้าหมายของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติส่วนใหญ่คือกลุ่มประชากรวัยแรงงาน ทั้งในส่วนของการรักษาที่อยู่ในระบบ Universal coverage ระบบการส่งเสริมป้องกัน (Prevention & Promotion) และการให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาดังกล่าวยังอยู่ในระดับท้ายๆ เนื่องจากระบบข้อมูลโรคที่เกิดจากการทำงานไม่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน การจัดบริการสุขภาพในหน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจน ที่ส่งผลต่อการพัฒนาระบบและบุคคลากรเพื่อการให้เกิดการจัดบริการทั้งในรูปแบบของเชิงรุกและเชิงรับ
ประเด็น: แรงงานนอกระบบเกี่ยวข้องหรือเป็นอำนาจหน้าที่ของ อปท.อย่างไร?
พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
พ.ศ. ๒๕๔๒ หมวด ๒
การกำหนดอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ
----------------
มาตรา ๑๖ ให้เทศบาล เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนตำบลมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเองดังนี้
(๖) การส่งเสริม การฝึก และประกอบอาชีพ
(๙) การจัดการศึกษา(ศูนย์การเรียนรู้)
(๑๐) การสังคมสงเคราะห์และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก สตรี คนชรา และผู้ด้อยโอกาส
(๑๕) การส่งเสริมประชาธิปไตย ความเสมอภาค และสิทธิเสรีภาพของประชาชน
(๑๙) การสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล
ดังนั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงมีหน้าที่อันเกี่ยวด้วยการส่งเสริมการประกอบอาชีพของแรงงานในชุมชน ทั้งการเพิ่มพูนรายได้ การพัฒนาให้กลุ่มแรงงานในชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างเสมอภาคเท่าเทียม การจัดให้มีระบบการบริการด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับวิถีชุมชน ตลอดจนการจัดให้มีศูนย์หรือแหล่งเรียนรู้อาชีพของประชาชนในท้องถิ่นอีกด้วย ซึ่งอาจกระทำโดยฐานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองโดยตรงหรือการระดมทรัพยากรจากภายนอกโดยการรับการประสานความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายอื่นๆที่เกี่วข้อง เช่น จากกองทุนหลักประกันสุขภาพตำบล เป็นต้น
ประเด็น: เครือข่าย อปท.ภาคีที่ดำเนินการไปแล้วในช่วง ๑ ปี ที่ผ่านมาได้ผลลัพธ์อย่างไรบ้าง ?
กระบวนการทำงานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานนอกระบบ ภายใต้วิธีคิดของศูนย์ฯ เน้นผลลัพธ์จากกระบวนการ คือ
๑. ประเด็นสัมมาชีพ คือการมีแหล่งรายได้ที่แน่นอน ไม่ต้องรอนแรมจากบ้านไปทำมาหากินต่างถิ่น รวมตลอดถึงการสร้างคุณค่าของงาน เพื่อเพิ่มมูลค่า การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดจากการผลิดแบบดั้งเดิม ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้สูญเสียซึ่งวิถีชีวิตของชุมชน
ประเด็นสัมมาชีพของเทศบาลตำบลเหมืองง่า
๑)ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มมูลค่าของสินค้า
๒)ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มช่องทางตลาดได้
ประเด็นสัมมาชีพของเทศบาลตำบลประตูป่า
๑)ทำอย่างไรจึงจะลดรายจ่าย และเพิ่มรายได้
ประเด็นสัมมาชีพของเทศบาลตำบลทากาศเหนือ
๑) ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มมูลค่าของสินค้าได้
๒) ทำอย่างไรจึงจะระบายสินค้าตงค้างเก่าในโกดังได้
ประเด็นสัมมาชีพของเทศบาลตำบลทาสบเส้า
๑)ทำอย่างไรจะให้ป่าเป็นแหล่งสร้างรายได้และเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชน
๒. ประเด็นอาชีวอนามัย คือ การทำงานอย่างปลอดภัยไร้ความเสี่ยง
ประเด็นอาชีวอนามัย ของเทศบาลตำบลริงปิง
๑) ทำอย่างไรแรงงานจะสามารถใช้สารเคมีได้อย่างปลอดภัย
๒) ทำอย่างไรแรงงานจะสามารถลดการใช้สารเคมีได้อย่างไร
ประเด็นอาชีวอนามัย ของเทศบาลตำบลต้นธง
๑) ทำอย่างไรแรงงานจะสามารถใช้สารเคมีได้อย่างปลอดภัย
๒) ทำอย่างไรแรงงานจะสามารถลดการใช้สารเคมีได้อย่างไร
ประเด็นอาชีวอนามัย ของเทศบาลตำบลมะเขือแจ้
๑) จะสามารถจัดระบบการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีได้อย่างไร
ประเด็นอาชีวอนามัย ของเทศบาลเมืองลำพูน
๑) จะสามารถจัดระบบการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธีได้อย่างไร
ประเด็นอาชีวอนามัย ของเทศบาลตำบลบ้านกลาง
๑) สถานประกอบการที่สามารถจัดการกับปัญหาความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน
๓. ประเด็นสวัสดิการ
ประเด็นสวัสดิการของเทศบาลตำบลบ้านธิ
๑)ทำอย่างไรจึงจะจัดการห่วงโซ่การผลิต ในตลาดพันธะสัญญาได้อย่างสมดุล
๔. ประเด็นการจัดการความรู้ เกิดคลังสมองท้องถิ่นขึ้นในชุมชน
เป็นกระบวนการแบบหนึ่งที่จะช่วยให้ภาคีทั้ง ๑๐ แห่ง ได้เข้าใจถึงขั้นตอนที่ทำให้เกิดกระบวนการจัดการความรู้ หรือพัฒนาการของความรู้ที่จะเกิดขึ้นภายในองค์กร ประกอบด้วย ๗ ขั้นตอน ดังนี้
๑.) การบ่งชี้ความรู้ – เช่นพิจารณาว่า เป้าหมาย คืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องรู้อะไร , ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง, อยู่ในรูปแบบใด, อยู่ที่ใคร
๒.) การสร้างและแสวงหาความรู้ – เช่นการสร้างความรู้ใหม่, แสวงหาความรู้จากภายนอก, รักษาความรู้เก่า, กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว
๓.) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ - เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ อย่างเป็นระบบในอนาคต
๔.) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ – เช่นปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน, ใช้ภาษาเดียวกัน, ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์
๕.) การเข้าถึงความรู้ – เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้นั้นเข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น การสร้างศูนย์การเรียนรู้ด้านอาชีพในชุมชน
๖.) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ – ทำได้หลายวิธีการ อาจจัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงานข้ามพื้นที่, กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม, ชุมชนแห่งการเรียนรู้, ระบบพี่เลี้ยง, การสับเปลี่ยนงาน, การยืมตัว, เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น
การเรียนรู้ –ทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จาก สร้างองค์ความรู้>นำความรู้ไปใช้>เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง