นิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับวันที่ ๗ พ.ค. ๕๔ ตีพิมพ์บทความเรื่อง The surge  in land deals : When others are grabbing your land  ให้ข้อมูลว่ามีกระแสโลก ที่เงินจากประเทศร่ำรวย เข้าไปซื้อ (หรือเช่าระยะยาว) ที่ดินผีนใหญ่มากในประเทศยากจน สำหรับใช้ทำการเกษตรผลิต อาหารหรือผลิตพลังงาน  และในกระบวนการนี้ จะมีการหว่านล้อมชักจูงด้วยการเสนอผลประโยชน์ เพื่อให้คนท้องถิ่นยอมรับ   หลังจากนั้นก็ไม่สนใจข้อตกลงหรือสัญญา ทำให้คนท้องถิ่นสูญเสีย ประโยชน์ ทำให้ชีวิตยิ่งยากลำบากมากขึ้นจากอภิมหาโครงการนั้น 
          บทความบอกว่า ผู้อำนวยการของ เอฟ เอ โอ กล่าวว่า นี่คือการยึดครองเป็นเมืองขึ้นรูปแบบใหม่ 
          ผลการวิจัยโดย NGO ชื่อ International Land Coalition ระบุว่าขณะนี้มีการเจรจาซื้อหรือเช่าที่ดินในประเทศต่างๆ (ส่วนใหญ่ในอัฟริกา) รวมพื้นที่ ๘๐ ล้าน เฮ็กแตร์   ตัวเลขนี้ของธนาคารโลกเมื่อปีที่แล้วคือ ๕๗ ล้าน   และตัวเลขของ International Food Policy Research Institute สำหรับปี ค.ศ. 2009 คือ 15 – 20 ล้าน เฮ็กแตร์   จะเห็นว่าใน ๓ ปีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ   เขาบอกว่าพื้นที่ ๘๐ ล้าน เฮ็กแตร์ นั้น มากกว่าพื่นที่เพาะปลูกของประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และอิตาลีรวมกัน
 
          อ่านบทความนี้แล้ว ผมเกิดความคิดเรื่องโจทย์วิจัย   ว่าประเทศไทยน่าจะทำวิจัยว่า ในประเทศไทยมีการกว้านซื้อที่ดินจากเกษตรกรหรือเจ้าของเดิมของที่ดินในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง   ใครเป็นผู้ซื้อ คนไทยหรือต่างชาติ หรือ nominee   และมีการซื้อขายมากในภาคใด   ผู้ซื้อมีเป้าหมายเอาไปทำอะไร   กิจกรรมนี้จะมีผลระยะยาวต่อประเทศไทยอย่างไร
          ผมขอชักชวนเกษตรกรว่า อย่าขายที่ดินเป็นอันขาด   ในอนาคตที่ดินจะมีคุณค่าและมูลค่ามากกว่าในปัจจุบันอย่างมากมาย  
วิจารณ์ พานิช
๑๒ พ.ค. ๕๔
เจนีวา