วันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี ๒๕๕๔
และเนื่องในโอกาสครบ ๒๖ ศตวรรษแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า
เรื่อง "พุทธธรรมกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ"
(Buddhist Virtues in Socio-Economic Development)"
วันที่ ๑๒-๑๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๔
ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ต.ลำไทร อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ
งานประชุมพระพุทธศาสนานานาชาติวันวิสาขบูชาโลก ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๔ หรือ VESAK DAY 2011 ปีนี้ดิฉันได้มีโอกาสร่วมงาน วันวิสาขบูชาโลกจากอานิสงส์จากการได้รับตีพิมพ์บทความวิชาการในกลุ่ม ๔ “พุทธปัญญาเพื่อสังคมแห่งการตื่นรู้” เรื่อง “พระพุทธศาสนากับการฟื้นฟู และเยียวยาภาวะซึมเศร้าของสตรีในโลกปัจจุบัน” หากท่านใดสนใจบทความวิชาการทางพระพุทธศาสนาภาคภาษาไทยสามารถเข้าไปศึกษาหรือ Download บทความได้จาก Website นี้ http://www.icundv.com/vesak2011/th/articles04.php ค่ะ
ภาพรวมของกิจกรรมนับตั้งแต่วันแรกของการร่วมงานได้เห็นบรรยากาศของการมีผู้นำชาวพุทธ จากประเทศต่างๆทั่วโลก ที่มาร่วมงานแสดงให้เห็นถึงความเจริญงอกงามของพระพุทธศาสนาที่ขจรขจายไปทั่วโลก ส่วนวันที่สองดิฉันมีโอกาสเป็นพิธีกรห้องเสวนาภาคภาษาไทย ในกลุ่มที่ ๔ “พุทธปัญญาเพื่อสังคมแห่งการตื่นรู้” นับว่าเป็นเกียรติอย่างมากค่ะ ที่ได้รับเชิญจากทาง มจร. รู้สึกมีความสุขกับการทำงานและมาร่วมงานมากค่ะ อย่างนี้มั้งคะที่เขาเรียกว่า “อิ่มบุญ”
วันที่ดิฉันรู้สึกประทับใจที่สุดในการร่วมงานครั้งนี้คงเป็นวันสุดท้ายซึ่งจัดงานที่ UN บรรยากาศรอบๆงานเจริญตาด้วยภาพวาดจากคณะพุทธศิลปกรรมที่นำภาพสวยๆจากฝีมือของศิลปิน และพระนักศึกษา ที่มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่ นำมาจัดแสดงให้แขกที่มาร่วมงานได้มาชื่นชม ส่วนบรรยากาศในห้องประชุมนั้น มีการแปลภาษา ๕ ภาษา ทำให้รู้สึกถึงบรรยากาศความเป็น International รอบๆตัวเป็นอย่างยิ่ง ช่วงเวลาของความประทับใจเกิดขึ้นเมื่อ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ปาฐกถาพิเศษ ในงานเรื่อง "พุทธธรรมกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ตามรอยพระยุคลบาท" (Buddhist Virtues in Socio-Economic Development as Exemplified by His Majesty King of Thailand) ซึ่งพูดถึงในหลวงของเราให้ชาวพุทธทั่วโลกได้รู้ถึงพระปรีชาสามารถ และคุณค่าที่ในหลวงทรงฝากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไว้ให้กับชาวโลก ดิฉันขอถอดคำพูดของ ดร.สุเมธ บางส่วนเพื่อนำความประทับใจมาสู่ทุกท่านชาว Gotoknow ค่ะ
ดร.สุเมธ กล่าวถึงความเป็นพุทธมามกะของในหลวงตั้งแต่ครั้งที่พระองค์ทรงผนวช ซึ่งการตัดสินใจผนวชครั้งนั้น ทำให้สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน และสมเด็จย่ายิ้มได้และยิ้มมาตลอดอย่างปลื้มปิติถึงกับตรัสออกมาว่า “กุศลนั้นมีจริง”
ดร.สุเมธ พิจารณาในช่วง ๑๐ ปี พระองค์ตั้งอยู่ในธรรมตลอด ๒ ประการ คือ ประการแรกตลอดช่วงเวลาการทำงานพระองค์ทรงใช้ธรรมในการทำงาน ประการที่สอง ความสำเร็จในการทำงานของพระองค์ในการทำงานทุกครั้งเกิดจากการใช้หลักธรรมในการแก้ไขปัญหา ย้อนกลับไปตั้งแต่พระปฐมบรมราชโองการ ที่พระองค์ตรัสว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยทำเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” พระองค์ทรงใช้คำว่าครองแผ่นดินไม่ใช่ปกครองแผ่นดิน สะท้อนให้เห็นถึงมิติทางจิตวิญญาณ ความเมตตา หรือความรักที่มีให้แก่ประชาชนของพระองค์
ดร.สุเมธกล่าวว่า “มนุษย์พยายามแสวงหาประโยชน์รอบๆตัว บริโภคแผ่นดินจนเกิดปัญหา เนื่องจากทุกคนมีกิเลส ปัญหา คือ กิเลสไม่ได้บอกให้เราหยุดพอ แต่สอนให้กระหายไม่เคยพอ” ปัจจุบันอากาศมีมลพิษจากการพัฒนาแบบไม่หยุดยั้งเพื่อตอบสนองให้ได้มาซึ่งความร่ำรวย กอบโกยผลประโยชน์เข้าหาตน ยิ่งประเทศที่เจริญมากยิ่งบริโภคมาก มากกว่ากลุ่มประเทศยากจนถึง ๕ เท่า ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างมากมาย ในขณะที่บรรยายอยู่นี้อาจเป็นไปได้ว่ามุมให้มุมหนึ่งในโลกนี้อาจกำลังเกิดพิบัติภัยทางธรรมชาติก็เป็นได้ สาเหตุหนึ่งคือ “มนุษย์ไม่ได้ใช้ปัญญาการแก้ไขปัญหา” ยกตัวอย่างประเทศไทยที่เป็นบทเรียนอย่างดีในการที่อยากมีความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ จนทำให้เกิดวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ในช่วง Economic Growth จากที่เคยเป็นสภาพัฒฯ ต้องโทษตัวเองด้วยที่มีส่วนทำให้เกิดวิกฤตของเศรษฐกิจ ในช่วง ๓ ปีก่อนฟองสบู่แตกประเทศไทยไม่เคยเจริญเติบโตมี GDP ถึง 11 กว่าๆ สามปีซ้อน แต่นั่นคือเศรษฐกิจฟองสบู่ เหมือนจะมีตัวตนจริงๆ แต่จริงๆแล้วมีแต่ฟอง ซึ่งถ้าเป็นเด็กๆเห็น ก็จะบอกว่าฟองนั้นมีจริง แต่เราต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาว่าสิ่งเหล่านั้นมีแต่ความว่างเปล่า เกิดจากความโลภ ไม่ได้บอกว่า ความมั่นคง/มั่งคั่งไม่ดี แต่ต้องมองถึงประโยชน์ ไม่จำเป็นว่าประเทศจะมีเงินเท่าไหร่กี่แสนล้าน กี่ล้านล้าน แต่ต้องมองว่าเมื่อมีเงินแล้วนำเงินไปใช้ให้เป็นประโยชน์หรือเปล่า ? จะเป็นประโยชน์สูงสุดหรือเปล่า? ถ้าใช้อย่างมีประโยชน์จะมีความสุขหรือเปล่า? อันนี้สำคัญ พระองค์ทรงมีพระราชดำริมากมายที่เป็นตัวอย่างทั้งเรื่อง “ดิน น้ำ ลม ไฟ” “ดีต้องรักษาไว้ สูญเสียต้องฟื้นฟู”
เมื่อพูดถึงของเสียไม่ใช่จะไม่ดีไปเสียหมด ยกตัวอย่างเรื่องเล่าของในหลวง พระองค์ทรงตรัสว่า “ไปเที่ยวกัน” เมื่อพระองค์ตรัสแบบนี้แสดงว่า “พระองค์ชวนไปทำงาน” และวันไหนที่ในหลวงไปทำงานทุกคนที่ไปจะเหงื่อโทรมกายกลับมาตลอด วันนั้นในหลวงชวนไปมักกะสัน พระองค์บอกว่าจะเล่นเกม “อธรรมสู้กับอธรรม” พระองค์ทรงชี้ให้เห็นปัญหาพักตบชวาซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ติดกันเป็นแพ จนส่งผลให้น้ำไหลไม่สะดวก สัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำก็ไม่สามารถที่จะโพล่ถึงผิวน้ำได้ จนน้ำน่าเสีย ส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วชุมชน เกิดปัญหาทางสุขภาพทั้งคนและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในน้ำ พระองค์ทรงรับสั่งให้ปรับทิศทางการไหลของพักตบชวา ให้แสงอาทิตย์ลงถึงพื้นน้ำ เป็นการเต็มอากาศให้กับน้ำ ระยะเวลาไม่นาน น้ำในคลองเริ่มใสขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด โดยใช้หลักธรรมชาติ พระองค์ทรงใช้ศัพท์ว่า “ใช้อธรรมสู้กับอธรรม” นี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเข้าใจหลักพุทธธรรมอย่างแจ่มแจ้ง และนำหลักพุทธธรรมประยุกต์กับหลักธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม
อีกตัวอย่างหนึ่งจากวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสกลนครในหลวงบอกว่า “วัดแห่งนี้มีสติปัญญา” ทำให้ของเสียในบ่อหมักซึ่งเป็นอธรรม หมักจนเกิดแก๊สซึ่งก็เป็นอธรรม แต่พอนำแก๊สไหลไปตามท่อแม่ชีใช้แก๊สต้มนำให้พระฉัน นั้นคือ “ธรรมะ” เพราะว่าประโยชน์เกิดขึ้นแล้ว จากตัวอย่างที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า “อธรรมก็ให้เป็นธรรมะได้” บางครั้งสิ่งที่มองไม่เห็นประโยชน์หากนำมาทำให้เกิดประโยชน์ก็เป็นธรรมะได้ถ้ารู้จักใช้ “ปัญญา”
จากที่กล่าวมาพอสรุปธรรมของพระองค์ท่าน ได ๓ ประการ คือ
ประการแรก หลักในการใช้ชีวิต พระมหากษัตริย์ที่ได้รับการปลูกฝังจากพระมารดาให้เป็นผู้ที่รู้จัก “ให้” ยกตัวอย่างเรื่องเล่าของในหลวงที่เล่าให้ฟังว่า “สมเด็จย่าให้ Pocket Money กับทุกพระองค์(สมเด็จพระพี่นาง ร.๘ และร.๙) แต่ทุกพระองค์ต้องเสียภาษีตั้งแต่เด็ก โดยการหยอดกระปุกจากการแบ่งเงิน ๑๐% ที่ได้รับจากสมเด็จย่าใส่กระปุกไว้ทุกครั้ง ทุกพระองค์เรียกกระปุกนั้นว่า “กระปุกคนจน” ทั้ง ๓ พระองค์ ทำแบบนี้เรื่อยๆ จนเงินเต็มกระปุก แล้วสมเด็จย่าก็จะถามความคิดเห็นจากทุกพระองค์ว่าจะนำเงินนี้ไปทำให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อย่างไร? แล้วก็นำไปทำประโยชน์ให้บุคคลอื่น
อีกเรื่องหนึ่งในหลวงทรงอยากได้ของเล่นอยากได้มากแต่เงินไม่พอ จึงไปขอยืมเงินจากมหาดเล็ก และไปซื้อของเล่นมา เมื่อสมเด็จย่าถามถึงของเล่นว่าได้มาจากไหนราคาเท่าไหร่ เงินไม่พอแล้วซื้อมาได้อย่างไร เมื่อถามมากๆ เข้า ความจึงแตก และให้ในหลวงนำเงินไปใช้มหาดเล็ก สมเด็จย่าบอกในหลวงว่า “ไม่ให้เป็นหนี้ มีเท่าไหร่ให้ใช้เท่านั้น อยู่บนฐานของความพอเพียง” เช่นเดียวกับการใช้ธรรมชาติ ธรรมชาติมีมาให้แล้วจงใช้สติปัญญาในการพิจารณาเถิด
ประการที่สอง ท่านเปลี่ยนจาก Social & Economic เป็นการใช้คำว่า Social & Sustainable เป็นการใช้ความพอเพียงอย่างยั่งยืน ในปัจจุบันนี้ปัญหามาจากเราบริโภคมากเกินไป การโรค ๕๐% มาจากพฤติกรรมการบริโภคที่เกินพอดี ดร.สุเมธ เปลี่ยนวิธีกินใหม่จากการที่มีคนนำอาหารสเต็ก จานละ ๕,๐๐๐ บาท มาให้กับปลา จานละ ๒๐ บาท ท่านเลือกปลา เพราะท่านใช้ปัญญาเลือกสุขภาพตั้งแต่นั้นมา คอเลสเตอรอลลดลง น้ำหนักลง ๖ กิโลกรัม แต่มีสุขภาพแข็งแรงไม่รู้สึกอ่อนเพลียเลย กลับมาส่คำว่า “พอดี พอเพียง” ยิ่งดีเท่าไหร่ ยิ่งทำลายชีวิตเท่านั้น กลับกลายเป็นของธรรมดาที่หล่อเลี้ยงเรา ในหลวงท่านบัญญัติภาษาอังกฤษเอง เรียกว่า “Relative Sufficiency Efficacy ” พออยู่พอเพียงตามอัตภาพของตน แต่ละประเทศในที่นี้ทุนต่างๆไม่เหมือนกัน แต่สิ่งแรกที่พระองค์สอนคือ “รู้ตัว รู้ตน รู้ฐานะ” รู้จักหน่วยงานของตนเอง หรือวัดของตนเอง รู้เสร็จแล้วจะดำเนินวิถีชีวิต ต้องใช้เหตุผล มาจากสติและปัญญา เช่น การเลือกปลา ๒๐ บาท แทนการกินสเต็ก ๕,๐๐๐ บาทแต่ไม่ดีต่อสุขภาพ หรืออย่างเศรษฐีมีบ้านใหญ่ ๔๐-๕๐ ห้อง แต่ก็นอนแค่ห้องเดียว เตียงก็นอนแค่เตียงเดียว หรืออาจจะแค่เพียง ๓/๔ เตียงด้วยซ้ำ ความต้องการจริงๆมีแค่นั้น แต่สิ่งที่เกินมามันคือ “ภาระ” ไม่มีเวลาดูแลก็ “เสื่อมโทรม” เป็นภาระที่ต้องซ่อมบำรุงรักษา
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ "วัดพระรามเก้า" ที่พระองค์ทรงสร้างในรัชสมัย ออกแบบมาเรียบร้อยตอนแรกจะใช้งบประมาณ ๑๓๐ ล้าน พระองค์ทรงตัด ๐ ออก พระองค์บอกว่า “๑๓ ล้านบาท” ก็พอแล้ว แต่ให้มีโบสถ์ ศาลาการเปรียญ ครบทุกอย่าง พระองค์ตรัสว่า “หน้าที่ของพระคือสอนธรรม ไม่ใช่ดูแลอาคาร” หากเรารู้จักใช้ “เหตุใช้ผล” โดยต้องมีความ “รอบรู้”และ “รอบคอบ” ก่อนจะคิดทำอะไรเสมอ ค่อยๆพิจารณาอย่างมี “ภูมิคุ้มกัน” โดยมีหลักธรรมใช้ทศพิธราชธรรมในการดำเนินงาน
ประการสุดท้าย พระองค์ท่านเคยมีพระกระแสรับสั่งเกี่ยวกับหลักพระศาสนา ดังคำกล่าวที่ว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีมฌิมาปฏิปทา ให้ผู้ปฏิบัติรู้อริยสัจได้มีการปฏิบัติตัวเป็นกลางที่สุด โดยใช้กำลังกาย กำลังใจ โดยไม่เจือด้วยอคติ คือ ความเป็นเลิศ สงบ สะอาด สว่าง”

เมื่อฟังจบแล้วได้แต่เต็มตื้นในใจ “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”
ศุภิสรา เจริญไพฑรย์
ขอบคุณสำหรับดอกไม้ของ ผศ. วิไล แพงศรี ค่ะ
เป็นบันทึกที่มีคุณค่ามากค่ะ ทั้งคุณค่าด้านจิตวิญญาณและด้านสติปัญญา ขออนุญาตรับ Blog เข้าใน Plannet "Well-being" เพื่อศึกษาซ้ำ เป็นแหล่งอ้างอิง และติดตามศึกษาบันทึกต่อๆไปนะคะ ขอบคุณมากค่ะที่ให้สิ่งดีๆ แห่งวัน
ผศ.วิไล แพงศรี สิ่งใดที่นำมาแล้วเป็นประโยชน์ต่อสังคม ดิฉันขอน้อมรับ ด้วยความยินดียิ่งค่ะ
ดร.ขจิต ฝอยทอง ดิฉันเลยไม่ได้พบตัวจริง เสียงจริงค่ะ ไว้โอกาสหน้านะคะ
นมัสการพระอาจารย์
ขอบคุณสำหรับดอกไม้ค่ะ
ขอบคุณ คุณศุภิสรา เจริญไพฑูรย์
ที่มาเยี่ยมเยือน http://www.gotoknow.org/blog/dokasok/442399
และให้ดอกไม้
ตอนงานวิสาขผมทำหน้าที่ฝึกอาสาสมัครช่วยงานด้านไอที
โดยเฉพาะเป็นนิสิตคณะครุศาสตร์ มจร.
เช่น การดูแลอุปกรณ์นำเสนอในห้องประชุม โปรเจคเตอร์
การคัดภาพและนำขึ้นเว็บไซต์ การตัดต่อวิดีโอ
ดูรูปที่ http://gallery.mcu.ac.th
ดูวิดีโอ http://mcutube.mcu.ac.th
ขอบคุณ คุณดอกอโศกค่ะ งานไอที เป็นงานหนึ่งที่สำคัญมากๆที่ทำให้การจัดวิสาขบูชาโลกในครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ดิฉันจะติดตามไปดูรูปตามที่ให้ link ไว้ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ