อุบลราชธานีวันนี้ หลายคนรู้จักในนามของเมืองนักปราขญ์ ซึ่งสมญานามความเป็นปราชญ์นั้น สืบเนื่องมาจากการที่คนเมืองอุบล ซึ่งนับแต่บรรพบุรุษมา ได้มีความขยันหมั่นเพียรประกอบคุณงามความดีจนเป็นที่รู้จัก เป็นที่ยอมรับในสังคม ประเทศชาติและระดับโลก หากสืบลงไปให้ชัดๆก็จะเห็นได้ว่า ผู้ที่นำสมญานามมาสู่เมืองอุบลนั้นส่วนใหญ่จะเป็นสายของพระสงฆ์ นับตั้งแต่สมเด็จอุบาลีคุณูปมาจารย์ สมเด็จมหาวีรวงศ์ พระโพธิญาณเถระ(ชา)เป็นต้น จนถึงปัจจุบันคือพระพรหมวชิรญาณและอีกหลายๆท่าน สมเด็จฯนั้น ท่านได้นำการศึกษาแผนใหม่มาสู่ภาคอีสานแห่งแรกคือจังหวัดอุบลราชธานี จนบัดนี้การศึกษาได้รุดหน้าตามยุคสมัย วันนี้ลูกหลานอาจยังไม่ทราบว่าอุบลราชธานี ก็มีสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ที่เปิดการเรียนการสอนสำหรับลูกหลานลูกชาวบ้านทั่วไปให้ได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันทั่วโลก ที่นี่คือ"มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อุบลราชธานี" ตั้งอยู่ ตำบลกระโสบ อำเภอเมือง เปิดหลายหลักสูตร สนใจไปสอบถามดู ห่างจากตัวเมืองไปทางอำเภอตาลสุม ๘ กิโลเมตร ในพื้นที่ ๒๑๒ ไร่ ภายในนั้น เป็นร้านแมคโครของชาวบ้าน ยิ่งฤดูกาลนี้ของป่าทุกชนิดมาจากที่นั่น ที่นี่คือ "ดงบั้งไฟ"
วันนี้ดงบั้งไฟ ต่างจากเมื่อ๕ ปีก่อนมาก โดยเฉพาะต้นไม้ ซึ่งโตวันโตคืน เขาบอกว่าการปลูกต้นไม้ยิ่งใกล้คนก็ยิ่งโตเร็ว เห็นจะจริงดั่งคำพูด ไม้ส่วนใหญ่เป็นไม้ธรรมชาติที่เกิดจากหน่อ และจากเมล็ด ส่วนที่ปลูกเสริมไม่ค่อยเกิด ภุูมิปัญญาท้องถิ่นท่านบอกว่า "ไม้ปลูกกับไม้ถิ่น จะอยู่ร่วมกันไม่ค่อยได้" ไม้ถิ่นจะมีพลังกว่าเพราะมีพวกพ้องเพื่อนมากอยู่รายรอบ ก็จะเบียดการหากินของไม้ปลูก จนแทบไม่มีพื้นที่หากินสุดท้ายก็จะล้มตายไป ยกเว้นผู้ปลูกเทียวดูแลเอาใจใส่ก็จะรอด ผู้เขียนได้ทดลองปลูกหลายต้นพบว่าเป็นจริง ซ้ือหามาปลูกราคาแพงๆหากไม่เอาใจใส่สุดท้ายตายเปล่า (ขนาดไม้ยังเล่นพรรคพวก)
ความหนาของใบไม้ที่ปกคลุมข้างบน ทำให้ข้างล่างมีความชุ่มเย็น หากปรับปรุงพื้นที่ให้รายเรียบสักหน่อยก็จะสวย แต่ป่าที่ลึกเข้าไปใบไม้ที่ร่วงหล่นก็จะทับถมกันหน้าฝนก็จะเน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยให้แก่ตนเอง นี้คือระบบธรรมชาติ ที่ไม่ไปแย่งมากจากใคร ไม้ที่โตแตกกิ่งก้านสาขาก็จะเป็นที่พึ่งพาของนกหนู่กระรอก กระแตและสัตว์อื่นๆ นี้คือเสน่ห์ธรรมชาติ ของป่าดงบั้งไฟ