ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านที่กรุณาให้กำลังใจ ชื่นชมและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการไปช่วยเพื่อนครูที่โรงเรียนทำงาน  จากที่เล่ามาแล้ว ๒ บันทึกก่อนหน้านี้   ทำให้มีโอกาสเก็บเรื่องดี ๆ มาเล่าผ่านบันทึก  กัลยาณมิตรบางท่าน  "จะคอยเตือนย้ำให้เขียนอีก เล่าอีก"  นี่คือความทรงจำที่ดีอีกเหมือนกัน  

 

         วันนี้ก็เหมือนทุกวันเมื่อครั้งยังรับราชการ  ต้องตื่นเช้าไปออกกำลังกาย  กลับมาอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน  เพราะจะไม่มีเวลาออกกำลังกายตอนเย็นที่สนุก ๆ กับเพื่อนบ้านและเด็ก ๆ ในซอย เนื่องจากกลับบ้านก็เย็นหรือมืดค่ำแล้ว  กลับถึงบ้านตอนเย็นต้องทำอาหารจานเดียว 

 

          สำหรับเย็นนี้เมื่อถึงบ้านรีบทำข้าวผัดกุนเชียง  ผัดผักบุ้งไฟแดง  ทำน้ำส้มคั้น ๑ เหยือก  แต่ไม่รีบร้อนและใจเย็นลง  เพราะไม่มีการบ้านติดไม้ติดมือมาทำที่บ้านเหมือนเมื่อตอนอยู่ในราชการ   ทำอาหารเตรียมตั้งโต๊ะไว้รอ  หลังจากอาบน้ำแล้วจึงทานข้าว  พร้อมกับคิดบางอย่างไปด้วย "งานหนัก เหนื่อยกายแต่ไม่เหนื่อยใจ  พักสักครูก็หายเหนื่อยได้"

 

          เรื่องที่จะเล่าคือ "ความรู้สึกดี"  ที่ควรเล่า  วันนี้เรามีการสรุปรายงานของคุณครูแต่ละท่านเหมือนเดิม  ซึ่งแต่ละงานเพื่อนครูทุกคนต้องช่วยกันเสนอแนะและแสดงความคิดเห็น   แต่ละเรื่องราวมีความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาอย่างยิ่ง  ไม่มีใครแสดงความเบื่อหน่ายแม้ว่าจะอ่อนล้าบ้าง

 

         เรื่องแรก "การสอนของครูมีปัญหาเนื่องจากการสอนไม่บรรลุกระบวนการในแต่ละแผนการเรียนรู้"  สาเหตุนักเรียนไม่ทำการบ้าน  จากการติดตามนักเรียนพบว่านักเรียนกลุ่มนี้มีพฤติกรรมเหมือนกันทุกวิชา  เพราะนักเรียนเหล่านี้มาจากครอบครัวที่ค่อนข้างขาดแคลน  กลางคืนต้องไปหาอาหารตามป่าเขา ไปรับจ้างหาเงินมาจุนเจือครอบครัว  ผู้ปกครองไม่ให้ความสนใจถือว่าการเรียนการสอนเป็นเรื่องของโรงเรียน 

 

        คุณครูอีกท่านเล่าว่า  "หลายครอบครัวมีปัญหาแบบเดียวกัน  เพราะต้องปิดไฟฟ้าไม่เกิน ๒ ทุ่ม  เป็นการประหยัดค่าไฟฟ้า"  ทำให้นักเรียนไม่สามารถทำการบ้านได้  ถ้าหากนักเรียนจะทำการบ้านหลังเลิกเรียนก็มีปัญหาต้องช่วยผู้ปกครองทำงานบ้าน 

 

         เด็กบ้านนอกจะแตกต่างกับเด็กในเมือง   เมื่อเติบโตพอใช้แรงงานได้  พวกเขาจะต้องมีหน้าที่รับผิดชอบและเป็นแรงงานสำคัญของครอบครัว  โครงการขยายโอกาสทางการศึกษาจึงเกิดขึ้น  

 

        วันนี้มีการนำเสนอเพียง ๒ งานและเลิกเวลา ๑๗.๓๐ น.  แม้ในขณะตักข้าว (มื้อกลางวัน) ใส่ปากพวกเราก็ทำงาน คุยกันไป เจ้าของงานจะลุกไปเขียนกระดาน  หรือเมื่อเห็นว่าเพื่อนเมื่อยล้า  ก็จะสับเปลี่ยนช่วยกันเขียน  จนกว่าจะเป็นที่ยอมรับพร้อมกันว่าใช้ได้ และมีร่องรอย หลักฐานปรากฏเป็นรูปธรรม

 

        แต่ละงานที่ได้นำเสนอเป็นผลการทำงานที่มีเป้าหมายให้เกิดประโยชน์กับผู้เรียนให้มากที่สุด  ปัญหาก็ซ้ำ ๆ และคล้ายกัน  ครูทุกคนพยายามให้ความร่วมมือ ตระหนักในปัญหาอุปสรรคและจะพยายามแก้ไขที่ตัวปัจจัยป้อนและกระบวนการให้ได้ 

 

         ผู้อำนวยการโรงเรียนไม่ได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้างาน  แต่ทำหน้าที่เหมือนครูคนหนึ่งที่ร่วมรับฟัง ร่วมแสดงความคิดเห็นเมื่อสงสัย  แต่ไม่ชี้แนะชี้นำหรือให้ข้อเสนอใด ๆ  ทำให้ครูมีความสบายใจ ไม่กดดันในการนำเสนอ และเมื่อใครพูดได้ถูกใจก็ให้กำลังใจโดยการปรบมือและร่วมเฮด้วย  นั่งอยู่กับพวกเราเลิกพร้อมกัน  โดยไม่หาโอกาสไปทำเวลานอก

 

          ครูที่สอนโรงเรียนบ้านนอก  คงไม่ต่างกันนอกจากจะแก้ปัญหานักเรียนด้านการอ่านออกเขียนได้ ด้านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์แล้ว  ยังต้องติดตามไปแก้ปัญหาให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองและในสังคมของนักเรียนอีกด้วย

 

         สุดท้ายฉันได้ให้ข้อคิดที่เป็นกำลังใจกับเพื่อนครูว่า "โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนบ้านนอก ห่างไกลความเจริญ  และมีปัจจัยหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคที่จะพัฒนาให้เด็กเก่งด้านวิชาการ  แม้ว่าเด็กของเราอาจจะไม่เข้าเกณฑ์การประเมินหรือการแข่งขันใด ๆ ตามนโบายการพัฒนาการศึกษาของต้นสังกัด  แต่เราได้เปรียบมากกว่าเด็กที่อยู่ในท้องถิ่นเจริญ  คือเรื่องการสอนให้เด็กเป็นคนดี  ขอให้ทุกคนมั่นใจ"  ทุกคนจึงปรบมือพร้อมกับรอยยิ้มเบ่งบานบนใบหน้า  

 

         ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้านทุกคนยกไหว้กล่าวลากันตามอาวุโส  แล้วคนหนึ่งวิ่งมาจับมือเพื่อนกล่าวว่า "พวกเราสู้ ๆ พวกเราสู้ตาย" เสียง "สู้ ๆ ๆ" จึงดังขึ้นจากทุกคน  ความรู้สึกของฉันตอนนั้นมันช่างมีพลังเหลือเกิน  ทำให้ฉันมีกำลังใจ  และเป็นความรู้สึกดีที่ฉันควรเล่า

 

         พลังที่เกิดจากแรงเชียร์เป็นกำลังใจจากกัลยาณมิตรให้เขียนเล่า  บวกกับพลังจากปฏิกริยาของเพื่อนร่วมงานในโรงเรียนมีอานุภาพให้ฉันต้องมานั่งจิ้มบันทึกแทนการนอนอ่านหนังสือเหมือนที่ผ่านมา 

 

        ฉันนึกถึงตอนเป็นเด็กได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับ "กำลังใจ" แม้จะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น แต่ทุกคนก็สัมผัสได้ ถึงพลังอันสำคัญนี้ ซึ่งหลวงวิจิตรวาทการได้กล่าวว่าการที่คนเราจะเผชิญชีวิต หรือฟันฝ่าอนาคตให้ลุล่วงไปด้วยดีได้นั้น เราจะต้องมีกำลังถึง ๓ ประการด้วยกัน คือ กำลังกาย, กำลังความคิด และกำลังใจ  

         กำลังกาย หมายถึง ความเป็นผู้มีสุขภาพ  อนามัยดี  ร่างกายแข็งแรง นับเป็นความสำคัญต่อบุคลิกภาพของบุคคล  


         กำลังความคิด หมายถึง การเป็นผู้มีวิชาความรู้  มีมันสมองที่ดี  และมีประสบการณ์ที่ดี และมีความคิดสร้างสรรค์


         ส่วนกำลังใจ หมายถึง การมีสมรรถภาพด้านความสามารถ ของพลังจิต ที่เป็นปัจจัยส่งเสริม และควบคุมให้สิ่งอื่น ๆ  ดำเนินไปโดยเรียบร้อย และมีความเหมาะสมกับกาละเทศะ   

 

       ขอเป็นกำลังใจให้ผู้อ่านทุกท่าน  จงมีพลังใจที่เข้มแข็งค่ะ