เราเดินลัดทุ่งไกลพอควรเทียว เป็นเรือ2 ชั้นของบริษัทสุพรรณ
(หลานตัวน้อยของครูอีกคนหนึ่ง)
คุยกับครูคนแรกในความทรงจำ4
โสภณ เปียสนิท
..................................
นึกขึ้นได้ว่า เหตุการณ์ตอนเดินทางเข้าเมืองหลวงสมัยนั้นน่าสนใจ “การเดินทางลงเรือไปบางกอก ครั้งนั้น ครูพอจำได้บ้างหรือเปล่าครับ” ครูหยุดนิดหนึ่ง ก่อนพูดต่อแบบสบายๆ “ได้ซิ แจ่มชัดเหมือนเมื่อวันวานนี่เอง” ผมเร่งรีบซักถามต่อเพราะกลัวครูลืม “อย่างไรครับ” “เราเดินลัดทุ่งไกลพอควรเทียว เป็นเรือ 2 ชั้น ของบริษัทสุพรรณ มีชื่อเรือตามตำนานขุนช้างขุนแผน เช่น เรือขุนแผน เรื่อขุนช้าง เรือพิมพิราลัย เรือวันทอง เป็นต้น ลงเรือตอนบ่าย 4 โมง ถึงท่าเตียน บางกอกตอนรุ่งเช้าวันต่อมา แล้วขึ้นรถเมล์ประจำทางไทยประดิษฐ์ต่อลงที่ตลาดพลูแล้วจึงเดินเข้าไปที่วัด ดีอย่างคือ รถเมล์ไม่เก็บเงินค่าโดยสารพระเณร”
รำลึกได้ว่า ตอนผมเดินทางเข้าไปเรียนที่กรุงเทพฯ พ่อแม่ญาติพี่น้องแม้ห่วงใย แต่เต็มไปด้วยความยินดี “พ่อแม่หมู่ญาติไม่เป็นห่วงครูแย่เลยหรือครับ” “ไม่ ไม่เป็นห่วงกันเท่าไร เพราะเห็นเราบวชเป็นเณรมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ลูกชาวบ้านอื่นๆ อยู่แล้ว” “ครูเดินทางไปกับเณรเฉลียวทันทีเลยหรือครับ” “ใช่ ตอนหลังทางบ้านรู้ว่าเราไปเรียนที่บางกอกก็ดีใจ อยากให้เราเป็นเปรียญ” คำว่า “ไปเรียน” ไม่ว่าจะบวชเป็นพระ หรือสามเณรเพื่อเรียนหนังสือ หรือเรียนวิชาการทางโลก ญาติพี่น้องย่อมยินดีปรีดา การเรียนทางโลกและธรรมมีค่าเสมอกัน ในสมัยนั้น
คิดขึ้นได้ว่า การพบหลวงปู่วัดปากน้ำภาษีเจริญเป็นเรื่องของผู้มีบุญ “ถึงวัดไปพบหลวงปู่เลยหรือเปล่าครับ” ครูคิดเล็กน้อย “เปล่าเข้าที่พักของท่านเฉลียวก่อน รอเวลาเหมาะสมตอนท่านลงรับแขก ว่างๆ คน บ่าย 2-3 โมง จึงเข้าไปกราบ” “ท่านว่าอย่างไรบ้าง” “ท่านไม่ได้ว่าอย่างไร ถามว่า อยู่ได้ไหม เมื่อตอบท่านว่า อยู่ได้ครับ ท่านเตือนให้อดทนและขยันศึกษาเล่าเรียน” กุฏิที่พักสมัยนั้นอาจไม่สบายนัก “ครูพักกุฏิไหนครับ” “พักตึกเขียว คือตอนนั้นชื่อกุฏิขึ้นต้นว่าตึกเกือบทั้งหมด ตึกดุสิต ตึกแดง ตึกดาวดึงส์...”
นึกถึงคำรำลือว่า วัดปากน้ำสมัยนั้นรุ่งเรืองทางการศึกษา เสมือนนครตักสิลาแห่งสงฆ์ในกรุงเทพฯ “ทราบว่าสมัยนั้นมีพระเณรเข้ามาเรียนกันมาก” “จริง มากันมาก โดยเฉพาะทางอิสาน มีคำกล่าว่า “ไป 1 กลับมา 4” หมายความว่า พระเณรที่อยู่วัดปากน้ำเดินทางกลับบ้านที่อิสาน มักจะชวนกันมาอย่างน้อย 4 องค์/รูปเสมอ” “หลวงปู่ว่าอย่างไรบ้าง” “ไม่ว่าอะไรใครเลย ถามเหมือนกันหมด มีที่อยู่ไหม เมื่อตอบว่ามี ท่านจะถามต่อว่า อยู่ได้ไหม ตอบว่าอยู่ได้ครับ ท่านก็อนุญาตให้อยู่เลย ท่านยินดีรับหมด ขอให้มาเรียน วัดมีอาหารมีเลี้ยงทั้งเช้า-เพลไม่ให้ลำบาก” ข้อนี้ตรงกับที่ผมอ่านประวัติหลวงปู่ ว่าท่านยินดีรับพระเณรเข้ามาศึกษาเล่าเรียนแบบไม่กลัวอดกลัวจน
(และหลานคนเดิม น่ารักหรือเปล่าช่วยกันดูครับ)
และนี่ก็อีกคน แสดงว่าสมตามคำโบราณที่ว่า "ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง"
ตามมาอ่านบันทึกที่ประทับใจค่ะอาจารย์
หลานของครูน่ารักจัง
อ่านแล้วจินตนาการตาม รู้สึกประทับใจด้วยคนค่ะ
สวัสดีค่ะ อจ. ตามมาอ่าน.... การรักเผ่าพันธุ์เป็นสิ่งที่ดีแสดงถึงความกตัญญต่อบรรพบุรุษ......สมควรยกย่องค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะอาจารย์
เป็นโอกาสที่ดีค่ะได้พบครูคนแรก อ่านแล้วมีความสุขค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีครับคุณครูโสภณ เปียสนิท
...
เก็บบรรยากาศ ได้รับกลิ่นไอของบรรพบุรุษ ได้รับการถ่ายทอดเรื่องราวที่หาไม่ได้แล้วในวันนี้ นี้คือชาติพันธ์ของคนไทย นี้คือเรื่องยิ่งใหญ่ในใจชนผู้เดินทางผ่านห้วงกาล กระผมชอบมากครับ เหมือนนั่งฟังแม่ที่เล่าเรื่องสมัยก่อนให้ฟัง เหมือนได้นั่งฟังพ่ออ่านหนังสือให้ฟัง พ่อจุดเทียนสอน ก อากา พ่อสอนให้กระผมรักหนังสือ
....
เมื่ออ่านบันทึกของครู กระผมได้เดินทางไปพบพ่อและแม่ด้วยเช่นกัน
...
ด้วยความเคารพที่มอบสิ่งที่ดีให้กับมวลชน ครับ