"ยังไม่ได้สู้ จะรู้ได้ยังไงว่าแพ้"

ถ้าจะกล่าวถึงแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตของฉัน คงหนีไม่พ้น

การกล่าวถึงผู้หญิงคนหนึ่งผู้ซึ่งมีประสบการณ์ชีวิตมากว่า 50 ปี

 เธอเกิดในครอบครัวชนบทที่มีฐานะปานกลาง แวดล้อมไปด้วย

น้อง ๆ อีก 6 คน โดยมีแม่เป็นผู้เลี้ยงดูเป็นส่วนใหญ่ และทำการค้าขายเป็นการเลี้ยงชีพ ส่วนพ่อต้องทำงานหาเงินในต่างหมู่บ้าน

จนไม่มีเวลาให้ครอบครัว เงินส่วนใหญ่ที่พ่อได้ก็มิได้จุนเจือทางครอบครัวเท่าไหร่นัก เพราะพ่อเป็นคนชอบสังสรรค์

และพอที่จะมีเงินปรนเปรอผู้หญิงคนอื่น

 

เงินในบ้านเริ่มร่อยหรอ แต่เด็ก ๆ เริ่มเข้าสู่วัยเรียน เธอจึงเรียนจบเพียงชั้น ป.4 และออกโรงเรียนมาช่วยแม่ทำงานทุกอย่าง

หาเงินให้ครอบครัวในฐานะ "พี่คนโต" เพียงเพื่อให้โอกาสน้อง ๆ ทั้ง 6 ได้เรียนหนังสือสูงๆ

เธอเป็นคนห้าวหาญ ไม่ยอมใคร หรือสิ่งใดง่ายๆ เมื่อมีปัญหาเข้ามาในชีวิตหรือครอบครัว เธอจะเป็นเสมือนผู้นำครอบครัว

คอยจัดการกับปัญหาต่างๆ แม้ตัวมิได้ก่อขึ้นเอง

 

บัดนี้เธอมีลูก 3 คน ปัญหาก็มิได้จบบริบูรณ์เหมือนละคร แต่ยังมีปัญหาที่ต้องขบคิดอยู่เสมอ โดยเฉพาะลูกชายคนกลาง

ซึ่งมักจะนำปัญหามาแบ่งปันให้กับคนในครอบครัวอยู่เป็นประจำ แต่ก็เธอยังอยู่กับปัญหาตรงนั้นได้โดยไม่สะทกสะท้าน

แทบไม่แยแสกับปัญหาร้อยแปด เธอค่อยๆแก้ปัญหาเรื่อยๆ อย่างไม่รีบร้อน

 

เธอบอกด้วยความเชื่อของเธอว่า "พระเจ้าจะเป็นผู้จัดเตรียม และประทานทางออกที่ดีที่สุดให้เราเสมอ ให้เราที่จะวางใจในพระองค์"

 

ฉันจึงมีความคิดว่า "ฉันจะไม่ก่อเรื่องให้เธอไม่สบายใจ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น จะพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด

เพราะเธอก็เจอปํญหามามากพอแล้ว อยากให้เธอได้มีชีวิตที่ดีกว่า"

ฉันมีคติประจำใจที่ยึดถือเสมอมาว่า "ยังไม่ได้สู้ จะรู้ได้ยังไงว่าแพ้" ก็มาจากเธอผู้นี้ผู้ที่เป็น "แม่" ของฉันเอง

หญิงแกร่งที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้ฉันยืนหยัด แม้ในวันที่โดดเดี่ยว เหนื่อยล้า

 

"ถึงฉันจะไม่ได้เป็นลูกคนโตเหมือนแม่ แต่ก็ขอเป็นคนหนึ่งที่ทำให้แม่ภูมิใจ"