บ้านหลังเรียน นวัตกรรมใหม่ในการส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาเด็กและเยาวชน

ข่าวจาก http://www.thaipost.net/x-cite/190511/38810 

ช่วงนี้ผมได้อ่านข่าวเกี่ยวกับ"บ้านหลังเรียน"ซึ่งเป็นเวทีส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ความสามารถสำหรับเด็กและเยาวชน ว่ามีผู้สนับสนุนส่งเสริมอย่างจริงจังแล้ว เลยนำมาเสนอและเผยแพร่ครับ

ข่าว : มข. จับมือ ปปส. MOU 4 ข้อหลักสกัดยาเสพติด  นำร่องโครงการบ้านหลังเรียน 19 ชุมชนเน้นหนัก

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ปปส.) มหาวิทยาลัยขอนแก่น ลงนามทำข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ในการดำเนินงาน 4 ข้อ เพื่อการแก้ปัญหายาเสพติด มีสาระความร่วมมือโดยกระบวนการทางวิชาการเพื่อ การเพิ่มพูนองค์ความรู้ทางวิชาการป้องกันยาเสพติด การบริการวิชาการและถ่ายทอดเทคโนโลยี การเป็นเครือข่ายบริการวิชาการและชุมชนด้านการป้องกันยาเสพติด และเพื่อร่วมมือในกิจกรรมด้านอื่นๆที่เห็นสมควรสอดคล้องต่อพันธกิจของทั้งสองหน่วยงาน

ความร่วมมือดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา 2 ปี กับอีก 1 เดือน คือตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค.2554 ถึง 18 มิ.ย.2556 ที่ทั้งสองหน่วยงานมีความคาดหวังว่าจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามเป้าหมาย ครั้งนี้ได้เปิดตัวโครงการนำร่อง ที่ศูนย์บริการวิชาการ มข.ร่วมมือกับ สนง.ปปส.ภาค 4 คือ โครงการบ้านหลังเรียน กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาเยาวชนไทย ที่ค่อนข้างหวังผลเข้มข้นเพราะมีระยะเวลาดำเนินการแค่ 5 เดือนในพื้นที่เน้นหนักหรือในกลุ่มพื้นที่เสี่ยงของพื้นที่ ปปส.ภาค 4

รศ.ดร.อำนวย คำตื้อ ผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวถึงการลงนามความร่วมมือกับ ปปส. และโครงการ "บ้านหลังเรียน" ว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มีเด็กยกพวกตีกันจนกลายเป็นแฟชั่น เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตนจึงเห็นว่าน่าจะมีออกทางออกสำหรับเยาวชน ให้แสดงออกในทางที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีการหลั่งฮอร์โมน ที่สร้างกำลัง ดังนั้นเราต้องส่งเสริมได้ออกกำลัง จึงร่วมกับการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอพระยืนจัดกิจกรรมให้เด็กๆ ได้ทำร่วมกันด้วยความสมัครใจ โดยถามถึงความต้องการของเด็กๆ ว่าอยากทำกิจกรรมประเภทไหน ซึ่งส่วนใหญ่ต้องการเรียนเทควันโด จึงได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้จัดหาครูสอนเทควันโดให้กับเยาวชนเหล่านั้น ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมาก และปัจจุบันการยกพวกตีกันของเยาวชนเหล่านั้นลดลง เพราะเด็กได้ออกกำลังกายในทางที่ถูกที่ควร

เมื่อโครงการดังกล่าวประสบผลสำเร็จตนจึงเห็นว่า น่าจะขยายผลให้มากขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันเด็กไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ให้เป็นเยาวชนที่สังคมต้องการ มีคุณภาพ จึงร่วมมือกับ ปปส.ภาค 4 จัดทำโครงการ บ้านหลังเรียนขึ้นมา และจะประสานไปยังมหาวิทยาลัยในพื้นที่ภาค 4 ในจำนวน 10 จังหวัด โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฎที่ร่วมมือกันด้านวิชาการและสังคมหลายโครงการ ซึ่งจะได้ร่วมมือกันในโครงการบ้านหลังเรียนตามพื้นที่เป้าหมายเน้นหนักของปปส.กันต่อไป เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการนำร่องเป็นต้นแบบในการสร้างเยาวชนให้มีคุณภาพและป้องกันไม่ให้ยาเสพติดระบาดเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าเยาวชนต้นแบบชุมชนละ 25 คน รวมทั้งหมด 475 คน ในพื้นที่เน้นหนัก 19 ชุมชน ใน 10 จังหวัดดูแลของ ปปส.ภาค 4

สำหรับผลที่คาดว่าจะได้รับ คือ 1.เป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามกิจกรรมที่ตนเองเข้าร่วมได้อย่างมี คุณภาพและประสิทธิภาพ 2.เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และปฏิบัติจริงในชมรมบ้านหลังเรียน ได้รับความรู้และเกิดทักษะ จนสามารถนำไปพัฒนาตนเอง 3.เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้กระบวนการรวมกลุ่มแบบเพื่อนเรียนรู้และกล้า แสดงออกแบบสร้างสรรค์ และเป็นคนดีมีความสามารถและเป็นคนเก่ง 4.ชมรมบ้านหลังเรียนสามารถเป็นที่รวมกลุ่มของเยาวชนทำกิจกรรมต่อเนื่องตลอด ปี แม้โครงการบ้านหลังเรียนจะสิ้นสุดโครงการลง และ 5.เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การขับเคลื่อนงานบ้านหลังเรียนในพื้นที่

นายสุขุม โอภาสนิพัทธ์ รองเลขาธิการ ปปส. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นสถาบันแบบอย่างมีศูนย์บริการวิชาการ มีบุคลากรที่มีความชำนาญ เป็นศูนย์กลางเชื่อมเครือข่ายสถาบันการศึกษาหรือด้านวิชาการทั่วประเทศและภาคอีสานที่จะสามารถขอความร่วมมือกับสถาบันวิชาการอื่นๆเช่นราชภัฎ ที่มีเกือบทุกจังหวัด เป็นตัวช่วย เครื่องไม้เครื่องมือที่เพียบพร้อมเช่นนี้จะทำให้บรรลุเป้าหมายบ้านหลังเรียน

หลังจากสิ้นโครงการนี้น่าจะได้เยาวชนเข้าร่วมเป็นเครือข่ายประมาณ 1 พันคน เด็กกลุ่มเสี่ยงหรือเด็กไม่มีที่ไปหลังเรียนในพื้นที่อำเภอสุ่มเสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดยาเสพติดอย่างรุนแรง ก็จะมีกิจกรรม มีการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช้เวลาไปในสิ่งที่ไม่ควร ซึ่งบ้านหลังเรียนจะพยายามเข้าไปให้พื้นที่ให้สถานที่ จัดสิ่งที่เด็กต้องการให้ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมศิลปะ เกษตร กีฬาคอมพิวเตอร์ หรืออีกมากมายที่ศูนย์บริการิชาการจะสามารถช่วยได้ ที่ตรงกับความต้องการของเด็กมากกว่าที่จะไปยัดเยียด ซึ่งน่าจะประสบความสำเร็จมากกว่า และจะสามารถสร้างเครือข่ายเยาวชนได้มากขึ้น เพราะจะเกิดจากความต้องการทำงานเป็นกลุ่ม ก่อให้เกิดความสามัคคี และถ้าโปรเจคของเยาวชนกลุ่มใดดีก็สนับสนุนสานต่อไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป

การแก้ปัญหายาเสพติดต้องอาศัยกลยุทธ์หลากหลายมากขึ้น ปัจจุบันการระบาดแพร่กระจายไปทั่ว ขณะที่เยาวชนคือกลุ่มเสี่ยง ซึ่งยังไม่ใช่กลุ่มที่ติดยาเสพติด แต่ถ้าหากว่าเราปล่อยปละละเลยกลุ่มเสี่ยงก็จะเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องมั่วสุม กิจกรรมบ้านหลังเรียนจะเบี่ยงเบนความสนใจลดดีมานยาเชื่อว่าปริมาณยาก็จะน้อยลง

จิติมา แสวงดี