เราไม่ใช่อาจารย์ประจำของ ม.กรุงเทพฯ  แต่เมื่อเวลาที่ไป ม.กรุงเทพฯ ก็จะมีความรู้สึกที่คุ้นเคยจนเมื่อเวลาพูดคุยกับใคร ก็หลงพูดถึง ม.กรุงเทพว่าเป็น "มหาวิทยาลัยของเรา"

            ความคุ้นชินกับ ม.กรุงเทพฯ เกิดขึ้นจากการได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์พิเศษ เริ่มจากสอนกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองใน พ.ศ.๒๕๓๓ แล้วมาสอนกฎหมายทะเล แล้วมาสอนกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล จนกระทั่ง ม.กรุงเทพฯ มีอาจารย์ประจำที่เรียนกฎหมายระหว่างประเทศ ก็เลิกสอนเป็นเรื่องเป็นราว แต่ก็ยังสอนเป็นครั้งเป็นคราว และหันมาทำงานวิจัยกับอาจารย์ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ อย่างเป็นจริงเป็นจัง 

            นอกจากนั้น ยังมีสิ่งที่เราเองสังเกตเห็น และอดประหลาดใจอย่างมากที่เห็นนักศึกษา ม.กรุงเทพฯ ที่เป็น "หลานศิษย์" กล่าวคือ "เป็นลูกศิษย์ของลูกศิษย์" ที่ตามมาเรียนหนังสือด้วยในชั้นปริญญาโท

            ความสัมพันธ์ทางวิชาการระหว่างตัวเราเองกับ ม.กรุงเทพฯ จึงมีความลึกและความชัดในความรู้สึกอย่างมา

            ในวาระที่พยายามจะบันทึกสิ่งละอันพันละน้อยที่ผ่านมาใน "ทาง" ของเรา เราจึงอยากจะบันทึกถึง "ม.กรุงเทพฯ" ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานวิชาการของเราอีกทีหนึ่ง และผูกพันกันมาเป็นสิบกว่าปี และความผูกพันนี้ก็ดูจะดำเนินต่อไป และคงยังไม่สิ้นสุดลงง่ายๆ

            ช่วงนี้ สอนกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลที่ ม.กรุงเทพฯ ในวันอังคาร สอนแทนลูกศิษย์ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบวิชานี้ (ผศ.ศิริชัย มงคลเกียรติศรี) แต่ต้องเดินทางไปเรียนต่อที่อังกฤษ คงสอนสัก ๗ หน  เราเองก็ไม่ค่อยว่าง แต่ก็ต้องพยายามไปสอน ม.กรุงเทพฯ  ถ้าไม่ไป ก็คงไม่สบายใจ  นอกจากนั้น ต้องบันทึกว่า เมื่อไปนั่งโต๊ะบรรยายที่ ห้อง ๔๓๑ เมื่อวันอังคารที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๙ ที่ผ่านมา ก็รู้สึกว่า ความอบอุ่นที่หัวใจสัมผัสได้ ยังเหมือนเดิม

             คิดว่า คนทำงานสอนอื่นๆ ก็คงเหมือนเรา สุขที่ได้สอน สุขที่ได้บ่นหน้าห้องเรียน แสนสุข......