“วิถีแห่งพุทธะกับการสร้างความสามัคคีในชาติ”
โดย
พระสรวิชญ์ อภิปญฺโญ[1]
หลายองค์กรได้เรียกร้องหาความสามัคคีความปรองดอง ความสมานฉันท์
สุดแล้วแต่จะสร้างวาทกรรมเพื่อเรียกร้องให้เกิดการกระทำที่สังคมคาดหวังและเมื่อเร็วๆนี้ในงานวันจำนงค์ทองประเสริฐ
ได้มีการเสวนาทางวิชาการเรื่อง “ร่วมสร้างความสามัคคี
ทำดีเพื่อในหลวง” ซึ่งได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานและผลงานทางวิชาการของท่านศาสตราจารย์พิเศษจำนงค์ทองประเสริฐ
ซึ่งเป็นบูรพาจารย์คนสำคัญของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
วิทยากรร่วมเสวนาประกอบด้วย พระเทพสุวรรณโมลี ศ.ดร.วิษณุ เครื่องงาม
รศ.บุญเรือง อินทวรันต์ นาวาอากาศเอกพิเศษสุรินทร์ คุ้มจั่น
ดำเนินการ ร้อยโทหญิงชลรัศมี งาทวีสุขมีผู้เข้าร่วมฟังเสวนาจำนวน
มากกว่า ๒๐๐ รูป/คน จากการเสวนาดังกล่าว สามารถ
ประมวลสรุปและเขียนเป็นบทความเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างความสามัคคีในสังคมไทย
ดังนี้
วิถีไทยวิถีธรรม กับการสร้างความสามัคคี
สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของคนในชาติอยู่หลายด้านซึ่งหากจำแนกเป็นประเด็นสำคัญแล้วพบว่า[2] สังคมไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติที่เป็นอันตรายอยู่๔ อย่าง ด้วยกัน คือ ๑. อันตรายจากความขัดแย้งทางการเมือง ๒. อันตรายจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ ๓.อันตรายจากวิกฤติทางเศรษฐกิจ และ ๔. อันตรายจากภัยธรรมชาติ
ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างคุณภาพของคนในสังคมให้มีคุณธรรมตามวิถีแห่งพุทธะการสร้างความสามัคคีความปรองดอง
หรือความสมานฉันท์หากจะวิเคราะห์เนื้อหาแล้วจะพบว่า
ความสามัคคีจะเกิดขึ้นได้ต้องใช้หลักอปริหานิยธรรม
๖
ประการซึ่งหากจะยุบรวมเป็นประเด็นที่จดจำได้ง่ายและนำไปสู่ภาคปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมก่อให้เกิดความสามามัคคีได้อย่างแท้จริงนั้นสามารถสรุปได้
๔ประการ เท่านั้น ได้แก่ประการที่ ๑ ต้องตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
(กระทำ พูด คิด) ที่ประกอบด้วยเมตตาประการที่ ๒
ต้องรู้จักจัดสรรประโยชน์ให้ลงตัว ประการที่ ๓
ยืดถือมาตรฐานเดียวกันและประการที่๔
ต้องสร้างความคิดเห็นให้เข้ากันได้ถึงแม้ว่าจะมีการโต้เถียงกันเพื่อหาข้อยุติเมื่อเกิดข้อยุติแล้วทุกคนต้องมีความเห็นที่เข้ากันได้
เป็นไปในแนวทางเดียวกันมองเป้าหมายของสังคมหรือองค์กรเป็นสำคัญโดยเฉพาะการฝึกจิตใจให้เกิดความเมตตา
หวังดี ปราถนาดี
สร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมให้มากความรักความชัง
สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกคนอยู่แล้วแต่ปัญหามีอยู่ว่า
ทั้งสองประการนี้ทำให้คนเป็นคนใจดีก็ได้ เป็นเทวดาก็ได้
เป็นมารก็ได้หากใจดีก็ทำให้ตนเองและสังคมดี ขณะเดียวกัน หากจิตใจไม่ดี
สังคมก็เสื่อมไปด้วยซึ่งสังคมเกิดสันติสุขหรือเกิดความเดือนร้อนทุกวันนี้
ล้วนเกิดจากคนใจดีและใจร้ายทั้งนั้นแล้วอะไรเล่าที่ทำให้คนเป็นคนใจร้าย
สิ่งที่ทำให้คนใจร้ายก็คือ “ความเกลียดชัง”
นั้นเอง
วาทกรรมกับการสร้างความสามัคคี
หากจะตั้งคำถามว่ามนุษย์เราทำไมต้องเกลียดกัน เพราะหากว่าเราเกลียดชังใครแล้วเราก็จะกลายเป็นคนใจร้ายขณะเดียวกันหากเรามีความเมตตาปราณี ปราถนาดีต่อกัน มีความรัก ความเอื้ออาทรต่อกันความสุขก็จะเกิดขึ้นที่ใจเรามีคำกล่าวว่า “จิตเหมือนปลา เมตตาเหมือนน้ำ จิตไร้เมตตา เหมือนปลาขาดน้ำ”ทำให้เข้าใจถึงวิถีทางแห่งการตื่นรู้สู่แนวทางการสร้างความปรองดองได้อย่างแท้จริงเพราะธรรมชาติของปลาต้องอยู่กับน้ำ...น้ำที่ปลาอยู่ต้องเป็นน้ำที่ ใส สะอาด และเย็นจากข้อความข้างต้นทำให้นึกถึงวิถีแห่งพุทธะของคนไทยที่มีปกติเอื้อเฟื้อ พึ่งพิงพึ่งพา อาศัยซึ่งกันและกัน มีความเป็นพี่เป็นน้องกัน เมื่อเกิดข้อขัดแย้งเกิดขึ้นหากจะสร้างเมตตาบารมีให้แก่กันและกันส่งความรัก ความปราถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันก็จะทำให้สังคมน่าอยู่ แต่หากว่าเรามีความเกลียดชั่งเป็นพื้นฐานเราจะไม่สามารถสร้างเมตตาบารมีเกิดขึ้นที่ใจของเราได้เพราะความเกลียดชังจะบีบบังคับเราให้ห่างจากความดีงามไปทุกขณะ
การใช้วาทกรรมในการสร้างความสามัคคีมิใช่แต่พูดอย่างเดียวจะบรรลุเป้าหมายได้บางครั้งบุคคล หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ ก็ยังเข้าใจผิดว่า การใช้วาทกรรมที่หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปจากของเดิมจะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์จากการปฏิบัติ แม้แต่คำว่า สามัคคี บางแห่งก็ใช้คำว่าสมัค สมานท์ สามัคคี สมังคี หลังๆ นี้ใช้คำว่า ปรองดอกบ้างสมานฉันท์บ้าง ที่จริงแล้ว ความสามัคคีถือว่าเป็นคุณธรรมที่ดีของประเทศชาติไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา ภาษา ความสามัคคีเป็นความงดงามของสังคมที่เราเป็นอยู่หากสังคมใดขาดความสามัคคีสังคมนั้นก็จะเกิดวิกฤติในการดำเนินชีวิตทันที
ซึ่งหากจะอุปมาความสามัคคีเหมือนกับดอกไม้..ก็จะพบว่าดอกไม้มีหลากสี
มาจากหลายต้น
มีสภาพพื้นที่การเจริญพันธ์ที่แตกต่างกันหากมีเชือกมาร้อยรัดเป็นพวงมาลัย
อยู่ในเส้นด้ายเดียวกัน ก็จะมีค่ามีราคามีความสวยสดงดงาม
ความสามัคคีระเบียบวินัยก็เสมือนกับเส้นด้ายที่ผูกยึดดอกไม้ให้รวมกันอยู่ไม่ให้กระจัดกระจาย
ฉะนั้นความสามัคคีจึงมีความสำคัญต่อสังคมมนุษย์....แม้แต่บางยุคบางสมัยผู้นำทางการเมือง
ก็ยังเรียกร้องให้คนในประเทศมีความสามัคคีกันเพื่อร่วมกันพัฒนาประเทศ
เช่นในยุคของพลเอก ป.พิบูลย์
สงครามเคยมีวาทกรรมที่แสดงถึงการเรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันพัฒนาประเทศความว่า...“เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย”..
เป็นต้น
การโต้แย้งการแสดงความคิดเห็น..ที่ประกอบด้วยจิตที่บริสุทธิ์..เป็นกระบวนการที่สร้างความสามัคคี..เมื่อยุติแล้วต้องถือว่ายุติ..และต้องคล้อยตามกันในระระยะแรกของการแสดงความคิดเห็น อาจจะโต้เถียงกันได้..แต่เมื่อเป็นที่ยุติแล้วก็ต้องว่าไปตามกันเพื่อไปสู่เป้าหมายของชุมชนสังคม ประเทศชาติ ขณะเดียวกัน ผู้นำต้องมีจิตที่เป็นธรรมหากบอกว่าเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย”....ผู้นำจะต้องชี้ให้เห็นว่า จะนำองค์กรหรือหน่วยงานไปในทิศทางใดและอะไรคือเป้าหมายของหน่วยงานหลังจากนั้นก็ประชุมหารือกันเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน ความสามัคคีเป็นเรื่องที่ต้องรักษาไว้เพราะเป็นสัญชาติญานของมนุษย์ที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน
จากการเสวนา เรื่อง “ร่วมสร้างความสามัคคี ทำดีเพื่อในหลวง”
เมื่อวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๔ งานวันจำนงค์ ทองประเสริฐ ครั้งที่
๙ ณ อาคาร
มวก.๔๘ พรรษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อยุธยา
ได้ให้แนวทางการสร้างความสามัคคีของคนในชาติไว้ว่า
๑. ต้องทำให้กฏหมายเป็นกฏหมาย
๒. ต้องทำศีลธรรมให้เป็นศิลธรรม
๓. ต้องมีผู้นำในการสร้างความสามัคคี
๔. ต้องสร้างเมตตาบารมีให้เกิดขึ้น
๕. ต้องมีอภัยทานต่อกัน
ตามที่จริงเพียงแค่
ข้อ ๑ และข้อ ๒
ก็เพียงพอต่อการสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในสังคมได้แล้ว
แต่หากทำได้ทั้ง ๕ ข้อ
ก็ยิ่งยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นต่อสังคมมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะการสร้างเมตตาบารมีด้วยการสวดมนต์ก่อนนอน
การแผ่เมตตาแล้วตั้งตนอยู่ในหลักฆราวาสธรรม
๔ ประการ ประกอบด้วย สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ มีความจริงใจ อดกลั่น อดทน
บริจาคทาน
รวมทั้งมีคุณธรรมประจำจิตก็คือ ความกตัญญูกตเวที.. เพรชดี พลอยดี
มีความงามเป็นเครื่องหมาย
คนดีต้องมีความกตัญญูเป็นเครื่องหมาย ในเรื่องความกตัญญูกตเวทีนี้
ถ้าเราเกิดมามีชีวิต..ไม่มีใครมาอาบน้ำให้..เมื่อเกิดความหิวก็ไม่มีใครให้กิน
เมื่อเราหนาว ก็ไม่มีใครห่มผ้าให้ เราจะมีชีวิตรอดมาได้อย่างไร
เราเกิดมาในแผ่นดินไทยถือว่าเรามีบุญรักษาฉะนั้นเราต้องรักษาบุญของเราด้วยการกตัญญูรู้ต่อแผ่นดิน
สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในครอบครัว สังคม ประเทศชาติ
มนุษย์หากว่าไม่ให้อภัยกัน..คงไม่เกิดความรักขึ้นมาได้...เราต้องนึกถึงความจริงอย่างหนึ่งว่าในตัวเรานั้นมีสิ่งที่น่ากลัวที่อยู่กับตัวเราทุกคน...เป็นสิ่งที่คนอื่นไม่อยากได้..ก็คือความเกลียดชั่งและความโกรธ.(โกรธ) เป็นสิ่งที่น่ากลัว..ใครโกรธเรา ๆ ก็ไม่อยากเข้าใกล้..ไม่อยากสนทนาด้วยแต่หากให้อภัยแล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัว..เป็นสิ่งที่คนเราต้องการ..บุคคลอื่นที่อยากจะได้จากเราก็คือความรักความห่วงใย ความเอื้ออาทร ..หากเรามีความรัก การให้อภัยก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เมื่อเรารักแล้วจะไม่มีการจับผิดเพ่งโทษกัน..การให้อภัยจึงเป็นเรื่องสำคัญและถือว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ..ปัญหาก็คือ..การให้อภัยที่จะสร้างความสามัคคีต้องนึกถึงระดับคนที่จะสร้างความสามัคคีว่าระดับของเราจะสร้างความสามัคคีได้ไหม..ในครอบครัว..มีลูก5 คนทะเลาะกัน..คนที่จะทำให้ลูกสามัคคีปรองดองคือใคร.ตัวลูกเองหรือว่าพ่อแม่...คนที่จะให้อภัย..ในสังคมจะต้องอยู่ในฐานะของความเป็นผู้ใหญ่ก็คือพ่อแม่..ก็คือผู้นำ... ผู้นำจะทำอย่างไร?ให้เกิดความสามัคคี...ทำกฏหมายให้เป็นกฏหมาย....ทุกสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่ว..เหมือนกับตัวเรานี้และ..มีทั้งดีและไม่ดี..เช่น..อุจาระ..เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ..เกิดจากอะไร..ก็เกิดจากอาหารความสามัคคีเกิดจากการให้อภัย
กล่าวโดยสรุป การสร้างความปรองดอง ด้วยวิถีไทยวิถีธรรมนั้น
ต้องทำใจให้มีอภัยทานต่อกัน สิ่งที่ทำให้เกิดข้อขัดแย้งที่ไม่รู้จบ
คือ การคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต พวงแต่เรื่องอนาคตมากไป
จึงทำให้แก้ปัญหาข้อขัดแย้งไม่รู้จบวิธีแก้ไขก็ต้อง
ลืมอดีต..ไม่ต้องพวงถึงอนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน
โดยสร้างชุมชนแห่งสังฆะให้เกิดขึ้นในสังคมไทยเป็นชุมชน ๓ จ. ได้แก่ ๑.
ให้ใจ ๒.เชื่อใจ ๓.วางใจ ขณะเดียวกันต้องมีอิทธิบาท ๔
เป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิต ซึ่งมีพลานุภาพมาก
ผู้ใดเจริญให้มากจะทำให้มีอายุยื่น