ผมมักเอาชนะแฟนด้วยความคิดและเหตุผล หลังจากถกเถียงเอาชนะด้วยคำพูดแล้ว สิ่งที่ตามมามักเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีของเธอ บางครั้งก็ไม่พูด ไม่มองหน้าผมไปเป็นวัน ไม่เรียกให้กินข้าว ไม่เปิดประตูให้ ฯลฯ
จะมีประโยชน์อะไรหากผมสามารถถกเถียงเอาชนะใครสักคนทางความคิด แต่ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน
ผมพบว่าความคิดและเหตุผลต่างๆ ที่สมองผมสร้างขึ้นนั้นมันไม่ใช่ของจริง คนเราเมื่อเวลาผ่านไป ความคิดเปลี่ยนได้ ความคิดเป็นสิ่งที่เราปรุงแต่งขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวของเรา อารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะที่กำลังสนทนากันนั่นต่างหากที่เป็นของจริง แม้ความคิดจะบอกเราว่าไม่ควรจะเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น เช่น คนที่เรารักจากไปก็เป็นธรรมดาของโลก แต่ความรู้สึกหดหู่ที่อยู่ในใจก็ไม่หายไปในทันที น้ำตามันก็ยังอดไหลไม่ได้
ผมจึงเริ่มเรียนรู้ที่จะลดอิทธิพลของความคิดตนเองที่มักเกิดขึ้นแล้วครอบงำตัวผมเอง ที่ร้ายกว่านั้นคือมักอดไม่ได้ที่จะแผ่ออกไปครอบงำ บังคับ ควบคุมคนรอบข้างโดยไม่รู้ตัว พร้อมกันนั้นก็พยายามฝึกฝนตนเองให้รู้จักฟังให้ได้ยินเสียงของ “ความรู้สึก” ในใจของตนและของคนอื่นด้วย
ฟังอย่างไรให้ได้ยินเสียงความรู้สึก?
มนุษย์ไม่สามารถสื่อความรู้สึกทุกอย่างผ่านภาษาที่เป็นคำพูด เพราะภาษาพูดหรือภาษาเขียนมีข้อจำกัด เราฝ่าข้อจำกัดนั้นด้วยการใช้การอุปมาอุปมัยเข้าช่วย แต่ก็มักช่วยได้แค่ในระดับของการสื่อสารเรื่องราว การสื่อความรู้สึกยังมักต้องใช้ภาษากายช่วย
มีงานวิจัยที่ชี้ว่าคนเราสื่อสารกันด้วยภาษากายมากกว่าภาษาที่เป็นคำพูด แม้ขณะพูดเราก็ใช้ภาษากายควบคู่ไปด้วย เช่น สีหน้า ท่าทาง แววตา น้ำเสียง บางครั้งการนิ่งเงียบก็เป็นการสื่อความหมายอย่างหนึ่ง เราจะเข้าใจความหมายและความรู้สึกที่คู่สนทนาต้องการสื่อได้มากขึ้นหากเราฟังทั้งคำพูดและทุกอย่างที่สื่อออกมาโดยไม่ใช้คำพูด
แบบฝึกหัด
ฝึกฟังคนใกล้ชิดให้ได้ยินทั้งความหมายและความรู้สึกของเขาขณะสื่อสารกับเรา ขณะฝึกก็บอกคนใกล้ชิดและขอความช่วยเหลือจากเขา
ผมบอกแฟนและลูกว่ากำลังฝึกฟังความรู้สึกของคนอื่น กรุณาช่วยผมด้วย บางครั้งที่ผมไม่แน่ใจ ผมอาจถามเขาว่าที่ผมได้ยินนั้นถูกต้องหรือไม่ เช่น “เธอกำลังรู้สึก... ใช่ไหม?” ผมพบว่าการทำเช่นนั้นนอกจากจะได้ฝึกฝนตนเองแล้ว ยังได้ความสัมพันธ์ที่ดีกับคนใกล้ชิดด้วย
คำถาม
ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับคำกล่าวที่ว่า “อย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล” เหตุใดจึงเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย?
สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๓๐ พ.ค.๒๕๕๔
สวัสดีค่ะ
สวัสดีตอนเช้าครับคุณคิม นพวรรณ
ทั้งอารมณ์และเหตุผลล้วนถูกปรุงแต่งขึ้น เปลี่ยนแปรไป ไม่จริงแท้แน่นอน แต่ที่อารมณ์ดูเป็นจริงมากกว่า น่าจะเป็นเพราะเรามีอิทธิพลบังคับมัน ได้น้อยกว่าการควบคุมหรือปรับเปลี่ยนความคิดมังคะ คำว่า “อย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล” จึงเป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำได้ยากยิ่ง เช่นที่พี่บอกว่า คนที่เรารักจากไปก็เป็นธรรมดาของโลก แต่ความรู้สึกหดหู่ที่อยู่ในใจก็ไม่หายไปในทันที น้ำตามันก็ยังอดไหลไม่ได้ ส่วนประเด็นฟังให้ทะลุถึงความรู้สึกของผู้ที่เราสื่อสารด้วยนั้น เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ และเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องฝึกฝนจริงๆ การฟังแบบอัตโนมัติโดยทั่วไปนั้น ไม่มีทางเข้าถึงได้ หรือถึงรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้น ก็จะมีเสียง approve/disapprove จากความคิดเราอยู่ดี นอกจากนี้ เรายังสามารถพัฒนาการฟังของเรา ให้ทะลุอารมณ์ความรู้สึกของผู้พูดไปจนได้ยินถึง commitment บางอย่างที่อยู่เบื้องหลังได้ เช่น สามีนอนหลับหน้าจอทีวีจนดึกดื่นเป็นประจำ ภรรยาก็บ่นว่าด้วยความหงุดหงิด สามีอาจได้ยินแค่ว่าเธอจู้จี้ ขี้บ่น หรือได้ยินและเข้าใจ ถึงความหงุดหงิด โกรธ หรือ น้อยใจ และยอมรับอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้นของเธอได้ และถ้าฟังให้ดีก็อาจรับรู้ได้ถึงความรัก ความห่วงใย ที่ภรรยามีให้ก็ได้ ว่าเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำบ่นว่าเหล่านั้น เมื่อบรรลุถึงจุดนี้ พิณเคยได้ยินน้องคนหนึ่งใช้คำว่า เธอนั่งฟังแม่บ่นๆๆๆๆ แต่รู้สึกราวกับเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะที่สุดในโลก
เห็นด้วยกับ.....การใช้เหตุผลมากกว่าการใช้อารมณ์ที่วูบไหว
แต่ถ้าหากเป็นเรื่องที่อ่อนไหว...ใช้อารมณ์เหนือเหตุผลก็...ไม่ผิดค่ะ
ขอบคุณพิณ ที่อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นผู้หนึ่งที่เข้าใจมนุษย์ลึกซึ้งมาก
ขอบคุณครับคุณ Oraphan (ความเคลื่อนไหวล่าสุด) สำหรับความเห็น
อ่านแล้วเกิดคำถามใหม่ ว่านอกจากอารมณ์ที่วูบวาบแล้ว ความคิดคนเราก็วูบวาบด้วยหรือเปล่า
ผมจะเอาคำถามที่ตั้งเองนี้ไปคิดดูด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณสำหรับข้อคิดดีๆ นะคะ
แต่ก่อนจะเห็นด้วยกับคำที่ว่า "อย่าเอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล" และจะสนใจคำพูดแต่ละคำที่คู่สนทนาพูดออกมาบวกกับการกระทำที่ไม่สอดคล้องกัน เราวิเคราะห์ตามความคิดของเราทำให้ความสัมพันธ์ไม่ดีต่อคู่สนทนา ในช่วงแรกลองหัดฟังแบบตั้งใจโดยไม่ใช้ความคิดไปตัดสินหรือท้วงติงก็ยังรู้สึกว่ายาก เหมือนไม่มีสมาธิ หรือรับรู้ความหมายที่คู่สนทนาต้องการถ่ายทอด ไม่เคยคิดมาก่อนว่าการฟังมันจะยากขนาดนี้ อารมณ์เอาไว้ได้แต่อย่าใช้มากเกินไปบวกกับเหตุผลที่ต้องมี แต่ถ้าเอาแต่เหตุผลโดยไม่ใส่ใจกับอารมณ์มันก็ดูแห้งแล้งยังไงอยู่ จะพยายามฝึกฟังและพยายามพูดขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ชิดบ้างค่ะ