นิทานพัฒนาคน ตอนที่ 5
แซลมอนสอนคน
เมื่อประมาณต้นปี 2553 ดิฉันได้รับจดหมายข่าวจาก สกว. มีคอลัมน์หนึ่งแนะนำหนังสือดีที่ชื่อว่า แซลมอนสอนคน จึงเกิดความสนไปไปหามาอ่านพบว่า เป็นหนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เขียนโดย Ahn Do-hyeon แปลโดยชุตินันท์ เอกอุกฤษฎ์กุล และ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ได้เขียนคำนิยมไว้อย่างน่าสนใจ หนังสือนี้ เป็นการเล่าเรื่องความรู้สึกของดิน น้ำ ใบไม้ และสัตว์น้ำ ผ่านปลาแซมมอลสีน้ำเงินเพศผู้ อ่านหลายรอบเพราะภาษาหลายประโยคสะกิดใจชวนให้คิด ได้ความรู้ แง่คิดหลายอย่าง ได้นำไปใช้ในการสอน และเล่าสู่เพื่อนฝูง จึงอยากสรุปความเพื่อการแลกเปลี่ยนดังนี้คะ
.............ฝูงแซลมอนขนาดใหญ่พากันเดินทางกลับแม่น้ำถิ่นเกิดเพื่อไปวางไข่ โดยมีแซลมอนหนุ่มสีน้ำเงิน ผู้มากด้วยความสงสัยในความหมายของการดำเนินชีวิตอยู่ มันไม่เคยรู้ว่า ตนเองมีเกล็ดสีน้ำเงิน ซึ่งแตกต่างจากแซลมอนทั่วไป และสงสัยว่า ทำไมตนเองต้องถูกกำหนดให้ว่ายในตำแหน่งตรงกลางมีปลาตัวอื่นว่ายโดยรอบ และพยายามหาอิสระโดยว่ายแยกไปจากฝูง หากแต่พี่สาวของของเจ้าสีน้ำเงินก็คอยเตือนให้กลับเข้าฝูง และอดทน พร้อมบอกให้รู้ว่า ตนเองมีลักษณะพิเศษไปจากปลาตัวอื่น ทำให้เป็นที่สะดุดตาของนักล่า จึงจำเป็นต้องมีแซลมอนตัวอื่นว่ายโดยรอบเพื่อพรางตัวคุ้มครอง จนกระทั่งวันหนึ่งพี่สาวเจ้าสีน้ำเงินก็ถูกนกอินทรีย์โฉบจับขณะว่าเคียงข้างน้องชาย ทำให้เจ้าสีน้ำเงินรู้สึกเศร้าใจและเริ่มสันโดษ
จนกระทั่งวันหนึ่งมีแซลมอนสาวตาประกายมาทักทายและช่วยเหลือเจ้าสีเงินขณะที่พลั้งเผลอกำลังจะถูกหมีจับเป็นอาหาร จนได้รับบาดเจ็บ ทำให้เจ้าสีเงินเริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่า มีผู้คอยช่วยเหลือสละชีวิตเพื่อตนเองและตนเองพร้อมที่จะสละชีวิตเพื่อใคร ตั้งแต่รู้จักกับแซลมอนตาประกาย ทำให้เจ้าสีเงินได้เรียนรู้ว่า สรรพสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ ไม่มีอะไรที่ไม่สำคัญ ฉะนั้นจึงไม่มีสิ่งของใด แม้เพียงชิ้นเดียวที่ควรจะถูกขวางทิ้งหรือละเลย เจ้าสีเงินเริ่มได้ยินเสียงแมลงจากกอหญ้าริมน้ำ เสียงฝน เสียงเม็ดทรายที่ไหลเซาะลงน้ำ และเสียงแม่น้ำที่โอบอุ้มตนเอง ซึ่งการที่เจ้าสีเงินมองเห็นทุกสิ่งได้งดงามที่สุด เพราะมีความรัก
และเมื่อเดินทางถึงแม่น้ำที่เป็นต้นกำเนิดเกล็ดของเจ้าสีเงินก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้ม ระหว่างนี้เจ้าสีเงินได้พูดคุยถามความรู้สึกใบไม้ที่หลุดลอยจากลำต้นสู่แม่น้ำว่า รู้สึกเศร้าหรือไม่ที่ต้องจากลาลำต้น ก็ได้คำตอบว่า การจากลาลำต้นไม่ใช้ความเศร้าเพราะได้ทำหน้าที่ส่วนประกอบของต้นไม้โดยสมบูรณ์และเป็นการสร้างโอกาสให้ใบไม้ใหม่ได้ผลิใบเพื่อทำหน้าที่
เช่นกันเจ้าสีเงินได้รับคำบอกเล่าจากเจ้าตาประกายว่า แซลมอนต้องว่ายทวนน้ำกลับไปถิ่นกำเนิดเพื่อวางไข่ และหลังจากนั้นก็ต้องตาย ซึ่งเป็นหน้าที่ของแซลมอนทุกตัว ทำให้เจ้าสีเงินรู้สึกสับสนว้าวุ้นยิ่งขึ้น
เจ้าสีเงินได้ถามแม่น้ำว่า ทำไมแซลมอนต้องว่ายทวนน้ำ ซึ่งก็รับคำตอบว่า การว่ายทวนน้ำเปรียบเสมือนการตามหาสิ่งที่มองไม่เห็น อย่างความหวังและความฝัน ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ยากแต่เป็นสิ่งที่สวยงามสูงส่ง และแม่น้ำได้เล่าเรื่องพ่อของเจ้าสีเงินให้ฟังว่า เจ้าสีเงินมีเกล็ดเหมือนพ่อมาก พ่อเป็นหัวหน้าฝูงแซลมอน ที่ยิ่งใหญ่ เพราะเขาปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความรัก ทำให้เป็นที่เคารพรักของแซลมอนทุกตัวในฝูง และเป็นผู้ที่ไม่เลือกทางที่ง่ายดายที่มนุษย์กำหนดให้ นั้นคือ เลือกกระโดดข้ามผ่านน้ำตกเพื่อว่ายไข่ แทนการเลือกว่ายตามเส้นทางปลาโจนที่มนุษย์สร้าง ด้วยเชื่อว่า “แซลมอนย่อมมีทางของแซลมอน เพราะหากแซลมอนเลือกใช้เส้นทางง่าย นานวันจะเริ่มสูญเสียความเป็นแซลมอน จนสุดท้ายจะไม่มีแซลมอนตัวใดกระโดดข้ามน้ำตกได้อีก”
ซึ่งการเลือกเช่นนี้ ทำให้แซลมอนหลายตัวไม่เห็นด้วย หลายตัวเลือกว่ายตามทางที่มนุษย์สร้างและหลายตัวพร้อมใจกระโดดข้ามน้ำตก ครั้งนั้นทำให้มีแซลมอนบาดเจ็บล้มตายมากมายเมื่อถึงต้นน้ำ ทำให้พ่อของเจ้าสีเงินถูกต่อว่ามากมาย เขาได้ขอโทษฝูงและลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝูง การได้ฟังเรื่องเล่าจากแม่น้ำทำให้เจ้าสีเงินรู้สึกภาคภูมิใจพ่อที่เลือกวิถีแซลมอน และพอใจที่ตนเองมีสีเงินแตกต่างจากแซลมอนทั่วไป หลังจากที่เคยคิดเสมอว่า ตนมีปมด้อยและเริ่มเข้าใจความรู้สึกของแซลมอนตัวอื่น ๆ ในฝูง เจ้าสีเงินถามแม่น้ำถึงเหตุผลในการดำรงอยู่ของแม่น้ำ ก็ได้คำตอบว่า ความหมายของชีวิตคือ การมีตัวตนอยู่เพื่อเป็นเบื้องหลังโอบอุ้มชีวิตอื่นนอกเหนือจากตนเอง เช่นดอกไม้ที่งดงามเพราะมีพื้นแผ่นดินปกแผ่อยู่เบื้องล่าง และฝูงแซลมอนที่งดงามเพราะรวมกันเป็นฝูง นั่นเพราะทุกชีวิตต่างเป็นเบื้องหลังให้แก่กัน
เมื่อเจ้าสีเงินและตาประกายว่ายใกล้ถึงต้นแม่น้ำ ก็ได้ยินเสียงครางด้วยความเจ็บปวดของแม่น้ำ เพราะการตัดไม้ทำลายป่าและการปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำของมนุษย์ ทำให้มันเริ่มรู้สึกไม่เชื่อใจมนุษย์ แต่แม่น้ำก็บอกว่า มนุษย์มีสองกลุ่มคือ พวกถือเบ็ดตกปลากับถือกล้องถ่ายรูป
จนกระทั่งเมื่อฝูงแซลมอนทั้งหมดว่าถึงต้นแม่น้ำก็พบเขื่อนขนาดใหญ่ขวางกัน มีการประชุมหารือว่าจะทำเช่นเรื่อง มีการนำข้อมูลจากการสำรวจเส้นทางว่า จะเลือกทางใดระหว่างกระโจนข้างเขื่อนหรือว่ายตามเส้นทางง่ายที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่เจ้าสีเงินและตาประกายเสนอจะกระโจนข้าม ซึ่งแม้จะยากแต่เป็นการรักษาวิถีของแซลมอนและสร้างคุณค่าที่แท้จริงแก่แซลมอนส่งถ่ายความทรงจำต่อไข่มากมายที่จะฝักเป็นตัว
ทั้งสองและเพื่อนปลาร่วมกันกระโดดข้ามเขื่อนกีดขวาง และได้พบมนุษย์ที่ถือกล้องและเด็กน้อย เขาได้พูดคุยกับเด็กน้อย ทำให้ทราบว่า เด็กน้อยนั้นเป็นมิตรกับแม่น้ำและแซลมอน เขาพร้อมฝากความหวังว่า เด็กน้อยจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ถือกล้องถ่ายรูปไม่ใช้เบ็ดตกปลา จากนั้นเจ้าสีเงินและตาประกายได้ช่วยกันรวบรวมพลังที่มีอยู่ขุดสร้างรังเพื่อวางไข่ และวางไข่ ซึ่งเป็นหน้าที่สำคัญของแซลมอน ก่อนจะหมดพลังแห่งชีวิต มอบให้แม่น้ำทำหน้าที่ดูแลไข่ ฟักเป็นแซลมอนน้อยว่ายสู่มหาสมุทรและกลับสู่แม่น้ำถิ่นฐานเดิมเพื่อวางไข่ เป็นวัฎจักรชีวิตสืบไป
ฝากให้คิด
ในแม่น้ำมีเสียงกระซิบ ต้นไม้มีคำปลอบโยน แต่เราไม่เคยเงี่ยหูฟัง เราจึงไม่ได้ยินเสียงแผ่นดินสั่งสอน โลกคือสิ่งมีชีวิตอ้วนใหญ่ ประกอบด้วยชีวิตมากมายอยู่ร่วมกัน ยามใดที่เราทำร้ายชีวิตอื่น ชีวิตอื่นย่อมย้อนกลับมาทำร้ายเราเช่นกัน
ทำไมแซลมอนต้องว่ายน้ำยาวไกลเนิ่นนาน เพียงเพื่อวางไข่ หลังจากนั้นก็ตาย โดยไม่ได้บอกต่อลูกหลาน มีเพียงแม่น้ำที่โอบอุ้มให้ไข่เติบโต นำพาแซลมอนน้อยสู่ทะเล และเมื่อโตเต็มที่ก็ว่ายทวนมาวางไข่ที่แม่น้ำเช่นเดิม และก็ตายจากไป นี่คือวิถีของแซลมอน มันสืบทอดความรักความหวังต่อกันได้อย่างไร
หากความรักเปรียบดังเสื้อโปรดเก่า ๆ ตัวหนึ่ง ทั้งเปื่อย ขาดและเก่าคร่ำ ควรถูกทิ้ง แต่เรากลับไม่อาจตัดใจสลัดหลุด มีความหวังที่จะได้สวมใส่มันอีกครั้ง หรือว่าเพราะความหวังและความรัก คือ เหตุผลที่ทำให้คนมีชีวิตต่อไป
การมองแซลมอน หากเรามองจากมุมสูง สายตาเราคงเช่น นกอินทรีหรือหมีที่คอยจับแซลมอนเป็นอาหาร หากเราอยากเข้าใจแซลมอนคงต้องมองแซลมอนจากภายในด้วยจิตวิญญาณและจินตนาการเชิงบวก ฉะนั้นทุกวันนี้ เรามองชีวิตตนเองและผู้อื่นจากมุมไหน ???
สวัสดีค่ะอาจารย์ รุ่งทิพย์ ขอบพระคุณสำหรับเรื่องราวดีๆค่ะ ฉันก็จะเป็นอีกคนที่ถือกล้องถ่ายรูปและไม่ถือเบ็ดตกปลาค่ะ
สวัสดีคะคุณปริม
ดีใจและขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมเยือนคะ
สวัสดีคะคุณอัมพร
ดีใจและขอบคุณที่แวะมีเยี่ยมเยือนคะ