เลือกที่จะเกิดมาเพียบพร้อม ร่ำรวยไม่ได้ แต่เลือกที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดได้ เมื่อโอกาสนั้นมาถึงได้

หลังจากเด็กน้อยแห่งยอดดอยอินท์สู่สาวน้อย ต้องออกไปโบยบินสู่โลกกว้าง มันช่างเป็นเวลาที่ช่างน่าตื่นเต้นเสียจริงๆ แต่ในใจลึกจริงๆก็หวั่นอยู่ไม่น้อยเชียว

เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาอยู่กับพ่อแม่ตลอด เมื่อถึงเวลาที่ต้องจัดเก็บสิ่งของเพื่อย้ายไปเรียนต่อที่ใหม่ จินตนาการของสาวน้อยช่างสวยงามเหลือเกิน ที่นั่นคล้ายสวิสเซอร์แลนด์และมีความเจริญที่สาวน้อยได้ฝันถึงตลอด

แต่สิ่งแรกที่น่าแปลกใจเลยคือ สาวน้อยและเพื่อนๆ ต้องเอาจอบกับมีดไปด้วยค่ะ

เมื่อถึงเวลาออกเดินทางจากทางแยกหน้าหมู่บ้าน ซ้ายมือไปทางจอมทอง ขวามือไปทางแม่แจ่ม และแล้วรถก็ได้เลี้ยวขวาขึ้นไปทางยอดดอยอินทนนท์ เพื่อไปทางแม่แจ่ม ...เอ๋ วิมานฝันของสาวน้อยเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้วิมานฝันของสาวน้อยสลายไปในทันที แต่ยังมีความหวังอยู่

รถยังแล่นขึ้นดอยไปเรื่อยๆ แยกซ้ายไปทางแม่แจ่ม บรรยากาศแถวนั้นช่างหนาวเย็นยะเยือกเหมือนกำลังจะบอกอะไรสาวน้อย รถผ่านโค้งแล้วโค้งเล่าและลงจากดอยๆเรื่อยๆ จากป่าดิบชื้น เข้าสู้ป่าตึงเริ่มเห็นวิวทิวทัศน์ของอำเภอ แม่แจ่ม มองไปรอบตัวๆ มันก็คล้ายสวิสฯ น่ะ แต่ ภูเขาจะล้นๆ และจะมีการปลูกพืชเต็มไปหมด ดูไปก็สวยไปอีกแบบ

ในระหว่างที่ชมทิวทัศน์นั้น พ่อก็บอกว่า "นั่นไงลูก เราเห็นโรงเรียนใหม่ของลูกไกลๆจากตรงนี้" ซึ่งสาวน้อยเห็นเป็นเพียงแค่หลังคาแดงไม่กี่หลังเท่านั้นเอง

และแล้วก็มาถึงโรงเรียน และวิมานของสาวน้อยล่ะ? มันจริงแค่ครึ่งเดียว คือ คล้ายสวิสฯ แต่ความเจริญล่ะ? มันแทบไม่มีอะไรเลยน่ะ และสาวน้อยต้องอยู่ในนี้ ตลอดเวลาเลยน่ะ ณ ขณะนั้นสาวน้อยไม่อยากอยู่แล้ว อยากกลับไปกับพ่อที่มาส่ง

แต่พ่อบอกว่าลูกต้องอยู่ ลูกต้องอดทน เพื่อการศึกษาและชีวิตที่ดีในอนาคตน่ะลูก โรงเรียนดีๆ พ่อไม่มีเงินจะส่งลูกหรอก

เป็นคำพูดที่เป็นความจริง ประกอบกับสาวน้อยก็อยากเรียนต่อ เราต้องอยู่ เพื่ออนาคตของเราเอง กับความหวังของทุกคนในครอบครัว และพี่สาวก็เสียสละโอกาสอันมีค่านี้ให้กับเรา เราจะทำลายมันไปหรือ ?

นั่นน่ะซิ ทำไมสาวน้อยไม่อยากอยู่นี่ ก็เพราะสภาพโรงเรียนี้เกือบร้อยละ 80 ยังเป็นดินแดง มีอาคารไม่กี่หลัง มิหนำซ้ำยังมีรั้วกั้นอีกๆ ฟังดูคล้ายสถานที่ ที่ใดที่หนึ่งน่ะแถมยังอยู่ในป่าตึง ห่างจากหมู่บ้านชาวบ้านอีก 3 กิโลเมตร

ในที่สุดรถที่มาส่งก็ขับลับตาไปในหุบเขา สาวน้อยและเพื่อนๆเริ่มร้องให้ คิดถึงบ้าน คิดถึงทุกคนในครอบครัว แต่มาถึงจุดนี้แล้วจะถอยกลับก็คงไม่ได้

ชีวิตความเป็นอยู่ในโรงเรียนหรอ? อย่างแรกตู้ลอกเกอร์ 1 ตู้มี 4 ชั้น แบ่งกันอยู่ 2 คน ที่นอนมัธยมได้นอนเตียง ประถมจะได้นอนบนพื้น โดยมีฟูกบางๆแจกให้ หอหนึ่งประมาณ 160 คน แต่มีประมาณ50 เตียง(สองชั้น) คิดดูเองล่ะกัน จะแออัดขณะไหน ห้องน้ำยามวิกาล มี 2 ห้อง แต่อีกห้องหนึ่งมักเสียเสมอ ฉะนั้นอย่าได้แปลกใจถ้าตื่นขึ้นมาแล้วจะได้กลิ่นแปลกๆ โชยมา

ทุกวันต้องตื่นตีห้าเพื่อออกกำลังกาย จากนั้นกลับไปทำเวร ต่อด้วยเวลาที่ทุกคนรอคอย คือ กินข้าวเช้า เวลากินข้าวนี้จะมีความโกลาหลเล็กน้อยเสมอ ทั้งเสียงถาด ช้อนส้อม เสียงจองคิว เสียงแย่งที่กันก็มี

แต่ก่อนที่จะไป แถวต้องเป็นระเบียบและครบทุกคน เพราะอาหารที่ได้กินนั้น เป็นเงินบริจาคและเงินภาษีจากประชาชนที่บริจาคให้กับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ก่อนกินข้าวต้องท่องเพื่อรำลึกถึงความยากลำบากของการได้มาซึ่งอาหารมื้อๆหนึ่ง

เสาร์-อาทิตย์ค่อยยังชั่ว เพราะไม่ได้ตื่นตีห้า เพื่ออกกำลังกาย แต่ตื่นหกโมงเพื่อทำเวรตามปกติ

วันเสาร์พัฒนาโรงเรียน วันอาทิตย์พัฒนาหอ ตั้งแต่แปดโมงเช้า ถึงสิบโมงเช้า(และนี่คือเหตุผลที่ได้เอาจอบกับมีดมาจากที่บ้าน) ของส่วนตัวทุกอย่างต้องเขียนชื่อติด เพื่อกันหาย  บางครั้งเขียนแล้วยังหาย หายแม้กระทั่งของใช้ส่วนตัวลับๆ(ไม่ได้โม้)

รู้ไหมอะไรคือสิ่งที่สาวน้อยและเพื่อนรอคอยเสมอนอกจากเวลากินข้าวคืออะไร?

1. เวลาที่จะได้กลับบ้านในช่วงเทศกาลต่างๆ เพราะเด็กๆจะถือเอาโอกาสนี้กลับไปเอาอาหารจากบ้านมา บ้านใครมีน้ำพริกลำๆ บ้านใครมีแตงกวาใหญ่ๆ หรืออาหารอะไรก็ได้ที่โอชะสำหัรบเด็กราชประชาอย่างเรา

ก็จะเอามาแบ่งกันกินตอนกลับมาจากบ้าน กินกันจนพุงกางไปเลย

2. เวลาที่ท่านขวัญแก้ว วัชรโรทัย จะมาเยี่ยม ท่านเป็นประธานเลขามูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ท่านมาปีละ 2 ครั้ง เหมือนเป็นตัวแทนนายหลวงค่ะ ท่านจะมากับคณะ มาแจกเสื้อผ้า ชุดนักเรียน ผ้าห่มนุ่มๆ ทุกอย่างใหม่หมด บางครั้งก็มีหมอฟันจากมหิดลมาทำฟันให้กับพวกเราด้วยค่ะ

ส่วนเรื่องการเรียน เนื่องจากอาคารสถานที่ยังไม่พร้อมในช่วงปีแรกๆ(สาวน้อยเข้ามาตอนเขาเปิดโรงเรียนได้แค่ 2 ปี ซึ่งเป็นรุ่นบุกเบิกค่ะ)

นักเรียนบางส่วนต้องเรียนใต้ถุนหอ ใต้ถุนโรงอาหาร ปีแรกๆหนักน่าดู เวลาฝนตก

แต่ทุกวันนี้พวกเราก็ได้พัฒนาโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนน่าอยู่ในที่สุด

6 ปี ผ่านไปเร็วเหลือเกิน เราต้องจากที่นี้ไปแล้วหรอ เรายังไม่อยากไปจากที่นี่? คำถามที่ผุดขึ้นในหัวตรงกันข้ามกับคำถามที่ได้ก้าวเข้ามาครั้งแรก

ความคิดที่ว่าโรงเรียนดีๆซึ่งไม่ใช่โรงเรียนนี้ได้เลือนหายไปตั้งนานแล้ว โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 แห่งนี้เปรียบเหมือนบ้านหลังที่สองที่สาวน้อยได้เข้ามาอยู่

ได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรมากมายทั้งความรู้ทางวิชาการและทางโลก และกลายเป็นโรงเรียนที่ดีที่สุดสำหรับสาวน้อยไปเรียบร้อย 

ถึงแม้ว่าคุณภาพทางวิชาการอาจจะไม่เท่าเทียมที่อื่น แต่คุณภาพคนที่ออกมาในด้านอื่นๆ พวกเราไม่แพ้ที่ไหนแน่นอนค่ะ  และสาวน้อยคนนี้ก็ยังคิดถึงและรักที่นั่นเสมอ

ขอบคุณที่ติดตามค่ะ