เรื่องที่จะเล่าผ่านตัวหนังสือในวันนี้  เป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนตัวที่ซึ้งจากความรักระหว่างกัน  วันนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรก  ที่นักเรียนมาโรงเรียนพร้อมกันทุกคน  นักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ ขึ้นไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓  จำฉันได้ทุกคน  แม้ว่าชั้นประถมศึกษาฉันจะไม่ได้สอน  แต่เราได้ร่วมกิจกรรมกันตลอดมา และฉันรู้จักเด็กทุกคนที่อยู่ในโรงเรียนนี้เกือบ ๓๐๐  คน  ทั้งชื่อเล่นและชื่อจริง

 

         ตอนเช้านักเรียนยังวุ่น ๆ อยู่กับการเข้าห้องเรียนวันแรก  แต่ก็ได้พบกับนักเรียนบางคนที่ผ่านไปมาบริเวณอาคารห้องประชุม  เพราะฉันช่วยทำงานของโรงเรียนอยู่ที่ห้องนั้น  ทักทาย ถามทุกข์สุขกัน  พบว่านักเรียนทุกคนมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านรูปร่างอย่างชัดเจน

 

        "พี่คิมคะ  นักเรียนชั้นมอหนึ่ง  ยังจัดให้พี่คิมเข้าสอนภาษาอังกฤษอยู่นะคะ"  ครูประจำชั้นเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการจัดตารางเรียน    "หรือว่า..นักเรียนเข้าใจว่าพี่คิมกลับมาสอนพวกเขาแล้วมั้งคะ

 

        เวลาผ่านไปในตอนบ่าย  สังเกตว่าดูเหมือนจะมีหนุ่มกลุ่มหนึ่งเดินมายืนหยุดอยู่ที่หน้าห้อง  และโผล่หน้ามาสวัสดีทักทายกัน ๓ คน  และทักทายคุณครูท่านอื่นอยู่   หนุ่มคนที่ ๔ ผู้มาทีหลังเดินผ่านเข้ามาอีกด้านหนึ่ง  มานั่งพับเพียบและก้มกราบฉัน  และอีก ๓ คนก็ตามมากราบเช่นกัน  หนุ่มกลุ่มนี้เป็นนักเรียนที่ฉันสอนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓  ไปเมื่อปีการศึกษา ๒๕๕๒  ปัจจุบันเป็นนักเรียนระดับชั้น ปวช.วิทยาลัยการอาชีพนครไทย  คุณครูท่านหนึ่งได้บันทึกภาพเอาไว้    

  

          เบ้นซ์คือ หนุ่มคนแรกที่เดินมากราบ    ทำให้คุณครูหลายท่านมีความรู้สึกดีและพูดชื่นชมว่า "สอนมาร้อยคนพันคน ได้เห็นแบบนี้เพียง ๑ คนก็พอใจ ดีใจ และสุขใจมากล้น "

 

 

            ก่อนเลิกเรียนเล็กน้อย  ฉันกำลังสนใจกับงานบางอย่าง  ได้ยินเสียงคุณครูท่านหนึ่งเรียกนักเรียนที่ฉันคุ้นเคยเป็นพิเศษว่า "ป๋องแป๋ง  มานี่เร็ว  มาดูซิใครอยู่ในนี้  รักนาน ๆ ใช่ไหมป๋องแป๋ง"  ฉันมองไปตามเสียง  เห็นป๋องแป๋งยืนที่ประตูและเดินเข้ามาหาฉัน   "เราสวมกอดกันด้วยความรู้สึกคิดถึงที่เป็นพิเศษ  และป๋องแป๋งมีน้ำตาคลอเบ้าเล็กน้อย"  แม้ว่าไม่มีการทักทายถามไถ่มากมาย  แต่เราสามารถสื่อความหมายต่อกันด้วยความซาบซึ้ง 

 

            ปีนี้ป๋องแป๋งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓  แล้ว  ก่อนเราจากกันวันที่ฉันลานักเรียน "ป๋องแป๋งได้กอดฉัน และบอกกับฉันว่ารักมาก รักนาน ๆ"  ซึ่งคุณครูทั้งโรงเรียนจำได้ดี  ต่างลงความเห็นว่าป๋องแป๋งเป็นเด็กน่ารัก  กล้าแสดงออก  กล้าบอกรัก 

 

            ป๋องแป๋งเดินจากไปแล้ว  แต่บรรยากาศในห้องทำงานยังคงเงียบและนิ่งเหมือนถูกมนต์สะกด  เพราะทุกคนอยู่ในอารมณ์ "ซึ้ง" ร่วมกัน  เมื่อได้สติแต่ละคนก็วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับป๋องแป๋งอย่างเป็นสุข  โดยเฉพาะตอนที่ "ป๋องแป๋งหอมแก้มฉันก่อนจากไป" เสียงของพวกคุณครูก็ร้องขึ้นว่า "ว๊ายหอมแก้มด้วย ป๋องแป๋งน่ารักจัง"

 

           การปฏิบัติของฉันกับลูกศิษย์  ไม่ได้เลือกปฏิบัติหรือเลือกรักคนใดคนหนึ่ง มีความรักให้นักเรียนเสมอภาคกันทุกคน  แต่ในความเป็นพิเศษขึ้นน่าจะขึ้นอยู่กับความรู้สึกที่นอกเหนือออกไป  อาจจะหมายถึงความรักความผูกพัน  ความรู้สึกถูกใจที่อธิบายไม่ได้เกินกว่าคำว่า "ซึ้ง"  การแสดงออกเช่นนี้ถือเป็นวัฒนธรรมในการแสดงความรักที่เคยปฏิบัติต่อกันสม่ำเสมอ 

 

         การที่ป๋องแป๋งรู้จักแสดงความรักหรือเป็นเด็กผู้มีอารมณ์โรแมนติคเช่นนี้  ไม่ได้หมายความว่าป๋องแป๋งเป็นเด็กที่ขาดความรัก ความอบอุ่น  ตรงข้ามป๋องแป๋งมาจากครอบครัวที่สมบูรณ์  เป็นลูกชายคนเล็ก พ่อแม่มีจิตใจดี  อารมณ์ดีกันทุกคน  จึงเป็นส่วนที่ทำให้ป๋องแป๋งเป็นเด็กน่ารัก  และแสดงออกได้เช่นนี้

 

 

Large_ns2952 
Large_ns2950 
Large_ns2948