๗.๖. เปรียบเทียบแนวคิดรัฐประศาสนศาสตร์กับพุทธศาสตร์
เมื่อเราอ่านตำราทางตะวันตก มักจะมีทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจัดการภาครัฐ ศัพท์ทางวิชาการเรียก "รัฐประศาสนศาสตร์" เมื่อนำมหาปรินิพพานสูตร มาวิเคราะห์ตามหลักสูตรของมหาวิทยาลัยแล้ว ปรากฏว่ามีทั้งผลดีและผลเสีย คือ
ก)ที่ว่าผลดี คือการพยายามนำแนวคิดรัฐประศาสนศาตร์เข้ามาวิเคราะห์ร่วมกับพระพุทธศาสนา ทำให้มุมมองที่ได้กว้างขึ้นมาก
ข)ที่ว่าผลเสีย คือการพยายามนำทฤษฎีตะวันตกมายัดรวมเพื่อให้มหาปรินิพพานสูตรเป็นรัฐประศาสนศาสตร์นั้นมันอึดอัด กล่าวคือต้องนำเอาพระสูตรเป็นตัวตั้งแล้วจึงนำเอาทฤษฎีมาจับ บางครั้งก็ลงข้างทางบ้าง แต่อย่างไรก็ตามในเมื่อหลักสูตรการศึกษาเขากำหนดมาอย่างนี้ ก็ต้องวิเคราะห์กันไปตามเนื้อหา จนกว่าจะได้อัตลักษณ์ทางศาสตร์ร่วมสมัยในอนาคตต่อไป
๗.๖.๑. เงื่อนไขในการลงจากอำนาจ ๕ ประการ
หลังจากพระอานนท์ไปแล้ว มารก็ถือโอกาสทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานหรือลงจากอำนาจของธรรมราชา หรือการปกครองโดยธรรม โดยอ้างว่าบัดนี้
๑. ภิกษุทั้งหลาย………..
๒. ภิกษุณีทั้งหลาย…….
๓. อุบาสกทั้งหลาย…….
๔. อุบาสิกาทั้งหลาย……
๕. พรหมจรรย์ทั้งหลาย เฉียบแหลมแล้ว ได้รับการแนะนำ มีความแกล้วกล้า เป็นผู้พหูสูตร เป็นผู้ทรงธรรม และเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมแล้ว และพระศาสนาของพระองค์สมบูรณ์ดีแล้ว กว้างขวาง แพร่หลาย รู้จักกันโดยมากแล้ว มั่นคงดีกระทั้งเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ประกาศได้ดีแล้ว
ในที่สุดพระพุทธองค์ ประกาศอำลาวงการ โดยการปลงพระชนมายุสังขาร ว่า“ มารผู้มีบาป ท่านจงอย่ากังวลเลย อีกไม่นานการปรินิพพานของตถาคตจะมีจากนี้ไปอีก ๓ เดือนตถาคตจะปรินิพพาน ” [1]
๗.๖.๒. แนวคิดไม่ยึดผู้นำแต่ให้ยึดนโยบายเป็นหลัก
พระพุทธเจ้าตรัสไม่ให้ภิกษุสงฆ์หวังพึ่งพระองค์ตลอดไปเพราะพระองค์ได้แสดงธรรมที่เป็นจริงเปิดเผยโดยไม่ปิดบังอำพราง หวงวิชาการใด ๆ ไว้ เหมือนเจ้าลัทธิอื่น ๆ ที่จะเก็บเคล็ดวิชาสุดยอดไว้สำหรับศิษย์คนโปรดเท่านั้น
“ ผู้ที่คิดว่า เราเท่านั้นจักเป็นผู้บริหารภิกษุสงฆ์ต่อไปหรือว่าภิกษุสงฆ์จะต้องยึดเราเท่านั้นเป็นหลัก ผู้นั้นจะต้องปรารภภิกษุสงฆ์แล้วกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่ แต่ตถาคตไม่คิด....” [2]
๗.๖.๓. การต่ออายุทางการเมือง
แม้พระพุทธองค์จะทรงมีองค์กรสงฆ์ที่เข้มแข็งและมีพระมหาเถระอย่างพระอานนท์พระอนุรุทธะ พระมหากัสสปะ เป็นต้น แต่การดำรงอยู่ของประมุขย่อมสำคัญกว่า เวลานั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ ปาวาลาเจดีย์ ในเมืองเวสาลี ตรัสถึงบุคคลผู้เจริญอิทธิบาท ๔ ให้มากจนเป็นดุจยานตั้งมั่นคงดีแล้ว จะพึงหวังดำรงอยู่ได้ ๑ กัป หรือเกินกว่า ๑ กัป ทรงตรัสเป็นนัย ๆ ถึง ๓ ครั้ง พระอานนท์เถระก็ยังไม่สามารถรู้ทันได้ จึงไม่กราบทูลวิวอนขอให้ทรงดำรง พระชนมชีพต่อไปอีกทั้งนี้เพราะมารขัดขวาง หรือดลใจพระอานนทเถระนั้นเอง
๗.๖.๔. ลักษณะผู้นำที่เสียสละ
พระพุทธองค์ทรงประทับ ณ โภคนคร เสด็จเข้าสู่กรุงปาวา ประทับ ณ อัมพวัน (สวนมะม่วง) ของนายจุนทกัมมารบุตร และทรงแสดงธรรมจนนายจุนทกัมมารบุตร เห็นชัด ชวนใจให้อยากรับเอาไปปฏิบัติ เร้าใจให้อาจหาญแกล้วกล้า ปลอบชะโลมใจให้สดชื่นร่าเริง ด้วยธรรมมีกถาแล้ว นิมนต์รับภัตตาหารในวันพรุ่งนี้
ทรงทราบว่าเป็นอาหารพิษ เพื่อป้องกันหมู่ภิกษุ พระองค์จึงสั่งให้นายจุนทะประเคนเฉพาะพระองค์ โดยประเคนของขบฉันอย่างอื่น ๆ ที่เตรียมไว้แก่เหล่าภิกษุสงฆ์ เมื่อพระองค์ฉันแล้วให้ฝังไว้
“ จุนทะ สูกรมัททวะที่เหลือ เธอจงฝังลงในหลุม เรายังไม่เห็นใครในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดา หรือมนุษย์ ที่บริโภคสูกรมัททวะนั้นแล้วจะย่อยได้ด้วยดีนอกจากตถาคต ” [3]
๗.๖.๕. หมู่เทพแสดงพลัง
เมื่อมีเหตุการณ์ในยุคของนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ทหารมักแสดงออกว่าสนับสนุน หรือมาให้กำลังใจต่อนายกรัฐมนตรีท่านนั้น จนเรียกกิริยาเช่นนั้นว่า "การตบเท้าเข้าหา" กรณีวันมหาปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เช่นกัน หมู่แห่งเทพใน ๑๐ โลกธาตุ ก็มาแสดงพลัง โดยการออกมาทำกิจกรรมครั้งนี้ด้วย เช่น
“ อานนท์ เทพโดยมากใน ๑๐ โลกธาตุมาประชุมกันเพื่อจะเยี่ยมตถาคตสวนสาลวันของพวกเจ้ามัลละอันเป็นทางเข้ากรุงกุสินารานี้ มีเนื้อที่ ๑๒โยชน์โดยรอบที่พวกเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ ไม่เบียดเสียดกันอยู่ แม้เท่าปลายขนเนื้อทรายจดลงได้ก็ไม่มี......” [4]
๗.๗. แนวคิดเรื่องรัฐในวาระสุดท้ายของพระธรรมราชา
แนวคิดเรื่องรัฐ หรือการเมืองการปกครองในวาระสุดท้ายของพระพุทธเจ้านั้น ชี้ให้เห็นถึงสามัญลักษณะที่เป็นจริง ๓ ประการของสรรพสิ่งรวมถึง รัฐ หรือการเมือง ตลอดถึงรูปแบบการปกครองที่จะต้องเป็นไปใน ๓ ลักษณะ ดังนี้คือ
๑. อนิจจลักษณะ คือความไม่แน่นอนของระบบและรูปแบบ ทุกระบบล้วนมีการเปลี่ยนแปลง
๒. ทุกขลักษณะ คือความเป็นทุกข์ ทุกระบบล้วนมีข้อบกพร่องของมันเอง
๓. อนัตตลักษณะ คือความไม่มีตัวตน หมายถึงทุกระบบเมื่อเข้าถึงจริง ๆ แล้ว ล้วนเป็นภาพลวงตา
จึงไม่น่าแปลกที่พระพุทธเจ้าจะไม่ทรงกำหนดรูปแบบของรัฐ หรือการปกครองเอาไว้ เพราะท้ายที่สุดแล้วรูปแบบการปกครองแบบไหนก็ตามจะต้องตั้งอยู่ไม่ได้ และมักจะมีรูปแบบการปกครองใหม่ ๆ หรือเก่าหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปขึ้นอยู่กับว่าจะเหมาะสมกับยุคสมัยไหนเท่านั้นเอง แม้แต่มหานครอย่างกรุงกุสาวดี (กุสินารา-ปัจจุบัน) ที่เคยรุ่งเรื่องก็ต้องล่มสลายเป็นเมืองเล็กเมืองน้อย และในอนาคตเมืองเล็กเมืองน้อยก็จะกลับขึ้นมาวิวัฒนาการเป็นเมืองขนาดใหญ่ทิ่จริญรุ่งเรืองได้เช่นเดียวกัน
๗.๗.๑. สัญลักษณ์แห่งพุทธ
พระพุทธองค์ทรงเป็นตัวอย่างของพระธรรมราชาที่ปกครองหมู่สงฆ์และปฏิบัติต่อพหูชนด้วยธรรม เมื่อปรินิพพานพระอานนท์เถระกังวลใจว่าจะทำอย่างไร ทรงให้ปฏิบัติต่อพุทธสรีระเหมือนอย่างที่ปฏิบัติต่อพระบรมศพของพระเจ้าจักรพรรดินั่นเอง กล่าวคือใช้ผ้าใหม่หอพระบรมศพเสร็จแล้วจึงห่อด้วยสำลีบริสุทธิ์ แล้วจึงห่อด้วยผ้าใหม่อีกชั้นหนึ่ง ทำโดยวิธีนี้จนห่อพระบรมศพของพระเจ้าจักรพรรดิ์ด้วยผ้าและสำลีได้ ๑,๐๐๐ ชั้น ใส่ในรางเหล็กที่เต็มด้วยน้ำมัน ใช้รางเหล็กอีกอันหนึ่งครอบ ทำจิตกาธาน (เมรุ) ด้วยไม้หอมล้วน เมื่อถวายพระเพลิงเสร็จสร้างสถูปไว้ที่ทางใหญ่สี่แพร่ง แล้วทรงตรัสถึงถูปารหบุคคล ผู้ที่ควรสร้างสถูปถวาย ๔ จำพวก คือ
๑. ตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นถูปารหบุคคล
๒. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นถูปารหบุคคล
๓. พระสาวกของพระตถาคต เป็นถูปารหบุคคล
๔. พระเจ้าจักรพรรดิ์ เป็นถูปารหบุคคล
๗.๗.๒. ดินแดนและการปกครอง
๗.๗.๒.๑. กฎไตรลักษณ์แห่งรัฐ
ในมหาปรินิพพานสูตร ถือได้ว่าเป็นพระสูตรที่อ้างชื่อเมืองต่าง ๆ เป็นจำนวนมากและที่สำคัญเราเห็นถึงความเจริญและความเสื่อมแห่งอาณาจักรต่าง ๆ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เมืองที่ถือว่าเจริญ หรือยิ่งใหญ่, เล็ก หรือด้อยพัฒนา ล้วนแล้วแต่ไม่พ้นกฎของไตรลักษณ์คือกฏอันไม่เที่ยง ๓ ประการคือ อนิจจํ ทุกฺขํ อนตฺตา หรือความไม่แน่นอน- ประสบปัญหา-และล่มสลาย ในที่สุด
จากประเด็นดังกล่าวนี้ พอจะประมวลแนวคิดของพระพุทธองค์ในเรื่องการเมืองการปกครองได้ว่า เหตุใดพระพุทธองค์ไม่ทรงวางรูปแบบการปกครองที่ชัดเจนตายตัว หรือทรงตรัสเรื่องระบอบการเมืองอย่างปราชญ์ชาวตะวันตก หรือขยายแนวคิดเรื่องรัฐนี้ออกไป ทั้งนี้เพราะพระองค์ทรงเห็นว่าการเมืองรูปแบบไหนก็ตาม, รัฐที่เป็นมหาอำนาจและยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในสภาวะของกฏธรรมชาติที่กล่าวมานี้ทั้งสิ้น
การที่พระพุทธองค์ทรงเลือกเมืองกุสินารา เป็นสถานที่ปรินิพพาน แม้พระอานนท์เถระทูลคัดค้านว่า
“ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคอย่าได้ปรินิพพานในเมืองเล็ก
เมืองดอน เมืองกิ่งเช่นนี้ เมืองใหญ่เหล่าอื่นยังมีอยู่ เช่น กรุงจัมปา
กรุงราชคฤห์ กรุงสาวัตถี เมืองสาเกต กรุงโกสัมพี กรุงพาราณสี
ขอพระผู้มีพระภาคโปรดปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด ขัตติยมหาศาล
พราหมณมหาศาล คหบดีมหาศาล ผู้เลื่อมใสอย่างยิ่งในพระตถาคต
มีอยู่มากในเมืองเหล่านั้น ท่านเหล่านั้นจะทำการบูชาพระสรีระของพระตถาคต.....” [5]
แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงมอง และให้ทัศนะกลับเป็นการตอกย้ำถึงกฏแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ
๗.๗.๒.๒. กุสินารา ปริศนาธรรมเพื่อสันติธรรมแห่งรัฐ
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า อานนท์อย่ากล่าวอย่างนั้น อย่าพูดอย่างนั้นว่า กุสินาราเป็นเมืองเล็ก เมืองดอน เมืองกิ่ง เดิมทีกุสินารา มีชื่อว่ากรุงกุสาวดี มีพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่ามหาสุทัสสนะมีมหาสุมทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ กรุงกุสาวดี หรือกุสินารากว้าง ๗ โยชน์ (ทิศเหนือ-ใต้) ยาว ๑๒ โยชน์ (ทิศตะวันออก-ตะวันตก) เลยทีเดียว โดยทรงตรัสว่า
“ กรุงกุสาวดี (กุสินารา) เป็นราชธานีที่เจริญรุ่งเรืองมีประชากรมาก มีพลเมืองหนาแน่น เศรษฐกิจดี เหมือนกับกรุงอาฬกมัณทา ซึ่งเป็นราชธานีของทวยเทพที่เจริญรุ่งเรือง มีประชากรมาก
มียักษ์หนาแน่น เศรษฐกิจดี อานนท์ กรุงกุสาวดี (กุสินารา)
เป็นราชธานีที่อึกทึกครึกโครมเพราะเสียง ๑๐ ชนิดทั้งวันทั้งคืน
ได้แก่เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิน
เสียงขับร้อง เสียงกังสดาล เสียงประโคมดนตรี และเสียงว่า
“ท่านทั้งหลายโปรดบริโภค ดื่ม เคี้ยวกิน ” [6]
นั้นแสดงว่า แม้แต่รัฐก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความเป็นจริงแห่งสัจจธรรมได้
ศึกแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ
การปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้ทราบไปถึงอาณาจักรน้อยใหญ่ทั่วชมพูทวีป อาณาจักรเหล่านั้นต่างก็เดินทางมาเพื่อแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ โดยส่งราชทูตมากับกองทัพน้อยใหญ่ จนเจ้ามัลละแห่งเมืองกุสินาราสั่งระดมพลป้องกันพระบรมสารีริกธาตุอย่างแข็งขันโดยจัดวางกำลังเพื่ออารักขาหลายชั้น โดยรอบ ดังนี้
การจัดกระบวนทัพ
๑. สัตติบัญชร คือทรงจัดวางกำลังพลหอกไว้รอบสัณฐาคาร ซึ่งจัดเป็นกองกำลังรอบในสุด
๒. ธนูปราการ คือทรงจัดวางกำแพงธนูถัดออกมาจากกำลังพลหอก
มีผู้ขยายคำว่า ธนูปราการ (กำแพงธนู) ประกอบไปด้วย
๒.๑. พลช้าง ให้ยืนแถวชิดกันจนกระพองจดกระพอง
๒.๒. พลม้า ให้ยืนแถวชิดกันจนคอจดคอ
๒.๓. พลรถ ให้ยืนแถวชิดกันจนดุมจดดุม
๒.๔. พลราบ ให้ยืนแถวชิดกันจนแขนจดแขน
๒.๕. พลธนู ให้ยืนแถวถือธนูขัดกันและกันซึ่งจัดเป็นกอง
กำลังอารักขารอบนอกสุด ส่วนอาณาจักรน้อยใหญ่ที่ส่งกองทัพพร้อมราชทูตมาที่ปรากฏนามมีดังนี้
๑. พระเจ้าอชาตศัตรู แห่งแคว้นมคธ
๒. พวกเจ้าลิจฉวี ผู้ครองกรุงเวสาลี
๓. พวกเจ้าศากยะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์
๔. พวกเจ้าถูลี แห่งกรุงอัลลกัปปะ
๕. พวกเจ้าโกลิยะ แห่งกรุงรามคาม
๖. พวกพราหมณ์ แห่งกรุงเวฏฐทีปกะ
๗.พวกเจ้ามัลละ แห่งกรุงปาวา
แต่ละเมืองต่างก็อ้างความชอบธรรมของตนเองในการขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุจนพวกเจ้ามัลละ ผู้ครองกรุงกุสินาราปฏิเสธเจ้าผู้ครองนครเหล่านั้นว่า
“ พระผู้มีพระภาคปรินิพพานในเขตบ้านเมืองของเรา
พวกเราจะไม่ให้ส่วนแบ่ง พระบรมสารีริกธาตุ ” [7]
ร้อนถึงโทณพราหมณ์ ได้อ้างนโยบายของพระพุทธเจ้าว่าให้ยึดขันติธรรมไม่ควรประหัตประหารกัน พร้อมเสนอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็น ๘ ส่วน จนเป็นที่พอใจของแคว้นต่าง ๆ และเป็นการสงบศึกชิงพระบรมสารีริกธาตุอย่างสันติ จนต่างฝ่ายก็ต่างยกทัพกลับไปบ้านเมืองของตน
๗.๘. ความเป็นประชาธิปไตยของพระพุทธองค์
ในข้อนี้เราจะเห็นว่าในวาระสุดท้ายของพระองค์ทรงเปิดโอกาสให้หมู่ภิกษุแสดงความคิดเห็นในแง่มุมต่าง ๆ หรือ ความไม่ชอบมาพากล ถึง ๓ ครั้งก็ไม่มีใครทักท้วง
“ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุแม้เพียงรูปเดียวพึงมีความสงสัย
หรือความเคลือบแคลงในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
มรรคหรือในปฏิปทา (ข้อปฏิบัติ) เธอทั้งหลายจงถามเถิด
จะได้ไม่เสียใจในภายหลังว่า พระศาสดายังอยู่ต่อหน้า
เราไม่กล้าพูดถามในที่เฉพาะพระพักตร์ ” [8]
๗.๘.๑. พระอานนท์ นักบริหารมืออาชีพ
พระอานนท์เป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า เมื่อเข้ามาบวชในพระศาสนาแล้วพระมหาเถระองค์นี้ได้มีบทบาทเป็นอย่างมาก และท่านยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศ หรือเอตทัตคะในหลายเรื่อง ตำแหน่งของท่านเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระชนม์อยู่ท่านเป็นพุทธอุปัฏฐาก คือดูแลรับใช้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้าจนภายหลังการปรินิพพานขององค์สมเด็จพระศาสดาแล้วท่านยังได้เป็นผู้วิสัชนาพระธรรม ในคราวทำสังคายนาครั้งที่หนึ่งอีกด้วย
พระพุทธเจ้าทรงยกย่องพระอานนท์ว่าเป็นอุปัฎฐากผู้บริหารจัดการที่ยอดเยี่ยม คือสามารถบริหารจัดการเวลา บุคคล สถานที่ได้ดี
“ อานนท์เป็นบัณฑิต อานนท์มีปัญญาหลักแหลมย่อมรู้ว่า
นี้เป็นเวลาของภิกษุที่จะเข้าเฝ้าพระตถาคต นี้เป็นเวลาของภิกษุณี
นี้เป็นเวลาของอุบาสก นี้เป็นเวลาของอุบาสิกา นี้เป็นเวลาของพระราชา นี้เป็นเวลาของราชมหาอำมาตย์ นี้เป็นเวลาของเดียรถีย์
นี้เป็นเวลาของสาวกเดียรถีย์....” [9]
ความอัจฉริยภาพของพระอานนท์เถระถึงกับว่า เมื่อใครก็ตามเข้าพบพระอานนท์แม้เพียงได้พบก็มีใจยินดี ขนาดที่พระอานนท์แสดงธรรมก็ชื่นชมแสดงธรรมเสร็จ ชนเหล่านั้นก็ยังไม่เต็มอิ่ม (ในบทธรรม) เป็นต้น
๗.๘.๒. ทายาททางการเมือง
เมื่อพระพุทธเจ้าใกล้ปรินิพพาน หลายคนคิดว่าพระอานนท์คือทายาทคนต่อไป เพราะธรรมดาเมื่อผู้นำจากไปความวุ่นวายมักเกิดขึ้นถ้าไม่มีทายาททางการเมือง หรือหัวหน้าคนใหม่เอาไว้คอยปกครององค์กร ซึ่งกรณีอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วกับท่านศาสดามหาวีระ แห่งศาสนาเชน ที่เหล่าลูกศิษย์ต่างแตกแยกความสามัคคีกันหลังการเสียชีวิตท่านไปแล้ว เป็นต้น
“ อานนท์ บางทีพวกเธออาจจะคิดว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว พวกเราไม่มีพระศาสดาข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย หลังจากเราล่วงลับไปก็จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย...” [10]
ปัญหาข้อนี้ใช่ว่าจะไม่มีใครสนใจหลังจากการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า พระธรรมปิฎก ให้ภาพในเหตุการณ์ดังกล่าวว่า
“ วัสสการพรามหณ์ ถามพระเถระชื่อว่าอานนท์ว่า พวกท่านไม่มีหัวหน้า
ไม่มีผู้ปกครอง จะอยู่รวมกันได้อย่างไร ความพร้อมเพียงสามัคคีจะเกิดขึ้นได้อย่างไร พระเถระตอบว่า พวกเราไม่ใช่ไม่มีหัวหน้า พวกเรายึดถือธรรมคือหลักการ…พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบท วางวินัยแม่บทเป็นหลักอ้างอิงไว้แล้ว เมื่อถึงวันอุโบสถ ๑๕ วันครั้งหนึ่ง พระภิกษุที่อยู่ในท้องถิ่นหนึ่ง ๆก็มาประชุมพร้อมกัน ขอให้ภิกษุรูปหนึ่งสวดสาธยายสิกขาบทที่วางไว้เป็นแม่บทนั้น เมื่อมีพระทำความผิด สงฆ์คือที่ประชุม ก็ให้ภิกษุรูปนั้นปฏิบัติตามกติกา ท่านว่าการที่ปฏิบัติเช่นนี้ไม่ถือว่าใครลงโทษภิกษุนั้น แต่ถือว่าธรรมลงโทษเขา [11]
๗.๘.๓. นโยบายสุดท้ายของพระพุทธเจ้า
สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสมาตลอด ๔๕ พรรษานั้นมีมากมายและในวาระสุดท้าย พระองค์ทรงสรุปให้เป็นประเด็นเดียว คือความไม่ประมาท
“ ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงทำหน้าที่ให้สำเร็จด้วยความไม่ประมาทเถิด ” [12]
นอกจากนั้น พระองค์ทรงสั่งให้สงฆ์ใช้คำสรรพนามเรียกกันตามลำดับพรรษา มอบอำนาจการตัดสินใจให้สงฆ์ และมีคำสั่งให้ลงโทษแก่พระฉันนะที่ไม่เชื่อฟังสงฆ์
“ อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไป ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบทเล็กน้อย
เสียงบ้างก็ถอนได้ อานนท์เมื่อเราล่วงลับไป สงฆ์พึงลงพรหมทัณฑ์แก่ภิกษุฉันนะ...” [13]
๗.๙. สถานการณ์หลังพุทธปรินิพพาน
๗.๙.๑. บทบาทของพระอนุรุทธะ
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว บทบาทของพระเถระชื่อว่าอานนท์ในฐานะเป็นพุทธอุปัฏฐาก หรือเลขาธิการของพรรค นั้นดูเหมือนว่าจะลดน้อยลงไป ดังนั้นอำนาจในการตัดสินใจทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับพระอนุรุทธเถระแทน เช่น พระอานนท์ถามว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานหรือยัง ? พระอนุรุทธเถระจะเป็นผู้คอยบอกว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ เช่น กำลังเข้าฌานสมาบัติอะไรอยู่
เมื่อชนทั้งหลายรวมทั้งเทวดา พรหมณ์ และมนุษย์ต่างเสียใจ พระอนุรุทธได้แสดงภาวะของผู้นำออกมาอย่างชัดเจนโดยพยายามเตือนสติเหล่าภิกษุทั้งหลายให้อยู่ในความเป็นจริง
“ อย่าเลยผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าเศร้าโศกอย่าคร่ำครวญเลย เรื่องนี้พระผู้มีพระภาคเคยตรัสสอนไว้มิใช่หรือว่า ความพลัดพราก ความทอดทิ้ง ความแปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น จากของรักของชอบใจทุกอย่างจะต้องมี ฉะนั้น จะพึงหาได้อะไรจากที่ไหนในสังขารนี้ สิ่งที่เกิดขึ้น มีขึ้น ถูกปัจจัยปรุงแต่งล้วนแตกสลายเป็นธรรมดา เป็นไปไม่ได้ที่จะปรารถนา ขอสิ่งนั้นอย่าเสื่อมไปเลย ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย พวกเทวดากำลังตำหนิอยู่ ” [14]
๗.๙.๒. การสื่อสารในยุคพุทธกาล
จากพระสูตรดังกล่าวเราจะเห็นว่า การข่าวในยุคนั้นใช้วิธีเดินบอกข่าว ชนิดปากต่อปาก แต่ที่เห็นชัดคือในยุคพุทธกาลมีศาลาประชาคมที่เรียกว่าสัณฐาคาร ที่พวกเจ้ามัลละกำลังประชุมปรึกษาหารือกันอยู่ พระอานนท์จึงแจ้งข่าวในที่ท่ามกลางการประชุม ทราบ
๗.๙.๓.พระสุภัททะดาวสภา
พระมหากัสสปะพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๕๐๐ รูปเดินทางไกลจากกรุงปาวา ไปยังกรุงกุสินารา ขณะที่ท่านแวะลงข้างทางนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง มีอาชีวกคนหนึ่งเดินสวนทางมา พระมหาเถระจึงถามข่าวพระพุทธเจ้า และอาชีวกคนดังกล่าวตอบว่า เรารู้ข่าวว่าท่านพระมหาสมณโคดมปรินิพพานได้ ๗ วันเข้าวันนี้เราถือดอกมณฑารพดอกนี้มาจากที่ปรินิพพานนั้น
เมื่อภิกษุ ผู้มีราคะร้องให้คร่ำครวญอยู่นั้น ภิกษุผู้บวชตอนแก่ชื่อสุภัททะนั่งอยู่ในที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นว่า
“ อย่าเลยท่านผู้มีอายุ อย่าเศร้าโศก อย่าคร่ำครวญเลย
พวกเรารอดพ้นแล้วจากมหาสมณะรูปนั้น ที่คอยจ้ำจี้จ้ำไชพวกเราอยู่
สิ่งนี้ควรแก่พวกเธอ สิ่งนี้ไม่ควรแก่พวกเธอ บัดนี้เราปรารถนาสิ่งใด
ก็จักทำสิ่งนั้น พวกเราไม่ปรารถนาสิ่งใด ก็จักไม่ทำสิ่งนั้น ” [15]
มหาปรินิพพานสูตร เป็นพระสูตรที่ค่อนข้างยาว แต่เมื่อศึกษาแล้วได้แนวคิดทางการเมืองการปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมของรัฐประศาสนศาสตร์เชิงพุทธแล้วน่าสนใจอยู่มิใช่น้อย
ประการแรก ทรงเน้นถึงความสามัคคีภายในรัฐ โดยตรัสถึงการใช้อปริหานิยธรรม ๗ ประการบริหารประเทศ แม้จะไม่ตรงกับทฤษฎี POSDCoRB เท่าใดนักก็ตาม
ประการที่สอง ทรงเห็นชอบตามแนวสันติวิธีในการแก้ปัญหา ไม่นิยมทำสงครามโดยหันมาส่งเสริมการใช้วิธีทางการทูตแทน
ประการที่สาม ทรงเน้นเป้าหมายแห่งพุทธคือนิพพาน โดยดำเนินการตามหลักการของไตรสิกขา ทำให้เห็นภาพที่เปรียบเทียบกับการเข้าสังกัดพรรคที่มีกฎเกณฑ์ที่วางเอาไว้, การต่ออายุ, การแสดงพลังของหมู่เทพ, กฎไตรลักษณ์แห่งรัฐ, ความเป็นประชาธิไตยตลอดจนถึงเรื่องทายาททางการเมืองอีกด้วย
ดังนั้นรัฐประศาสนศาสตร์แนวพุทธจึงไม่จำเป็นต้องตรงกับหลักการตามทฤษฎีทางโลก แต่เน้นที่ตัวผู้นำสามารถมีกระบวนทัศน์ในการบริหารจัดการเป็นธรรมเท่านั้น รัฐประศาสนศาสตร์เชิงพุทธก็เกิดขึ้นแล้ว
[1] ที.ม. ๑๐ / ๑๖๘ / ๑๑๖.
[2] ที.ม. ๑๐ / ๑๖๕ / ๑๑๐.
[3] ที.ม. ๑๐ / ๑๘๙ / ๑๓๘.
[4] ที.ม. ๑๐ / ๒๐๐ / ๑๔๙.
[5] ที.ม. ๑๐ / ๒๑๐ / ๑๕๘.
[6] เรื่องเดียวกัน หน้าเดียวกัน.
[7] ที.ม. ๑๐ / ๒๓๖ / ๑๗๘.
[8] ที.ม. ๑๐ / ๒๑๗ / ๑๖๕.
[9] ที.ม. ๑๐ / ๒๐๘ / ๑๕๕.
[10] ที.ม. ๑๐ / ๒๑๖ / ๑๖๔.
[11] พระธรรมปิฎก. นิติศาสตร์แนวพุทธ. พิมพ์ครั้งที่ ๓. (กรุงเทพฯ : บริษัทสหธรรมิก จำกัด, ๒๕๔๓). หน้า ๑๐๒.
[12] ที.ม. ๑๐ / ๒๑๘ / ๑๖๖.
[13] ที.ม. ๑๐ / ๒๑๖ / ๑๖๕.
[14] ที.ม. ๑๐ / ๒๒๕ / ๑๖๙.
[15] ที.ม. ๑๐ / ๒๓๒ / ๑๗๔.
น่าอ่านครับ
ขอบใจน้องสามเณรมาก ที่ได้เข้ามาแวะอ่านเนื้อหา
โอกาสหน้าจะได้ปรับปรุงแก้ไขใหม่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป
เปรียบทียบดีมากเลยครับ
ขอบคุณครับที่ติชม เพียรเพื่อบรมพุทธศาสน์ให้ก้าวหน้าด้วยศาสตร์สมัยใหม่ ตลอดไปและตลอดกาล