๗.๔. แนวคิดทางการเมืองของแคว้นวัชชี
๗.๔.๑. รูปแบบการปกครอง (มลรัฐ)
แคว้นวัชชี ได้มีรูปแบบการปกครองทางการเมืองเป็นแบบสหพันธรัฐ ที่รวมตัวกันได้อย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้โดยการใช้หลักอปริหานิยธรรมเป็นแนวทางในการบริหารกิจการบ้านเมือง จนเป็นที่เกรงขามของรัฐน้อยใหญ่ แม้พระเจ้าอชาตศัตรูเองก็ยังเกรงในพลังของความสามัคคีของรัฐวัชชีนี้ จนพระองค์ได้แสวงหาทางออกสุดท้ายคือการให้วัสสการพราหมณ์เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อฟังแนวคิด และอาจจะเกิดความคิดดี ๆ ขึ้น ในที่สุดก็นำไปสรุปเป็นกลยุทธการเมืองนำการทหาร และประสบความสำเร็จหลังพุทธปรินิพพาน
ในเรื่องดังกล่าวนี้พระพุทธเจ้ามิได้ทรงให้คำแนะนำใด ๆ เพียงแต่ตรัสให้เห็นถึงจุดแข็งของเจ้าวัชชีทั้งหลายที่มีความประพฤติที่แสดงถึงความสามัคคีและมีอำนาจเหนือกว่าเท่านั้นโดยตรัสผ่านพระมหาเถระที่ชื่ออานนท์ ว่า
“ อานนท์พวกเจ้าวัชชีพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียวไม่มีความเสื่อมเลย ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ประชุมกันมากครั้ง
.......ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังพร้อมเพียงกันประชุม พร้อมเพียงกันเลิกประชุมและพร้อมเพียงกันทำกิจที่พวกเจ้าวัชชีจะพึงทำ
.......ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชีไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรมที่วางไว้เดิม
.......ตราบเท่าที่เจ้าวัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจ้าวัชชีผู้มีพระชนมายุมากของเจ้าวัชชีและสำคัญถ้อยคำของท่านเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งควรรับฟัง
.......ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังไม่ฉุดคร่าขืนใจกุลสตรี หรือกุลกุมารีให้อยู่ร่วมด้วย
.......ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจดีย์ในแคว้นวัชชีของชาววัชชีทั้งในเมืองและนอกเมืองและไม่ละเลยการบูชาอันชอบธรรมที่เคยให้กระทำต่อเจดีย์เหล่านั้นให้เสื่อมสูญไป
.......ตราบเท่าที่พวกเจ้าวัชชียังรู้จักการรักษา คุ้มครองป้องกันพระอรหันต์ทั้งหลายโดยชอบธรรมด้วยตั้งใจว่า ทำอย่างไร พระอรหันต์ที่ยังไม่มา พึงมาสู่แว่นแคว้นของเราท่านที่มาแล้วพึงอยู่อย่างผาสุกในแว่นแคว้น ” [1]
๗.๔.๒. อปริหานิยธรรม ๖ แผน
แม้การจัดระบบองค์กรในสมัยพุทธกาลจะมีไม่ชัดเจนแต่ที่น่าสนใจประการหนึ่งคือ เมื่อมหาอำมาตย์ของแคว้นมคธกราบทูลลาไป พระพุทธองค์ทรงตรัสเรียกพระภิกษุทุกรูปมาเพื่อทรงย้ำถึงความเจริญแห่งหมู่คณะหรือองค์กรโดยตรัสอปริหานิยธรรม ธรรมที่ไม่เสื่อมถึง ๖ แผนด้วยกัน
อปริหานิยธรรมที่ทรงตรัสนี้เป็นธรรมที่ไม่เสื่อม ที่แคว้นต่าง ๆ ในอินเดียนิยมใช้หลักธรรมนี้มาปกครองแคว้นของตน แม้ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรัฐไทยทางเหนือโบราณก็ใช้หลักธรรมข้อนี้มาบริหารประเทศและยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา [2]
หลักอปริหานิยธรรมนี้ พระพุทธองค์ทรงขยายให้มีความพิศดารมากถึง ๖ แผน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับองค์กรต่าง ๆ เพื่อความเจริญงอกงามของหมู่คณะ ประกอบไปด้วย
อปริหานิยธรรม แผนที่ ๑
๑.ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียวไม่มีความเสื่อมเลยตราบเท่าที่ภิกษุยังหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ประชุมกันมากครั้ง
๒..........ตราบเท่าที่ภิกษุยังพร้อมเพียงกันประชุม พร้อมเพียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพียงกันทำกิจที่สงฆ์จะพึงทำ
๓.........ตราบเท่าที่ภิกษุยังไม่บัญญัตสิ่งที่เรามิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่เราได้บัญญัติไว้แล้วถือปฏิบัติมั่นตามสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้แล้ว
๔.........ตราบเท่าที่ภิกษุยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุผู้เป็นเถระ เป็นรัตตัญญู บวชมานาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปรินายก และสำคัญถ้อยคำของท่านเหล่านั้นว่าเป็นสิ่งควรรับฟัง
๕.......ตราบเท่าที่ภิกษุยังไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหาก่อให้เกิดภพใหม่ที่เกิดขึ้นแล้ว
๖.......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้มุ่งหวังเสนาสนะป่า
๗......ตราบเท่าที่ภิกษุยังตั้งสติไว้ในภายในว่า ทำอย่างไรเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีลงามที่ยังไม่มาพึงมา ท่านที่มาแล้วพึงอยู่อย่างผาสุก [3]
อปริหานิยธรรม แผน ๒
๑.ภิกษุพึงได้แต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลยตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้ไม่ชอบการงาน ไม่ยินดีการงาน ไม่หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการงาน
๒......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้ไม่ชอบการพูดคุย ไม่ยินดีการพูดคุยไม่หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการพูดคุย
๓......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้ไม่ชอบการนอนหลับ ไม่ยินดีการนอนหลับไม่หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการนอนหลับ
๔......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้ไม่ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่ไม่ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่ ไม่หมั่นประกอบความเป็นผู้ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่
๕......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นผู้ไม่มีความปรารถนาชั่ว ไม่ตกไปสู่อำนาจของความปรารถนาชั่ว
๖......ตราบเท่าที่ภิกษุยังไม่มีมิตรชั่ว มีสหายชั่วมีเพื่อนชั่ว
๗......ตราบเท่าที่ภิกษุยังไม่ถึงความหยุดชะงักในระหว่าง เหตุเพียงเพราะบรรลุคุณวิเศษ
ในชั้นต่ำ [4]
อปริหานิยธรรม แผน ๓
๑.ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลยตราบเท่าที่ภิกษุยังมีศรัทธา
๒......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีหิริ
๓......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีโอตตัปปะ
๔......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเป็นพหูสูต
๕......ตราบเท่าที่ภิกษุยังปรารภความเพียร
๖......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีสติมั่น
๗......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีปัญญา [5]
อปริหานิยธรรม แผน ๔
๑.ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียวไม่มีความเสื่อมเลย ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญสติสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือความระลึกได้)
๒......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือการเฟ้นธรรม)
๓.....ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความเพียร)
๔......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญปีติสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือความอิ่มใจ)
๕......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ คือความสงบกายสงบใจ)
๖......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความตั้งจิตมั่น)
๗......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ (ธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้คือความวางใจเป็นกลาง) [6]
อปริหานิยธรรม แผน ๕
๑.ภิกษุพึงหวังได้แต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่มีความเสื่อมเลย ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญอนิจจสัญญา (กำหนดหมายความไม่เที่ยงแห่งสังขาร)
๒......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญอนัตตสัญญา (กำหนดหมายความเป็นอนัตตาแห่งธรรมทั้งปวง)
๓......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญอสุภสัญญา (กำหนดหมายความเป็นของไม่สวยงาม)
๔......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญอาทีนวัสัญญา (กำหนดหมายความทุกข์ของการอันมีความเจ็บไข้ต่าง ๆ)
๕......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญปหานสัญญา (กำหนดหมายความเพื่อละอกุศลวิตกและบาปธรรมทั้งหลาย)
๖......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญวิราคสัญญา (กำหนดหมายความวิราคะว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต)
๗......ตราบเท่าที่ภิกษุยังเจริญนิโรธสัญญา (กำหนดหมายความนิโรธว่าเป็นธรรมละเอียดประณีต) [7]
อปริหานิยธรรม แผน ๖
๑......ตราบเท่าที่ภิกษุยังตั้งมั่นเมตตากายกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ
๒......ตราบเท่าที่ภิกษุยังตั้งมั่นเมตตาวจีกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ
๓......ตราบเท่าที่ภิกษุยังตั้งมั่นเมตตามโนกรรมในเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ
๔......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีการบริโภคโดยไม่แบ่งแยกลาภทั้งหลายอันประกอบด้วยธรรม ได้มาโดยธรรมโดยที่สุดแม้เพียงบิณฑบาต (อาหารในบาตร) บริโภคร่วมกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผู้มีศีล
๕......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย เป็นไท ท่านผู้รู้สรรเสริญ ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิครอบงำเป็นไปเพื่อสมาธิเสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ
๖......ตราบเท่าที่ภิกษุยังมีอริยทิฎฐิ อันเป็นเครื่องนำออกเพื่อความสิ้นทุกข์โดยชอบแก่ผู้ทำตามเสมอกันกับเพื่อนพรหมจารีทั้งหลายทั้งในที่แจ้งและที่ลับ [8]
๗.๕. แนวคิดของพระพุทธเจ้าที่ประยุกต์ใช้ทางการเมืองการปกครอง
๗.๕.๑.สัญลักษณ์แห่งสถาบัน
สังเวชนียสถาน ๔ ตำบล ถือว่าเป็นสัญลักษณ์แทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งในช่วงท้ายสมัยพุทธกาล พระอานนทเถระ มีความกังวลถึงสัญลักษณ์แห่งสถาบันที่สามารถสื่อถึงความเป็นชาวพุทธ ดังปรากฏในพระสูตรว่า
“ ท่านพระอานนท์ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้จำพรรษาในทิศทั้งหลายมาเฝ้าพระตถาคตข้าพระองค์ทั้งหลายย่อมได้พบได้ใกล้ชิดภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่เจริญใจก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเสด็จล่วงลับไป ข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่ได้พบ ไม่ได้ใกล้ชิดภิกษุทั้งหลายผู้เป็นที่เจริญใจ (อีก)
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อานนท์สังเวชนียสถาน ๔ แห่งนี้เป็นสถานที่ (เป็นศูนย์รวม)ที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดู สังเวชนียสถาน ๔ แห่ง อะไรบ้าง คือ
๑. สังเวชนียสถานที่กุลบุตรผู้มีศรัทธาควรไปดูด้วยระลึกว่า “ตถาคตประสูติในที่นี้”
๒...........................ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้
๓...........................ทรงประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมในที่นี้
๔...........................ทรงได้เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในที่นี้” [9]
๗.๕.๒. เป้าหมายแห่งพรรค
เป้าหมายของพระพุทธศาสนาและลำดับแห่งการพัฒนาการนั้นต่างจากพรรคการเมืองคือ นักการเมือง เริ่มจากการเป็นสมาชิกพรรค แล้งลงสมัครในนามพรรค รับเลือกตั้ง ฯลฯ
เมื่อเทียบเป้าหมายดังนี้แล้วพระพุทธศาสนาเน้นเป้าหมายสูงสุดคือวิมุตติ หรือนิพพาน โดยเริ่มจากศีล สมาธิ ปัญญาแล้วจึงจะถึงวิมุตติ
“ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ อันยอดเยี่ยม ธรรมเหล่านี้พระโคดมผู้มียศตรัสรู้แล้ว ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสบอกธรรม แก่ภิกษุทั้งหลายเพื่อความรู้ยิ่ง พระศาสดาทรงทำที่สุดแห่งทุกข์มีพระจักษุปรินิพพานแล้ว ” [10]
๗.๕.๓. วิธีการทดสอบนโยบาย
เมื่อจะให้หมู่ภิกษุสงฆ์ได้ตรวจสอบว่า ธรรมะอันไหนจริงหรือเท็จ เพื่อใช้ตรวจสอบกันพระพุทธองค์ทรงตรัสหลักการตรวจสอบเอาไว้ในกรณีที่เป็นที่สงสัย ๔ ประการ คือ
มหาประเทศข้อที่ ๑ เมื่อมีใครพูดว่าข้าพเจ้าได้สดับรับฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ว่านี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุสาสน์ ไม่ควรชื่นชม หรือคัดค้าน พึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วทดสอบดูในสูตรเทียบดูในวินัย ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้นสอบลงในสูตรก็ไม่ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ไม่ได้ให้สันนิษฐานว่า ไม่ใช่พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าบุคคลนี้รับมาผิด จงทิ้งคำนั้นเสีย แต่ถ้าบทและพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ได้ให้สันนิษฐานว่า นี้เป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุนี้รับมาด้วยดี
มหาประเทศข้อที่ ๒ ถ้ามีภิกษุกล่าวอ้างคณะสงฆ์ว่านี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นสัตถุสาสน์ ไม่ควรชื่นชม หรือคัดค้านพึงเรียนบทและพยัญชนะเหล่านั้นให้ดี แล้วตรวจสอบดูในพระสูตรเทียบดูในวินัย ถ้าไปกันไม่ได้ ไม่ใช่พระดำรัส สงฆ์นั้นรับมาผิด จงทิ้งคำนั้นเสีย แต่ถ้าสอบลงในสูตรได้ ไปกันได้นั่นเป็นพระดำรัส สงฆ์รับบทด้วยดี
มหาประเทศข้อที่ ๓ ถ้ามีภิกษุกล่าวอ้างบทพระเถระทั้งหลายให้ลองตรวจสอบดู ถ้าไปกันไม่ได้กับพระสูตร พระวินัย ก็ควรถือ แต่ถ้าไปกันได้กับพระสูตร ก็จงถือปฏิบัติ
มหาประเทศข้อที่ ๔ ถ้ามีภิกษุกล่าวอ้างพระเถระผู้เป็นพหูสูตร ทรงจำไว้มาก ให้ลองตรวจสอบดู ถ้าไปกันไม่ได้กับพระสูตร พระวินัย ก็ควรถือ แต่ถ้าไปกันได้ ก็จงถือปฏิบัติ
๗.๕.๔. การเข้าเป็นสมาชิกของพรรค
ในวงการเมืองปัจจุบันการจะเข้าสู่พรรคต้องสมัครเป็นสมาชิกของพรรคก่อน แล้วจึงทำงานให้พรรค แต่ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ได้วางไว้ ๒ เกณฑ์ คือเกณฑ์ที่หนึ่ง ถ้าเป็นพรหมณ์ หรือนักบวชอื่น ๆ จะให้ถึงไตรสรณคมณ์ก่อนจึงบวชได้ เกณฑ์ที่สอง หากเป็นอัญเดียรถีย์ คือนักบวชนอกศาสนา พระองค์ทรงให้อยู่ปริวาสถึง ๔ เดือนเสียก่อน ทั้งนี้เพราะต้องการให้ฝึกหัดมารยาทใหม่แต่ในกรณีสุภัททปริพาชก นั้นเป็นกรณีพิเศษ เพราะพระองค์ทรงคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย โดยตรัสสั่งให้พระอานนท์ทำการแทน
“ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า อานนท์ถ้าเช่นนั้น เธอจงให้สุภัททบวช ” [11]
๗.๕.๕. คุณสมบัติของนักการเมือง
ในจุดนี้ แม้พระพุทธเจ้ามิได้ทรงตรัสเรื่องคุณสมบัติของนักการเมืองไว้อย่างตรง ๆ แต่เมื่อเราได้ศึกษาพระสูตรเพื่อเปรียบเทียบแล้วนั้นจึงต้องทำการวิเคราะห์ ในเรื่องดังกล่าวนี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสเรียกอุบาสกอุบาสิกาชาวเมืองปาฏลิคามมา แล้วชี้ให้ดูโทษ หรือศีลวิบัติของบุคคลผู้ทุศีล และอานิสงส์ของผู้มีศีล อย่างละ ๕ ประการ ดังต่อไปนี้
ก) โทษของนักการเมืองไม่ดี (Non-Qualified)
๑. เสื่อมโภคทรัพย์
๒. กิตติศัพท์อันชั่วของผู้นั้น ย่อมกระฉ่อนไป
๓. ไม่แกล้วกล้า เก้อเขิน
๔. ย่อมหลงลืมสติตาย (ถูกขับไล่)
๕. หลังจากตายแล้วไปเกิดในอบาย (ติดคุก)
ข) คุณสมบัติของนักการเมืองที่ดี (Qualified)
๑. ย่อมมีโภคทรัพย์
๒. ชื่อเสียงขจรไปทั่ว
๓. แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน
๔. ไม่หลงลืมสติตาย
๕. หลังตายไปเกิดในสุคติโลกสวรรค์
[1] ที.ม. ๑๐ / ๑๓๑–๒๔๐ / ๗๘ - ๘๘.
[2] ศรีบรรดร ถิรธมฺโม, พระมหา. สังคมทางการเมืองการปกครองในอาณาจักรภูกามยาว (รัฐพะเยาในอดีต). (พะเยา : กอบคำการพิมพ์, ๒๕๔๘). หน้า ๓๒-๓๔.
[3] ที.ม. ๑๐ / ๑๓๑–๒๔๐ / ๘๒ – ๘๓.
[4] ที.ม. ๑๐ / ๑๓๗ / ๘๓ – ๘๔.
[5] ที.ม. ๑๐ / ๑๓๘ / ๘๔- ๘๕.
[6] ที.ม. ๑๐ / ๑๓๙ / ๘๕–๘๖.
[7] ที.ม. ๑๐ / ๑๔๐ / ๘๖–๘๗.
[8] ที.ม. ๑๐ / ๑๔๑ / ๘๗–๘๘.
[9] ที.ม. ๑๐ / ๒๐๒ / ๑๕๐-๑๕๑.
[10] ที.ม. ๑๐ / ๑๘๖ / ๑๓๓.
[11] ที.ม. ๑๐ / ๒๑๕ / ๑๖๓.
กราบนมัสการครับพระอาจารย์มหาศรีบรรดร ขออนุญาตอ่านเอกสารวิชาการบ้างนะครับ อ่านแล้วก็รู้สึกว่าเข้าใจยาก ลึกซึ้งมาก อาจจะเกี่ยวกับที่ผมหัวสมองขี้เลื่อยก็เป็นได้ครับ ผมต้องขออนุญาตพระอาจารย์แสดงข้อสังเกตนิดหนึ่งนะครับ ในหัวข้อ๗.๗.๑สัญลักษณ์แห่งพุทธหนะ คำว่า "ถูรปาหบุคคล" ที่ถูกต้องควรจะเป็น "ถูปารหบุคคล" หรือเปล่าครับ...ไม่แน่ใจเหมือนกันนะ
กราบนมัสการครับ
เจริญพรขอบคุณ อาจารย์ Phnan ที่ได้ชี้แนะขุมทรัพย์ให้ จะได้นำไปปรับใช้ภาษานำเสนอ
บางครั้งการสื่อสารให้ญาติโยมก็อาจจะเจอ ศัพท์ทางวิชาการพุทธศาสนาเก่อมากเกินไป
ที่ถูกใช้คำว่า ถูปารหบุคคล (พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ หน้า ๑๕๓ ฉบับ มจร.)
โอกาสหน้ากรุณามาช่วยเสนอแนะใหม่นะท่านอาจารย์