เอี๊ยด!!...ๆๆๆๆโครม เสียง ล้อรถยนต์บดกับถนนเหมือนกับเบรกอย่างกะทันหัน เสียงดังสนั่นลอดเข้ามาในห้องทำงานเล็กที่ติดกระจกมืดสีดำ “ว้ายรถชนกันแล้ว” เสียงพี่คนงานทำความสะอาดสำนักงาน อุทานออกมาเสียงดังพร้อมวิ่งไปดูที่ริมถนน ผมเองในฐานะกู้ชีพคนหนึ่งคงต้องไปดูหน่อยแหละว่ามันเกิดอะไรขึ้น
สามแยกหน้าศาลหลักเมือง เป็นสามแยกที่การจราจรคับคั่ง เพราะมีโรงเรียนตั้งอยู่ใกล้ๆกันสองโรงเรียน และมีส่วนราชการอีกหลายหน่วยทำให้สามแยกนี้รถติดบ่อย และก็เกิดอุบัติเหตุบ่อยเหมือนกัน
ผมวิ่งออกไปดูเหตุการณ์นั้น เนื่องจากเหตุที่เกิดเป็นใจกลางเมืองก็ว่าได้ ผู้คน(ไทยมุง)เป็นจำนวนมากที่วิ่งบ้างเดินบ้างไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งผมด้วย ปรี๊ดๆๆเสียงนกหวีด ดังขึ้นเป็นระยะๆ “ภาพที่เห็น มอเตอร์ไซด์รับจ้างวินหน้าศาล(ตรงข้ามกับที่ทำงานผม)ประมาณ 4-5 คน กับลีลาการโบกรถให้ชะลอเหมือนกับว่าได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี พวกเขาสามารถกั้นการจราจรเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำ ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาถึง รถยนต์สีขาวที่กำลังจะเลี้ยวเข้าไปในศาลพอดีมีมอเตอร์วิ่งตรงมาด้วยความเร็ว ชนเข้าด้านข้างของรถยนต์อย่างจัง คนขับมอเตอร์ไซด์นอนแน่นิ่งอยู่ข้างมอเตอร์ไซด์ ตรงกลางเลนส์ด้านซ้ายมือ พลเมืองดีสองสามคนวิ่งเข้าไปเพื่อที่จะทำการยกผู้ป่วย ออกจากบนถนน หนึ่งในมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ตะโกนบอกไปว่าอย่ายกครับ โทรแจ้งเจ้าหน้าที่กู้ชีพแล้ว ดูเหมือนพลเมืองดีไม่ค่อยจะฟังตาม ผมในฐานะเคยผ่านอบรมกู้ชีพมาบ้างแต่ไม่มีอุปกรณ์กู้ชีพและถุงมือ เดินเข้าไปบอกพลเมืองดี สองสามคนนั้น ไม่ให้เคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ และบอกเขาว่ารถกู้ชีพกำลังจะมาช่วย พอดีกับเสียงไซเรนที่ดังมาแต่ไกล ทำให้พลเมืองดี ไม่ยกและเคลื่อนย้าย เจ้าหน้าที่ตำรวจมาปิดกั้นทางจราจร และอำนวยความสะดวกให้รถกู้ชีพ ผมประเมินดูผู้บาดเจ็บที่นอนนิ่งไม่ไหวติง ว่ากระดูกส่วนสันหลังส่วนคอหรือส่วนหลังน่าจะได้รับการกระทบกระเทือน อีกทั้งเขาไม่ได้สวมหมวกกันน็อค ศรีษะก็เช่นกัน
รถกู้ชีพมาถึง ด้วยความรวดเร็ว เป็นรถกู้ชีพของมูลนิธิชุมพรการกุศลสงเคราะห์ ซึ่งที่ตั้งมูลนิธิอยู่ไม่ไกลจากที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่กู้ชีพ 4 คน พร้อมเครื่องมือกู้ชีพลงมาช่วยผู้บาดเจ็บทันที ท่ามกลางไทยมุงที่มุงดูอยู่ห่างๆ เจ้าหน้าที่กู้ชีพประเมินอาการ แล้วผู้ป่วยรู้สึกตัวดี และทำการบล็อกศรีษะไม่ให้เคลื่อนไหวและพลิกตัวผู้ป่วยจากนอนคว่ำหน้าให้นอนหงายขึ้นบอร์ด ใส่เผือกดามคอ ติดหมอนรองศรีษะ และรีบยกเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาล ด้วยความรวดเร็ว จากที่ผมประมาณก็ไม่น่าจะเกิน 5 นาทีน่ะ แล้วก็รีบ นำส่งโรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ซึ่งอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุที่สุด
ผู้บาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาลไปแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจ และมอเตอร์ไซด์รับจ้างจิตอาสา ยังคงอำนวยความสะดวก ให้กับผู้ขับขี่ ซึ่งรถตอนนี้ติดยาวมาก เพราะ รถยนต์กับมอเตอร์ไซด์ยังอยู่บนถนนเพื่อรอตำรวจทำการสอบสวน ผมเดินกลับมาที่ห้องทำงานระหว่างเดินผ่านร้านกล้วยทอดมีแม่ค้าและไทยมุงอยู่หลายคน ถามผมว่า “ทำไมไม่รีบยกคนเจ็บปล่อยให้นอนกลางถนนอยู่ได้อย่างไร” ผมให้ข้อมูลพวกเขาว่า ผมเข้าใจว่าพวกคุณเป็นห่วงผู้บาดเจ็บ แต่การไปยกและเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บโดยไม่มีความรู้ อาจเป็นการซ้ำเติมให้เขาบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น หรือ เขาอาจยังไม่เสียชีวิตก็อาจเสียชีวิตได้ เพราะกระดูกสันหลังส่วนคอมีความสำคัญถ้าเคลื่อนหรือหักถ้ายกเคลื่อนย้ายไม่ถูกวิธีอาจทำให้เขาพิการหรือตายได้“เพราะผู้บาดเจ็บถึงจะนอนอยู่บนถนนก็จริงแต่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจปิดกั้นจราจรไว้แล้ว ดูไทยมุงกลุ่มนี้เหมือนเข้าใจผมจึงกลับเข้ามาทำงานต่อตามปกติ และมาฟังอาการผู้บาดเจ็บจากวิทยุสื่อสาร ที่ทางมูลนิธิ แจ้งทางศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการณ์ โรงพยาบาลชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ และทราบข่าวภายหลังจากน้องกู้ชีพมูลนิธิว่าผู้บาดเจ็บปลอดภัยดี อาจมีปัญหาที่กระดูกสะโพก อยู่ในการดูแลของแพทย์เรียบร้อยแล้ว
เหตุการณ์ครั้งนี้ต้อง ขอชื่นชมหน่วยแรกก็คือวินมอเตอร์ไซด์รับจ้างหน้าศาล ที่รีบโทรแจ้ง 1669 อย่างรวดเร็ว และช่วยปิดกั้นและอำนวยความสะดวกจราจรระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจยังมาไม่ถึง และพี่ๆน้องๆมูลนิธิที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดจนเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพลเมืองดีที่มีจิตใจอยากจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และไม่ยกเคลื่อนย้ายผู้ป่วย แม่ค้ากล้วยทอดและไทยมุง ที่ทำให้ผมรู้ว่าจะต้องรณรงค์ให้ความรู้เรื่อง การขอความช่วยเหลือเมื่อพบเห็นอุบัติเหตุ การประชาสัมพันธ์ 1669 การปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นต้นให้มากๆและเข้าถึงทุกพื้นที่และทุกกลุ่ม อาชีพ..............ครับ