อาตมาต้องโทรศัพท์ไปบอกลูกชายที่เรียนอยู่ออสเตรีเลียว่า....

“ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าอาตมาคงไม่ติดคุก3”

โสภณ เปียสนิท

...................................................

 

บันทึกในหนังสือเล่มนี้สะท้อนผลแห่งกรรมชั่วให้ผู้อ่านเรียนรู้โดยละเอียด เริ่มจากผลที่เกิดกับตนเอง ค่อยขยายไปสู่สัมพันธชนคนที่รักเช่น ลูกๆ ของผู้บันทึก “อาตมาต้องโทรศัพท์ไปบอกลูกชายที่เรียนอยู่ออสเตรเลียว่า พ่อถูกศาลตัดสินจำคุก 15 ปี และถูกยึดทรัพย์สินด้วย ไม่มีเงินส่งให้เรียนแล้ว” แล้วต่อเนื่องสู่ภรรยา “สำหรับภรรยา แน่นอนว่าคำตัดสินทำให้เธอเกิดความอับอายพออาตมาเข้าไปรับทาในเรือนจำ ภรรยาก็ทำเรื่องขอหย่า และขอกลับไปใช้นามสกุลเดิม” แล้วสู่ภรรยาอีกคน “ภรรยาคนที่สามได้สามีใหม่เป็นคนเกาหลี ขอไปอยู่กับสมีใหม่อาตมาอนุญาตยกให้เลย” และภรรยาอีกคน “ส่วนภรรยาคนที่สอง มีแต่ปัญหามาบอกให้เราทุกข์ใจในที่สุดก็ขอไปอยู่กับสามีใหม่เช่นกัน”

ผลแห่งบาปกรรมที่ก่อไว้ยังไม่สิ้นสุดลงอย่างง่ายดังใจคิด ส่งผลต่อพี่น้อง “น้องสาวที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือ กำลังจะได้รับเลือกขึ้นเป็นคณบดี เมื่อเกิดคดีขึ้น ต้องแพ้การเลือกตั้ง” “น้องชายที่เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี พอมีการเลือกตั้งใหม่ น้องชายก็สอบตก น้องสาวสมัคร สจ.ที่โนนสะอาด บ้านเกิด ก็สอบตกเช่นเดียวกัน”

 

หันกลับมาสู่ผลบาปที่เกิดแก่ตนอย่างเป็นรูปธรรมบ้างว่า “ถูกตัดสินว่าร่ำรวยผิดปกติ ให้ยึดทรัพย์ของนายรักเกียรติตกเป็นของแผ่นดิน 233,880,000 บาท” ยังมีให้บันทึกไว้อีกว่า “สภาทนายความได้มีหนังสือแจ้งถอนชื่ออาตมาออกจากทะเบียนทนายความ” และฝากข้อคิดแก่ผู้อ่านไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือคนทั่วไปตรงมุมนี้ว่า “จะทำสิ่งใดต้องมีสติเตือนใจ คิดให้รอบคอบ ยิ่งเป็นสิ่งผิดกฎหมายแลวอย่าไปยุ่งกับมันดีที่สุด”

จากบันทึกนี้จึงมองเห็นเส้นทางเดินที่ผ่านมาได้กระจ่าง “แล้วบทเรียนสำคัญของชีวิตอีกด้านหนึ่งก็มาถึง จากท้องนาสู่ทำเนียบ จากทำเนียบสู่เรือนจำ จากเรือนจำสู่เรือนธรรม” พร้อมยกพระบรมราโชวาทมาฝากไว้ในหนังสือเล่มนี้อีกเพื่อเตือนจิตสะกิดใจ “บ้านเมืองมีทั้งคนดี คนไม่ดี ไม่มีใครสามารถทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ แต่ต้องควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจสร้างความเดือดร้อนต่อสังคม”

  <h4 style="text-align: justify;"></h4>