หลังจากผมทำเกษตรอินทรีย์ด้วยตัวเอง แบบพยายามไม่ให้ใครช่วย นอกเหนือจากระบบธรรมชาติ เพราะต้องการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เมื่อทำมาหลายปีได้ทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นๆ โดยลำดับ ว่า
การทำเกษตรอินทรีย์นั้น มีสาระสำคัญ คือ
- ต้องเน้นระบบสำรองของธรรมชาติ และ
- การหมุนเวียนธาตุอาหารเป็นหลัก
- และความเข้มแข็ง รักษาตัวและพัฒนาตัวเองได้
- ที่เป็นระบบที่บรรพบุรุษของเราได้ใช้พึ่งพาอาศัยมาเป็นเวลายาวนานเป็นพันๆปี
- ต่างจากระบบเกษตรเคมีที่เน้นการใช้ประโยชน์เฉพาะหน้าวันต่อวันเพียงอย่างเดียว
เพราะ คนขายสารเคมีต้องการขายได้มาก และขายได้ตลอดไป
ระบบสำรองจากต้นไม้ล้อมนาในระบบเกษตรอินทรีย์
การพัฒนาระบบสำรองอาจทำ
- โดยธรรมชาติ ให้ธรรมชาติฟื้นตัว สะสมพลังสำรองได้เอง จากระบบพืชเจริญขึ้นมาแบบธรรมชาติตามลำดับ
- หรือมีการสนับสนุนจากการจัดการทรัพยากรที่มีโดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปลูกต้นไม้เสริม ที่จะมีทั้งต้นไม้ ใบไม้ร่วงมากขึ้นๆ ตามลำดับ จนมีพลังสำรองมากพอที่จะทำให้เกิดระบบการผลิตได้แบบไม่ต้องพึ่งการกระตุ้นโดยปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีใดๆ
ระบบการสำรองที่เราพัฒนาช่วยก็สามารถเพิ่มขีดความสามารถได้โดยลำดับ ตั้งแต่
- สำรองรายฤดู โดยการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ที่เตรียมมาอย่างดีแล้ว
- สำรองรายปี โดยการใช้วัสดุอินทรีย์ต่างๆที่มี ปล่อยให้มีการสลายตัวไปเรื่อยๆ จนพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของดิน แบบตามธรรมชาติ
- สำรองแบบหลายปี โดยการปลูกต้นไม้ขนาดต่างๆ ชนิดต่างๆอย่างหลากหลายและโดยลำดับ
ชุดความรู้เหล่านี้มีมากมายในกลุ่มเกษตรกรเกษตรอินทรีย์ ทั่วประเทศไทย
ไม่ต้องทำวิจัยใหม่ให้เปลืองทรัพยากร อย่างมากก็ไปถอดบทเรียนมาขยายผล หรือปรับอีกเล็กน้อย ก็มีความรู้แบบพอใช้ เหลือแฟือ
ที่ทำวิจัยกันในปัจจุบัน มักทำแบบตามหน้าที่ หวังลาภ ยศ สรรเสริญในสังคมพวกหมู่เดียวกัน หรือหวังตำแหน่ง โดยไม่ค่อยหวังผลประโยชน์ในผลการทำงานวิจัยโดยตรง
น่าเสียดายงบประมาณจริงๆ
แต่พอจะมาทำงานแบบถอดบทเรียนกลับไม่ได้รับการสนับสนุน
น่าสงสารประเทศไทยจริงๆ
ติดตามอ่านมาตลอด ได้แนวคิดไปประยุกต์ใช้ ในเเปลงนาได้คลอบคลุมมากๆ ครับ
ตอนนี้กำลัง หาต้นทองหลางกินใบมาปลูก ริมคลองทิ้งน้ำ ในเเปลงนา ครับ
ขอบคุณครับ