ทำได้แค่ "ยอมรับไปกับมัน"

     ในชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่ง เป็นเด็กบ้านนอก เป็นคนธรรมดา

หมู่บ้านอยู่ไกลปืนเที่ยง ดิฉันมีโอกาสได้เรียนหนังสือซึ่งเป็นโรงเรียน

ประจำหมู่บ้านดิฉันอาศัยอยู่กับพ่อ แม่ และน้องชาย พอกลับจากโรงเรียน

ดิฉันจะทำกับข้าวรอพ่อกับแม่ที่ออกไปทำไร่ รับจ้าง จากนั้นดิฉันก็เรียนต่อ

ในชั้นมัธยมศึกษาในโรงเรียนประจำอำเภอซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวที่เปิดถึง

ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ดิฉันเรียนอยู่โรงเรียนนี้ 6 ปี ตั้งแต่ ม.1-ม.6

พอจบ ม.6 ดิฉันก็เข้ามาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

เรียนสาขาชีววิทยาประยุกต์ ดิฉันอยู่หอกับเพื่อนผู้หญิง 2 คน

พอใกล้ปิดภาคเรียนดิฉันจะขอแม่ทำงานอยู่ในเชียงใหม่เพื่อเป็นทุน

สำหรับการศึกษา แม่ปฏิเสธ ไม่ให้ทำงาน "ปิดเทอมลูกต้องกลับบ้านมาอยู่กับ

แม่และครอบครัว" นี่คือคำพูดของแม่ ตลอดระยะเวลา 4 ปี

ดิฉันขอทำงานทุกปีแม่ก็ยังยืนยันคำพูดตนเองเหมือนเดิมทุกปี

เหตุที่ดิฉัน อยากทำงานเพราะว่าดิฉันสงสารแม่กับพ่อ ที่ต้องเหนื่อยเพื่อส่งเราเรียนหนังสืออยากหาเงินเอง

     พอเปิดภาคเรียนดิฉันก็กลับไปอยู่บ้านแม่ แม่เป็นขยัน อดทน อดออม

ถึงแม่ว่าอาชีพของแม่กับพ่อจะทำไร่ ทำสวน และรับจ้าง แต่แม่มีเงินเก็บ

เมื่อเทียบรายได้ที่แม่กับพ่อหามาได้ "แม่บอกว่าต้องเก็บเงินไว้เพื่อให้ลูกทั้งสอง

คนได้เรียนหนังสือ"  นี่คือความใฝ่ฝันของแม่อยากเห็นเราเรียนจบ

วันไหนที่แม่ออกทำงานไปไร่ ดิฉันจะขอไปช่วยแม่ แม่ก็จะพูดว่า

"ไปทำไมร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย อยู่บ้านนี่แหละ"   

คำพูดทุกคำพูดแม่ไม่เคยนึกตัวเองเลย ดิฉันก็จะขอกับแม่จนท่าน

ให้ไปบางไม่ให้ไปบ้าง   ดิฉันอดคิดกับตัวเองไม่ว่า ถ้าวันหนึ่งแม่ไม่อยู่กับเรา

เราจะทำอย่างไรดี พอความคิดนี่ขึ้นมาเมื่อไหร่จิตใจของดิฉันก็จะหดหู่

เหมือนว่าตัวเองจะยอมรับมันไม่ได้

     หลังจากที่ดิฉันเรียนจบปริญญาตรี ดิฉันก็ได้กลับไปทำงานที่บ้าน

เป็นองค์กรเอกชนที่งานกับโรงเรียน แม่ดีใจมากที่จะได้อยู่กับดิฉัน

เพราะท่านไม่อยากให้เราไปทำงานที่อื่น ที่ทำงานของดิฉันห่างจากบ้าน

ประมาณ 9 กิโลเมตร หลังจากเวลาเลิกงานทุกวันแม่จะโทรหาดิฉัน

และพูดว่า  "กลับบ้านได้แล้ว กลับเย็นไม่ดี อันตราย"

นี่คือคำพูดที่แม่พูดตลอดระยะเวลา 7 เดือน

พอเข้าเดือนที่ 8 (วันที่ 18 พฤศจิกายน 2551) เป็นวันที่โหดร้าย

ที่สุดในชีวิตของดิฉัน พ่อโทรหาดิฉันบอกว่า "ลูก...แม่เป็นลมในระหว่างทำงาน

ตอนนี้พ่อพาแม่มาที่โรงพยาบาล เดี๋ยวลูกเอาเสื้อผ้าเปลี่ยนมาให้แม่ด้วยนะ"

ดิฉันก็ถามพ่อว่าแม่เป็นอย่างไรบ้าง พ่อบอกว่าหมอกำลังตรวจอยู่

ดิฉันก็อดคิดไม่ได้เป็นลมต้องส่งโรงพยาบาลเลยเหรอ

จากนั้นดิฉันก็เก็บเสื้อผ้าของแม่ และรีบขับรถเร็วเท่าที่จะเร็วได้

ตอนนั้นทำได้อย่างเดียวคือ ภาวนาให้สิ่งศักดิ์ทั้งหลายช่วยคุ้มครองแม่ของลูกด้วย

พอไปถึง ณ โรงพยาบาลเห็นคนอยู่เต็มโรงพยาบาล ใจของดิฉันไม่ดี กลัว

ณ ความรู้สึกตอนนั้นบอกไม่ถูกจริง ๆ และมีป้าคนหนึ่งตะโกนบอกดิฉันว่า

"ลูกแม่ของลูกไปดีแล้วนะ" นาทีนั้นเอง น้ำตาก็ออกมาโดยไม่ต้องสั่ง

ความรู้สึกตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะทำอย่างไร มันตื้นตัน บอกไม่ถูกจริง ๆ

   หลังจากนั้นดิฉันอยู่กับน้ำตาประมาณ 3 เดือน ดูรูปแม่และก็ร้องไห้ทุกวัน

จากนั้นก็คิดว่า เราเสียใจอยู่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว เราทำอะไรไม่ได้นอกจากยอมรับมัน

ดิฉันเข้าวัด ทำบูญ อุทิศส่วนกุศลไปให้แม่เกือบทุกวัน

เมื่อมองดูครอบครัวของเราที่ขาดแม่ผู้เป็นทุกสิ่ง

ก็เห็นคนว่าในครอบครัวเศร้าเมื่อเห็นเราเศร้า เสียใจ

จากนั้นดิฉันก็พยายามทำใจ  ทุกคนในครอบครัวก็พูดกันว่าเราต้องอดทน

สู้ต่อไป และเป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน เพราะแม่จะเป็นกำลังใจอย่างห่างๆ

ท่านคงมองเราอยู่ท่านจะเสียใจมากถ้าครอบครัวของเราเป็นอย่างนี้

จากนั้นครอบครัวของเราก็เริ่มต้นใหม่และยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

คงทำอะไรไม่ได้นอกจาก "ทำใจยอมรับมัน"

     ดิฉันเชื่อว่าทุกคนเคยเจอเรื่องราวที่ทุกข์ใจ จะทุกข์มากหรือทุกข์น้อย

ก็ขึ้นอยู่กับตัวเรา แต่สิ่งที่ทำให้เราสู้ขึ้นได้คือ

การยอมรับและกำลังใจจะทำให้เราลุกขึ้นได้ต่อไป

                                                              สู้ สู้