ในวงการเมืองปัจจุบันการจะเข้าสู่พรรคต้องสมัครเป็นสมาชิกของพรรคก่อน แล้วจึงทำงานให้พรรค แต่ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ได้วางไว้ ๒ เกณฑ์ คือเกณฑ์ที่หนึ่ง ถ้าเป็นพรหมณ์ หรือนักบวชอื่น ๆ จะให้ถึงไตรสรณคมณ์ก่อนจึงบวชได้ เกณฑ์ที่สอง หากเป็น

.๔. แนวคิดทางการเมืองของแคว้นวัชชี

            ๗.๔.๑. รูปแบบการปกครอง (มลรัฐ)

                แคว้นวัชชี  ได้มีรูปแบบการปกครองทางการเมืองเป็นแบบสหพันธรัฐ ที่รวมตัวกันได้อย่างเข้มแข็ง  ทั้งนี้โดยการใช้หลักอปริหานิยธรรมเป็นแนวทางในการบริหารกิจการบ้านเมือง  จนเป็นที่เกรงขามของรัฐน้อยใหญ่  แม้พระเจ้าอชาตศัตรูเองก็ยังเกรงในพลังของความสามัคคีของรัฐวัชชีนี้  จนพระองค์ได้แสวงหาทางออกสุดท้ายคือการให้วัสสการพราหมณ์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังแนวคิด  และอาจจะเกิดความคิดดี ๆ ขึ้น  ในที่สุดก็นำไปสรุปเป็นกลยุทธการเมืองนำการทหาร และประสบความสำเร็จหลังพุทธปรินิพพาน

                ในเรื่องดังกล่าวนี้พระพุทธเจ้ามิได้ทรงให้คำแนะนำใด ๆ เพียงแต่ตรัสให้เห็นถึงจุดแข็งของเจ้าวัชชีทั้งหลายที่มีความประพฤติที่แสดงถึงความสามัคคีและมีอำนาจเหนือกว่าเท่านั้นโดยตรัสผ่านพระมหาเถระที่ชื่ออานนท์  ว่า

                “  อานนท์พวกเจ้าวัชชีพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียวไม่มีความเสื่อมเลย  ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ประชุมกันมากครั้ง

                .......ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังพร้อมเพียงกันประชุม  พร้อมเพียงกันเลิกประชุมและพร้อมเพียงกันทำกิจที่พวกเจ้าวัชชีจะพึงทำ

                .......ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชีไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว  ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรมที่วางไว้เดิม

                .......ตราบเท่าที่เจ้าวัชชียังสักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาเจ้าวัชชีผู้มีพระชนมายุมากของเจ้าวัชชีและสำคัญถ้อยคำของท่านเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งควรรับฟัง

                .......ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังไม่ฉุดคร่าขืนใจกุลสตรี  หรือกุลกุมารีให้อยู่ร่วมด้วย

                .......ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังสักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาเจดีย์ในแคว้นวัชชีของชาววัชชีทั้งในเมืองและนอกเมืองและไม่ละเลยการบูชาอันชอบธรรมที่เคยให้กระทำต่อเจดีย์เหล่านั้นให้เสื่อมสูญไป

                .......ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังรู้จักการรักษา  คุ้มครองป้องกันพระอรหันต์ทั้งหลายโดยชอบธรรมด้วยตั้งใจว่า  ทำอย่างไร พระอรหันต์ที่ยังไม่มา พึงมาสู่แว่นแคว้นของเราท่านที่มาแล้วพึงอยู่อย่างผาสุกในแว่นแคว้น   ”  [1]

 

.๔.๒. อปริหานิยธรรม  ๖  แผน

                แม้การจัดระบบองค์กรในสมัยพุทธกาลจะมีไม่ชัดเจนแต่ที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ  เมื่อมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธกราบทูลลาไป  พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียกพระภิกษุทุกรูปมาเพื่อทรงย้ำถึงความเจริญแห่งหมู่คณะหรือองค์กรโดยตรัสอปริหานิยธรรม  ธรรมที่ไม่เสื่อมถึง  ๖  แผนด้วยกัน

            อปริหานิยธรรมที่ทรงตรัสนี้เป็นธรรมที่ไม่เสื่อม ที่แคว้นต่าง ๆ ในอินเดียนิยมใช้หลักธรรมนี้มาปกครองแคว้นของตน  แม้ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรัฐไทยทางเหนือโบราณก็ใช้หลักธรรมข้อนี้มาบริหารประเทศและยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา  [2]

                หลักอปริหานิยธรรมนี้ พระพุทธองค์ทรงขยายให้มีความพิศดารมากถึง  ๖  แผน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับองค์กรต่าง ๆ เพื่อความเจริญงอกงามของหมู่คณะ  ประกอบไปด้วย

 

อปริหานิยธรรม  แผนที่  ๑

                ๑.ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียวไม่มีความเสื่อมเลยตราบเท่าที่ภิกษุยังหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ประชุมกันมากครั้ง

                ๒..........ตราบเท่าที่ภิกษุยังพร้อมเพียงกันประชุม พร้อมเพียงกันเลิกประชุม  และพร้อมเพียงกันทำกิจที่สงฆ์จะพึงทำ

                ๓.........ตราบเท่าที่ภิกษุยังไม่บัญญัตสิ่งที่เรามิได้บัญญัติไว้  ไม่ล้มล้างสิ่งที่เราได้บัญญัติไว้แล้วถือปฏิบัติมั่นตามสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แล้ว

                ๔.........ตราบเท่าที่ภิกษุยังสักการะ  เคารพ  นับถือ  บูชาภิกษุผู้เป็นเถระ  เป็นรัตตัญญู  บวชมานาน  เป็นสังฆบิดร  เป็นสังฆปรินายก  และสำคัญถ้อยคำของท่านเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งควรรับฟัง

                ๕.......ตราบเท่าที่ภิกษุยังไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหาก่อให้เกิดภพใหม่ที่เกิดขึ้นแล้ว

                ๖.......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้มุ่งหวังเสนาสนะป่า

                ๗......ตราบเท่าที่ภิกษุยังตั้งสติไว้ในภายในว่า  ทำอย่างไรเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีลงามที่ยังไม่มาพึงมา  ท่านที่มาแล้วพึงอยู่อย่างผาสุก  [3]

อปริหานิยธรรม  แผน  ๒

                ๑.ภิกษุพึงได้แต่ความเจริญอย่างเดียว  ไม่มีความเสื่อมเลยตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้ไม่ชอบการงาน  ไม่ยินดีการงาน  ไม่หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการงาน

                ๒......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้ไม่ชอบการพูดคุย  ไม่ยินดีการพูดคุยไม่หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการพูดคุย

                ๓......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้ไม่ชอบการนอนหลับ  ไม่ยินดีการนอนหลับไม่หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ

                ๔......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้ไม่ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่ไม่ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่  ไม่หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่

                ๕......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้ไม่มีความปรารถนาชั่ว   ไม่ตกไปสู่อำนาจของความปรารถนาชั่ว

                ๖......ตราบเท่าที่ภิกษุยังไม่มีมิตรชั่ว  มีสหายชั่วมีเพื่อนชั่ว

                ๗......ตราบเท่าที่ภิกษุยังไม่ถึงความหยุดชะงักในระหว่าง  เหตุเพียงเพราะบรรลุคุณวิเศษ

ในชั้นต่ำ   [4]

 

อปริหานิยธรรม  แผน  ๓

                ๑.ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว  ไม่มีความเสื่อมเลยตราบเท่าที่ภิกษุยังมีศรัทธา

                ๒......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีหิริ

                ๓......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีโอตตัปปะ

                ๔......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นพหูสูต

                ๕......ตราบเท่าที่ภิกษุยังปรารภความเพียร

                ๖......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีสติมั่น

                ๗......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีปัญญา  [5]

 

อปริหานิยธรรม  แผน  ๔

                ๑.ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียวไม่มีความเสื่อมเลย  ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญสติสัมโพชฌงค์  (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้  คือความระลึกได้)

                ๒......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์  (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือการเฟ้นธรรม)

                ๓.....ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญวิริยสัมโพชฌงค์      (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร)

                ๔......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญปีติสัมโพชฌงค์    (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือความอิ่มใจ)

                ๕......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์  (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือความสงบกายสงบใจ)

                ๖......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์    (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความตั้งจิตมั่น)

                ๗......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์    (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความวางใจเป็นกลาง) [6]

 

 อปริหานิยธรรม  แผน  ๕

                ๑.ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว  ไม่มีความเสื่อมเลย  ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญอนิจจสัญญา  (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)

                ๒......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญอนัตตสัญญา            (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง)

                ๓......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญอสุภสัญญา  (กำหนดหมายความเป็นของไม่สวยงาม)

                ๔......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญอาทีนวัสัญญา  (กำหนดหมายความทุกข์ของการอันมีความเจ็บไข้ต่าง  ๆ)

                ๕......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญปหานสัญญา  (กำหนดหมายความเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย)

                ๖......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญวิราคสัญญา  (กำหนดหมายความวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)

                ๗......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญนิโรธสัญญา  (กำหนดหมายความนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)  [7]

 

 อปริหานิยธรรม  แผน  ๖

๑......ตราบเท่าที่ภิกษุยังตั้งมั่นเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ

๒......ตราบเท่าที่ภิกษุยังตั้งมั่นเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ

๓......ตราบเท่าที่ภิกษุยังตั้งมั่นเมตตามโนกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ

๔......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีการบริโภคโดยไม่แบ่งแยกลาภทั้งหลายอันประกอบด้วยธรรม  ได้มาโดยธรรมโดยที่สุดแม้เพียงบิณฑบาต  (อาหารในบาตร)  บริโภคร่วมกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล

๕......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีศีลไม่ขาด  ไม่ทะลุ  ไม่ด่าง  ไม่พร้อย  เป็นไท  ท่านผู้รู้สรรเสริญ  ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำเป็นไปเพื่อสมาธิเสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ

๖......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีอริยทิฎฐิ  อันเป็นเครื่องนำออกเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามเสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและที่ลับ [8]

 

 .๕. แนวคิดของพระพุทธเจ้าที่ประยุกต์ใช้ทางการเมืองการปกครอง

.๕.๑.สัญลักษณ์แห่งสถาบัน

                สังเวชนียสถาน  ๔  ตำบล  ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งในช่วงท้ายสมัยพุทธกาล  พระอานนทเถระ มีความกังวลถึงสัญลักษณ์แห่งสถาบันที่สามารถสื่อถึงความเป็นชาวพุทธ ดังปรากฏในพระสูตรว่า

                “  ท่านพระอานนท์  กราบทูลว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  เมื่อก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้จำพรรษาในทิศทั้งหลายมาเฝ้าพระตถาคตข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมได้พบได้ใกล้ชิดภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่เจริญใจก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไป ข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่ได้พบ  ไม่ได้ใกล้ชิดภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่เจริญใจ (อีก)

                พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  อานนท์สังเวชนียสถาน  ๔  แห่งนี้เป็นสถานที่  (เป็นศูนย์รวม)ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู   สังเวชนียสถาน  ๔  แห่ง  อะไรบ้าง  คือ

                ๑. สังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดูด้วยระลึกว่า  “ตถาคตประสูติในที่นี้”

                ๒...........................ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้

                ๓...........................ทรงประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมในที่นี้

                ๔...........................ทรงได้เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้” [9]

.๕.๒. เป้าหมายแห่งพรรค

                เป้าหมายของพระพุทธศาสนาและลำดับแห่งการพัฒนาการนั้นต่างจากพรรคการเมืองคือ  นักการเมือง เริ่มจากการเป็นสมาชิกพรรค  แล้งลงสมัครในนามพรรค  รับเลือกตั้ง  ฯลฯ

                เมื่อเทียบเป้าหมายดังนี้แล้วพระพุทธศาสนาเน้นเป้าหมายสูงสุดคือวิมุตติ  หรือนิพพาน  โดยเริ่มจากศีล  สมาธิ  ปัญญาแล้วจึงจะถึงวิมุตติ

                “  ศีล  สมาธิ  ปัญญา  และวิมุตติ  อันยอดเยี่ยม  ธรรมเหล่านี้พระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว  ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกธรรม  แก่ภิกษุทั้งหลายเพื่อความรู้ยิ่ง  พระศาสดาทรงทำที่สุดแห่งทุกข์มีพระจักษุปรินิพพานแล้ว  ”  [10]

 

.๕.๓. วิธีการทดสอบนโยบาย

                เมื่อจะให้หมู่ภิกษุสงฆ์ได้ตรวจสอบว่า  ธรรมะอันไหนจริงหรือเท็จ  เพื่อใช้ตรวจสอบกันพระพุทธองค์ทรงตรัสหลักการตรวจสอบเอาไว้ในกรณีที่เป็นที่สงสัย  ๔  ประการ คือ

                มหาประเทศข้อที่  ๑           เมื่อมีใครพูดว่าข้าพเจ้าได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า  ว่านี้เป็นธรรม  นี้เป็นวินัย  นี้เป็นสัตถุสาสน์  ไม่ควรชื่นชม  หรือคัดค้าน  พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี  แล้วทดสอบดูในสูตรเทียบดูในวินัย  ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้นสอบลงในสูตรก็ไม่ได้  เทียบเข้าในวินัยก็ไม่ได้ให้สันนิษฐานว่า  ไม่ใช่พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าบุคคลนี้รับมาผิด  จงทิ้งคำนั้นเสีย  แต่ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น  สอบลงในสูตรก็ได้  เทียบเข้าในวินัยก็ได้ให้สันนิษฐานว่า  นี้เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุนี้รับมาด้วยดี

                มหาประเทศข้อที่  ๒         ถ้ามีภิกษุกล่าวอ้างคณะสงฆ์ว่านี้เป็นธรรม  นี้เป็นวินัย  นี้เป็นสัตถุสาสน์  ไม่ควรชื่นชม  หรือคัดค้านพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี  แล้วตรวจสอบดูในพระสูตรเทียบดูในวินัย  ถ้าไปกันไม่ได้  ไม่ใช่พระดำรัส  สงฆ์นั้นรับมาผิด  จงทิ้งคำนั้นเสีย  แต่ถ้าสอบลงในสูตรได้  ไปกันได้นั่นเป็นพระดำรัส  สงฆ์รับบทด้วยดี 

                มหาประเทศข้อที่  ๓          ถ้ามีภิกษุกล่าวอ้างบทพระเถระทั้งหลายให้ลองตรวจสอบดู  ถ้าไปกันไม่ได้กับพระสูตร  พระวินัย  ก็ควรถือ  แต่ถ้าไปกันได้กับพระสูตร  ก็จงถือปฏิบัติ 

                มหาประเทศข้อที่  ๔           ถ้ามีภิกษุกล่าวอ้างพระเถระผู้เป็นพหูสูตร  ทรงจำไว้มาก  ให้ลองตรวจสอบดู  ถ้าไปกันไม่ได้กับพระสูตร  พระวินัย  ก็ควรถือ  แต่ถ้าไปกันได้  ก็จงถือปฏิบัติ

 

.๕.๔. การเข้าเป็นสมาชิกของพรรค

                ในวงการเมืองปัจจุบันการจะเข้าสู่พรรคต้องสมัครเป็นสมาชิกของพรรคก่อน  แล้วจึงทำงานให้พรรค  แต่ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ได้วางไว้  ๒  เกณฑ์  คือเกณฑ์ที่หนึ่ง ถ้าเป็นพรหมณ์  หรือนักบวชอื่น ๆ จะให้ถึงไตรสรณคมณ์ก่อนจึงบวชได้             เกณฑ์ที่สอง      หากเป็นอัญเดียรถีย์  คือนักบวชนอกศาสนา  พระองค์ทรงให้อยู่ปริวาสถึง  ๔  เดือนเสียก่อน  ทั้งนี้เพราะต้องการให้ฝึกหัดมารยาทใหม่แต่ในกรณีสุภัททปริพาชก  นั้นเป็นกรณีพิเศษ  เพราะพระองค์ทรงคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย  โดยตรัสสั่งให้พระอานนท์ทำการแทน

                “  ลำดับนั้น  พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า อานนท์ถ้าเช่นนั้น  เธอจงให้สุภัททบวช  ”  [11]

 

.๕.๕. คุณสมบัติของนักการเมือง

                ในจุดนี้ แม้พระพุทธเจ้ามิได้ทรงตรัสเรื่องคุณสมบัติของนักการเมืองไว้อย่างตรง ๆ แต่เมื่อเราได้ศึกษาพระสูตรเพื่อเปรียบเทียบแล้วนั้นจึงต้องทำการวิเคราะห์ ในเรื่องดังกล่าวนี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกอุบาสกอุบาสิกาชาวเมืองปาฏลิคามมา แล้วชี้ให้ดูโทษ หรือศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล และอานิสงส์ของผู้มีศีล อย่างละ  ๕  ประการ ดังต่อไปนี้

) โทษของนักการเมืองไม่ดี  (Non-Qualified)

                                ๑. เสื่อมโภคทรัพย์

                                ๒. กิตติศัพท์อันชั่วของผู้นั้น  ย่อมกระฉ่อนไป

                                ๓. ไม่แกล้วกล้า เก้อเขิน

                                ๔. ย่อมหลงลืมสติตาย  (ถูกขับไล่)

                                ๕. หลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย  (ติดคุก)

 

) คุณสมบัติของนักการเมืองที่ดี  (Qualified)

                                ๑. ย่อมมีโภคทรัพย์

                                ๒. ชื่อเสียงขจรไปทั่ว

                                ๓. แกล้วกล้า  ไม่เก้อเขิน

                                ๔. ไม่หลงลืมสติตาย

                                ๕. หลังตายไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์



[1]   ที.ม.  ๑๐ /  ๑๓๑–๒๔๐  /  ๗๘ - ๘๘.

[2] ศรีบรรดร  ถิรธมฺโม, พระมหา.  สังคมทางการเมืองการปกครองในอาณาจักรภูกามยาว  (รัฐพะเยาในอดีต). (พะเยา : กอบคำการพิมพ์,  ๒๕๔๘).  หน้า  ๓๒-๓๔.

[3] ที.ม.  ๑๐ /  ๑๓๑–๒๔๐  /  ๘๒ – ๘๓.

[4] ที.ม. ๑๐ / ๑๓๗ /  ๘๓ – ๘๔.

[5] ที.ม. ๑๐ / ๑๓๘ / ๘๔- ๘๕.

[6]  ที.ม. ๑๐ / ๑๓๙ / ๘๕–๘๖.

[7] ที.ม. ๑๐ / ๑๔๐ / ๘๖–๘๗.

[8] ที.ม. ๑๐ / ๑๔๑ / ๘๗–๘๘.

[9] ที.ม. ๑๐ / ๒๐๒ / ๑๕๐-๑๕๑.

[10] ที.ม. ๑๐ / ๑๘๖ /  ๑๓๓.

[11] ที.ม. ๑๐ / ๒๑๕ / ๑๖๓.