เมื่อใดก็ตามที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ย่อมจะไม่หวั่นไหวสิ่งรอบข้างเพียงเล็กน้อย คงยากที่จะทำให้สั่นคลอน

ธรรมชาติของต้นไม้

เมล็ดพืชหรือต้นกล้าเล็ก ล้วนมีความยิ่งใหญ่อยู่ในตัวทุกเมล็ดเพียงแต่รอจังหวะหว่านลงพื้นดินที่ชุ่มฉ่ำ สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยเมล็ดพันธ์ทุกเมล็ดก็จะขยายตัวเจริญเติบโตอย่าง ๆ เหมือนกับธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งมีศักยภาพอยู่แล้วรอคอยเวลาที่จะเจริญเติบโตเป็นผู้มีความรู้มีความสามารถพิเศษที่ทรงพลังอยู่ในตัวเองเท่านั้น

มนุษย์เราสามารถที่จะใช้ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองฝึกฝนอบรมจนประสบผลสำเร็จได้ บางคนก็ได้รับการฝึกฝนและรับการศึกษาเพียงแค่ป.๔ แต่ในบั้นปลายชีวิตกับประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ก็มี หรือบางท่านได้รับการอบรมบ่มเพาะและเข้ารับการศึกษาเพียง ๓ เดือน อย่างเอดิสัน แต่สุดท้ายก็สร้างสิ่งผลิตที่ยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ไว้ถึงพันกว่าชิ้นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติอย่างมากมายมหาศาลทีเดียว

มนุษย์เรานั้นเกิดมาพร้อมกับเมล็ดพันธ์ของความสำเร็จที่ติดตัวมาตั้งเกิดกันทุกคน แต่อยู่ว่าใครจะมีความมุ่งมั่นเข้าใจใส่ใจสนใจและทุมเทมากกว่ากันเท่านั้น มนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลายล้วนแต่ได้รับประโยชน์มากมายมหาศาลจากต้นไม้นั้น นับตั้งแต่เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค อาหาร และยังเป็นเครื่องใช้ไม้สอยอีกนับไม่ถ้วน มนุษย์เราเกิดมาเพื่อทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลกด้วยกันดังเช่นต้นไม้ที่เกิดมาเพื่อประโยชน์ของคนอื่นหรือเปล่า

การที่ต้นไม้จะสามารถทำประโยชน์ให้กับอื่นได้นั้น ก่อนอื่นจะต้องสร้างตนเองให้มั่นคงเสียก่อน ด้วยการหยั่งรากฝังโคนยืดลำต้นให้แน่น หลังจากนั้นจึงแผ่กิ่งก้านสาขาเพื่อรับแสงแดดปรุงอาหารเลี้ยงดอกและออกผลต่อไป

ข้อคิดเรื่องนี้ มนุษย์เราต้องพึ่งตนเองให้ได้เสียก่อน ก่อนที่จะไปทำประโยชน์ให้กับคนอื่น มนุษย์เราต้องฝึกฝนตนเอง ศึกษาค้นคว้าให้เหมือนกับรากของต้นไม้  เหมือนกับพระพุทธพจน์ที่ว่า "ภาวิตะกาโย  มีปัจจัยสี่สมบูรณ์  ภาวิตะสีโล มีระเบียบแบบแผนที่ดีงามด้วยศีล  ภาวิตะจิตโต มีจิตมั่นคงด้วยสมาธิ  ภาวิตะปัญโญ มีปัญญาสูงส่งดังเช่นอริยชนที่ได้ฝึกฝนอบรมมาอย่างยอดเยี่ยมแล้ว" (อํ. ติก. ๒๐/๕๔๐/๓๒๐ ส.สฬ. ๑๘/๖๑๓-๑๙/๓๙๓-๓๙๘)      ดังนั้น มนุษย์จะต้องฝึกฝนศึกษาค้นคว้าให้เหมือนกับรากของต้นไม้ที่หยั่งรากลงดิน เพื่อยึดลำต้นให้เกิดความมั่นคง ทนต่อลม และแสงแดด มนุษย์เราถ้าไม่มั่นคงเมื่อเติบโตขึ้นมาก็จะโอนเอนได้ง่าย เมื่อพบอุปสรรคมาก ๆ เข้า บางท่านถึงกับล้มลงแล้วยอมแพ้ ยอมพ่ายกับเวทีชีวิต เหมือนกับคำที่ปราชญ์กล่าวว่า "อย่าท้อแท้ เมื่อพลาดพลั่ง  ทำความหวังขึ้นมาใหม่  นมนานสักปานใด  หกล้มไป ลุกขึ้นใหม่ได้ทุกครา"

ใบไม้เมื่อเติบใตเต็มที่ก็จะเปลี่ยน จากสีเขียวเป็นสีเหลืองแล้วก็ร่วงหล่นลงบนพื้นดินเป็นปุ๋ยต่อไป มนุษย์เราเห็นดังนี้แล้วก็ให้นึกถึงกฏของไตรลักษณ์คืออนิจจังของชีวิตที่มีการเกิด แก่ เจ็บ แล้วก็ตายจากกัน ใบไม้ผลัดใบเพื่อให้เกิดใบใหม่ ๆ  มนุษย์เมื่อถึงวาระก็ต้องจากไปให้คนรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมาทำหน้าที่แทน ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง การหยุดนิ่งคือสิงที่ตายแล้ว

ต้นไม้ทุกต้นยืนตากแดด ตากลม ตากฝน เพื่อให้ร่มเงากับมวลมนุษย์ ให้ผลได้รับประทาน ให้เป็นยารักษาโรค บางต้นอาจไม่มีผลให้ แต่ก็ให้ร่มเงาให้เราได้พักผ่อนหย่อนใจ มนุษย์เราบางครั้งต้องยอมรับบากเพื่อผู้อื่นจึงคุ้มค่ากับชีวิตที่เกิดมาในโลกนี ต้นไม้จึงเป็นเสมือนบทเรียนบทหนึ่งที่่มนุษย์ทุกคนคนควรศึกษา เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ดังคำที่มหาตมคานธี กล่าวไว้ว่า "จงดูต้นไม้เป็นตัวอย่างนั้น ควรจะเป็นเครื่องเตื่อนใจเราเสมอ ต้นไม้ทนต่อการถูกแสงแดดเผา แต่ก็ให้ความร่มเย็นแก่เรา แล้วเราหละกำลังทำอะไรอยู่"