อ.ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา

 

 

 

"ปวดหัวเหลือเกิน" "งานเยอะมาก ๆ" "ทำไมต้องมาเกิดเรื่องนี้กับเรา" "เซ็งมากเลย" "ไม่ชอบเรยาเลย" เป็นต้น

 

หลาย ๆ ครั้ง เราอาจพูดคำเหล่านี้ออกมา และรู้สึกไม่สบายใจ เราเจอกับปัญหาต่าง ๆ มีความทุกข์ แต่บางทีเราไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเรากำลังเป็นทุกข์ แต่เรากลับโอนอ่อนผ่อนตามแรงขับภายนอก ที่มาเสริมแรงให้เราโกรธ เกลียดคนนั้นโดยที่ไม่ได้ควบคุมตัวเองเลย

 

บางครั้งเราก็อาจย้อนถามตัวเองว่า เราเกิดมาบนโลกนี้ทำไม เกิดมาเพื่ออะไร อะไรเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุด สำหรับชีวิตเรานี้ บางคนก็บอกว่าคนเราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรม บางคนก็บอกว่าเกิดมาชาติเดียวต้องใช้ชีวิตให้คุ้มค่าซักหน่อย บางคนก็บอกว่าเกิดมาเพื่อทำงานที่ตนชอบ บางคนก็บอกว่าเกิดมาเพื่อเป็นคนรักของใครต่อใคร ฯลฯ

 

ผมได้เคยดูเรื่องจริงผ่านจอ เรื่องหนึ่งที่ประมาณว่า เป็นพยาบาลแล้วถูกแฟนบอกเลิก แต่ก็กลับทำในสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือ การดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำ แต่ในที่สุดก็ไม่ตายอย่างที่เธอหวัง แต่กลับทำให้ร่างกายของเธอเอง ผอมแห้ง พิการ ทำอะไรไม่ได้เลย แม้แต่กินข้าวก็ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่สิ่งที่เธอคิดคือ "คิดผิดไป แทนที่เราจะรักคน ๆ นั้น ทำไมเราไม่นึกถึงแม่เลย" แม่เธอเป็นคนดูแลเธอทุกอย่าง แม่เธอแก่แล้วแต่ก็ยังต้องมาทำหน้าที่ป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดตัวเธอ ทั้ง ๆ ที่เวลานี้เธอควรจะมาดูแลแม่เธอมากกว่า

 

ผมย้อนคิดเลยว่า คนเราการศึกษา ตำแหน่งหน้าที่การงาน ความจริงไม่ได้ช่วยอะไรเราที่จะการันตีว่าเรา มีวุฒิภาวะ มีความพร้อมมากพอ ความจริงเป็นแต่หัวโขนเท่านั้น สรุปคือ เธอเรียนเป็นพยาบาล เธอสามารถกินน้ำยาล้างห้องน้ำได้เท่านั้นเองเหรอ !

 

นอกจากนั้นก็ได้ดูรายการตีสิบของคุณวิทวัสเรื่อง การสวิงกิ้ง

 

(http://www.websorb.net/data/pic/5091303879462.jpg)

 

เธอได้แต่งงานกับสามีซึ่งเป็นคนหมกมุ่นเรื่องทางเพศมาก ก็ได้ชวนเธอไปกลุ่มสวิงกิ้ง เพื่อเสพกามารมณ์ ซึ่งเป็นการเอาสามีภรรยาของเราไปให้คนอื่นเสพด้วยกัน ในมุมมองของเธอ เธอยอมเพราะรักสามี ซึ่งเธอคิดว่าดีกว่าที่จะแอบไปโดยที่เราไม่รู้ มองในมุมของเธอ เธอรักคนนี้ แต่งงานกับคนนี้หวังเพื่อจะมีชีวิตที่ดี แต่เหมือนกับว่าเธอแต่งงานเพื่อจะไปมีอะไรกับคนอื่น เท่านั้นเองเหรอ

 

ชีวิตคนเราตั้งแต่เกิดมาจนถึงปัจจุบัน ก็อาจจะเหมือนกับลิงตัวนี้ก็ได้ ลิงตัวนี้อาศัยอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ก็เทศบาลก็พบว่าลิงมันมีจำนวนมากเหลือเกิน ต้องพยายามกำจัด เพราะมาแย่งของนักท่องเที่ยว ทำความเดือดร้อนมาก แต่ปรากฏว่าเทศบาลไม่สามารถจับลิงได้แม้แต่ตัวเดียว เพราะเอาอาหารใส่ในกรงให้ลิงไปกิน แต่พอจะปิดกรง หัวหน้าลิงก็จะส่งสัญญาณทำให้ลิงออกไปจากกรงทันที ทำให้จับไม่ได้เลย

 

ต่อมาก็จะมีภูมิปัญญาชาวบ้านแบบง่าย ๆ เลย นำไหที่มีรูพอดีกับมือเข้าไป แล้วเอากล้วยหรือสิ่งของใส่เข้าไป เอาไปวางไว้ล่อลิง ลิงเห็นก็เอามือล้วงลงไปแต่ลิงกลับดึงมือออกไม่ได้เพราะกำสิ่งของในไหไว้ พอมีเจ้าหน้าที่จะมาจับ มันก็ไม่ยอมปล่อยของข้างในนั้น ทำให้ต้องวิ่งไปพร้อมกับไหที่ติดมืออยู่ ทำให้ลิงวิ่งช้าลงและถูกจับได้ เพราะยึดสิ่งที่อยู่ในไหไว้ ที่จริงแล้วแค่ลิงปล่อยมือ ไหก็จะหลุดมือไปเอง

 

(http://img.docstoccdn.com/thumb/orig/74086293.png)

 

บางครั้งชีวิตเราก็เหมือนกัน กับลิงตัวนี้ที่มัวแต่ไปยึดอะไร ๆ ตั้งมากมาย ไม่รู้จักปล่อยวาง ทำให้เป็นทุกข์กันมากขึ้น เราทะเลาะกัน ไม่ยอมกัน เพราะเรายึดนั่นเอง ถ้าอยากสบายก็ควรจะปล่อยซะบ้างใช่ไหมครับ

 

นิทานลิงที่เล่ามานี้ผมได้ฟังจาก อ.ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งท่านเป็นคนที่สร้างระบบลงจอดของยานไวกิ้งบนดาวอังคาร

 

(http://www.dent.psu.ac.th/mind/lecturer/aajong/image03.jpg)

 

ท่าน อ.ดร.อาจอง ได้ใช้สมาธิในการฝึกตนเอง จนสามารถเรียนได้ดี ท่านได้สร้างโรงเรียนสัตยาไสซึ่งได้มีเป้าหมายว่า สร้างคนดีเหนือสิ่งใด และบางคนคิดว่าคนดีอาจจะไม่เก่ง แต่คนดีเมื่อเขาดีแล้ว เขาก็จะช่วยเหลือเพื่อนให้เก่งตามเขาเขาจะรู้ว่าเวลาไหนควรทำอะไร และจะทำให้เก่งตามมาด้วย

 

ประเทศไทยอาจจะต้องการคนดีมาก่อนก็เป็นได้ในตอนนี้ ผมในฐานะที่อนาคตเป็นครู ก็อยากจะนำแนวคิดของท่านอาจารย์มาเสริม ให้เด็กมีคุณธรรม จริยธรรม ควบคู่กับความรู้ไปด้วย ดังวิดีโอข้างล่างนี้

 

(http://www.youtube.com/watch?v=A_fwZWulv3c)

 

คนเราเกิดมาควรสร้างความดี ก่อนที่จะตายวันไหนก็ไม่รู้ คนเรานี่แปลกนะ รู้วันเกิด แต่ไม่รู้วันตาย ควรมีสติอยู่กับปัจจุบัน ว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่หมกมุ่นอยู่กับอดีต และไม่ทะยานอยากเป็นในอนาคตมากเกินไป หมั่นถามตัวเองว่าวันเวลาล่วงไป ๆ เรากำลังทำอะไรอยู่ เมื่อมีทุกข์กับชีวิต ก็หันมามองตนเอง มีสติกับตัว มองทุกข์อย่างเข้าใจ

 

แล้วจะอยู่กับทุกข์อย่างรู้เท่าทันมัน