ผมเพิ่งคิดออกว่าทั้งสองสิ่งนี้ คือ เรื่องเดียวกัน

ในประเพณีพื้นบ้านไทย มีวิธีปฏิบัติกันจนกลายเป็นคำกลอน โดยเฉพาะคำผญาของอีสาน ที่ว่า

"ลูกสาวหล่า ให้นาตืนบ้าน"

เพราะลูกสาวคนเล็กมักเป็นคนที่เลี้ยงพ่อแม่ยามแก่เฒ่า

จึงให้กำลังใจเป็นพิเศษ โดยยกนาตีนบ้านให้ครอบครอง

เพราะเป็นนาที่อุดมสมบูรณ์กว่าเพื่อน แทบไม่ต้องปรับปรุงดินก็ได้ผลผลิตดี

เพราะ "นาตีนบ้าน" ได้อานิสงค์จากน้ำที่ไหลออกมาจากหมู่บ้าน ที่มีสาระสำคัญ ก็คือ "ขยะอินทรีย์"

ยิ่งหมู่บ้านใหญ่เท่าไหร่ก็มีขยะมากเท่านั้น

ซึ่งรวมถึง

  • ขยะจากครัวเรือน สิ่งขับถ่าย (โดยเฉพาะสมัยก่อนยังไม่มีการใช้ส้วม)
  • มูลสัตว์
  • ว้สดุอินทรีย์ต่างๆ

ที่ไหลปนกับน้ำฝนลงมาในนา

และนาตืนบ้านยังได้รับน้ำจากพื้นที่ดอนของหมู่บ้าน ที่ส่วนใหญ่แล้วจะมากพอในการทำนา

เมื่อผมมาทบทวนเรื่องนี้ จึงทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ผมทำกับนาของผมก็อยู่ในหลักการคล้ายๆกัน คือ

  • ขนขยะอินทรีย์ใส่นาทุกวัน
  • เศษอาหาร เศษพืชต่างๆก็นำไปใส่นา

ต่างตรงที่จำนวนขยะที่ผมใส่นั้นไม่มากถึงกับไปเทียบเท่ากับ "หมู่บ้าน"

แต่ด้วยความถี่ที่ผมทำอาจจะพอเทียบเคียงได้บ้าง

จึงทำให้ผมไม่จำเป็นต้องพึ่งปุ๋ยเคมี หรือการปรับปรุงดินโดยวิธีอื่นๆเพิ่มเติม

แต่ผมก็มีแนวต้นไม้ล้อมนา ที่คล้ายกับ "นาป่า" หรือ "นาตืนป่า" ในอดีต

ผมจึงถือว่า นาของผมมีทั้ง "นาตีนบ้าน" และ "นาป่า" หรือ "นาตืนป่า" อยู่ในนาเดียวกัน

ที่เป็นการปรับองค์ความรู้จากภูมิปัญญาพื้นบ้านมาใช้

ผมก็เพิ่งนึกออกเหมือนกัน ทั้งๆที่ทำแบบ "ใต้จิตสำนึก" มาตั้งนาน

ถึงบางอ้อวันนี้เอง

อุตส่าห์หลงว่าเป็นความคิดของตัวเองมาตั้งนาน น่าอายจริงๆ

ขอประทานอภัยย้อนหลังด้วยครับ

ขอบคุณครับสำหรับท่านที่ไม่ถือสา

ผมเพิ่งคิดออกว่าทั้งสองสิ่งนี้ คือ เรื่องเดียวกัน