วันนี้ได้เรียนรู้หลายประเด็นครับ ที่สำคัญในประเด็นทางด้านสังคมเกษตรกรนั้น หลาย ๆ ครั้งก็เหมือนกัน คือ ยังต้องการภาครัฐเป็นส่วนเชื่อมอยู่ ได้สอบถามหลาย ๆ กลุ่มทั้งที่เข้มแข็งแล้วที่ว่าไม่น่าจะต้องให้เราร่วมก็ได้แต่เขาก็ต้องการอยู่ดี เขาบอกว่ามันอบอุ่นมากกว่าที่จะดำเนินการโดยโดดเดี่ยว

         9 ส.ค.49  ภาคบ่าย ได้รับโทรศัพท์ทวงนัด  การเข้าร่วมประชุมการบริหารจัดการกลุ่ม "ข้าวครบวงจรบ้านไสใหญ่"  หลังจากเดินออกจากอาคาร อบต.ช้างซ้าย ว่าตกลงผมจะมาร่วมหรือเปล่า ก็ตอบไปว่าใกล้ถึงแบบอยู่ใกล้ ๆ เอง

          ผมถึงศาลาประชุมบ้านไสใหญ่ หมู่ 12 ต.ช้างซ้าย  ก็เห็นคณะกรรมการ "กลุ่มส่งเสริมการเกษตรบ้านไสใหญ่" (กลุ่มแม่) กำลังให้บริการกับสมาชิก  เรื่องรับเงินหุ้นรายเดือน รับฝากเงิน รับเงินต้น+ดอกเบี้ยเงินกู้  ปล่อยเงินกู้  (ซึ่งวันนี้เป็นวันทำการของกลุ่มแม่)  เมื่อผมได้รับการประสานให้ช่วยมาประชุม  ผมก็เลยพยายามให้ตรงกับวันทำการของกลุ่มแม่  เพื่อดูบรรยายกาศพร้อม ๆ กันไปด้วย ที่ไปที่มาของกลุ่มแม่  มีประวัติครับคงค่อยเล่าทีหลัง (ทราบว่าวันนี้มีเงินรับเข้า 2 แสนบาทเศษ)

          ส่วนเป้าหมายกิจกรรมที่ผมมาร่วมก็คือ  มี"โครงการข้าวครบวงจร" ซึ่งคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายโดยคณะกรรรมการบริหารศูนย์บริการ ฯ คือ "กลุ่มส่งเสริมการเกษตรบ้านไสใหญ่" ในการดำเนินการ  แต่ในช่วงที่ส่งปัจัยการผลิต  ผมไปราชการกรมส่งเสริมการเกษตร (งานสัมมนานานาชาติลุ่มแม่น้ำโขง) แต่ก็โทรศัพท์พูดคุยกับประธานกลุ่ม ฯ  โดยผมขอให้ท่านประธานกระตุ้นให้เกิดกลุ่มกิจกรรมย่อย(ข้าว) เพื่อสะดวกในการบริหาร  และมีเงื่อนไขว่าต้องยืมปัจจัยการผลิต  ซึ่งเท่านี้ประธานกลุ่มท่านก็เข้าใจเจตนาของผม 

           ผมกลับมาจากกรมส่งเสริมการเกษตร  ก็ได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า  ทุกอย่างเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว  คือ

  • กรรมการบริหารกลุ่มย่อย 
  •  สมาชิกกลุ่ม
  • การประชุมคณะกรรมการ
  • กฎระเบียบ   
               

       รอการประชุมสมาชิก  ซึ่งต้องการให้ผมอยู่เป็นที่ปรึกษา และช่วยชี้แจง

       ในการครั้งนี้ผมลองเปลี่ยนการประชุม ที่เป็นการที่ผมยืนพูดซึ่งผมทำอยู่บ่อยและรู้สึกถึงความเคยชิน เพราะถ้านั่งแล้วจะพูดไม่ค่อยออก  และเกษตรกรจะฟังผมพูดคนเดียว  ซึ่งเขาก็จัดประชุมไว้แบบเดิมตามที่ผมเคยปฏิบัติ  ในครั้งนี้เปลี่ยนมาเป็นนั่งล้อมเป็นวง  
        ผมได้รับบันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการจาก คุณปรีชา  อุ้ยสั้ว  เลขานุการ มาอ่านมติของคณะกรรมการในเรื่องการบริหารจัดการปัจจัยการผลิตที่ได้รับ  ผมพยามดึงเข้าการประชุมโดยไม่ให้ประธาน(นายประมวล ศรีนรัตน์) รู้ตัวเพราะบอกไว้แต่ต้นว่าให้เปิดประชุม(เพื่อฝึกผู้นำ)  แต่ดูพี่แกก็เขิน ๆ อยู่  ก็ไม่กล้าคะยั้นคะยอมากนักเดี๋ยววันหลังจะไม่มาประชุม  ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นการตั้งคำถามแทน  เพื่อให้เล่าความเป็นมาของการตั้งคณะกรรมการบริหาร  ได้ปัจจัยอะไรมาบ้าง  คณะกรรมการมีใครบ้างให้แนะนำ  ซึ่งก็ทำได้ดีครับเป็นธรรมชาติดี

         ผมส่งรายงานการประชุมให้เลขา ฯ  และถามประธานไปว่า กรรมการได้ประชุมและมีมติอะไร  ให้คณะกรรมการเล่าให้สมาชิกทราบ และบอกว่าอย่าลืมให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นด้วย  ซึ่งประธานบอกว่าเลขา ฯ ถือมติอยู่แล้วก็ให้แจ้งให้สมาชิกทราบ 

        การประชุมในวันนี้ผ่านไปด้วยดีและเป็นกันเองทุกคนกล้าพูดคุย  ผมไม่ต้องพูดอะไรมากนักเพียงกระตุ้นเป็นระยะ ๆ  และคอยจับประเด็นเพื่อช่วยสรุปให้ในตอนท้าย  ซึ่งการบริหารของกลุ่มเพื่อต้องการให้ปัจจัยการผลิตที่ได้รับจากทางราชการ  กลายเป็นกองทุนหมุนเวียนเพื่อจะได้จัดหาปัจจัยอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อไป  โดยครั้งนี้ขอให้สมาชิกแลกเปลี่ยนกันเป็นเงินสด  เมื่อได้เงินก้อนหนึ่งแล้ว  จะจัดหา /ผลิต"สารชีวินทรีย์ "  และ "ปุ๋ยอินทรีย์ "เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี
         วันนี้ได้เรียนรู้หลายประเด็นครับ  ที่สำคัญในประเด็นทางด้านสังคมเกษตรกรนั้น  หลาย ๆ ครั้งก็เหมือนกัน คือ ยังต้องการภาครัฐเป็นส่วนเชื่อมอยู่  ได้สอบถามหลาย ๆ กลุ่มทั้งที่เข้มแข็งแล้ว  ที่ว่าไม่น่าจะต้องให้เราร่วมก็ได้แต่เขาก็ต้องการอยู่ดี  เขาบอกว่ามันอบอุ่นมากกว่าที่จะดำเนินการโดยโดดเดี่ยว