บทพิสูจน์

เรือดี

ไม่ได้ดูกันตอนจอดอยู่กับท่า

หรือลอยลำในท้องน้ำอันเงียบสงบ

แต่ต้องดูกันตอนแล่นฝ่าคลื่นลม

นำผู้โดยสารถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย

นักปฏิบัติที่ดี

ไม่ได้ดูกันตอนอยู่ในวัด

หรือท่ามกลางบรรยากาศสงบเป็นใจ

แต่ต้องดูกันตอนเผชิญหน้าคลื่นอารมณ์

ที่ถาโถมเข้าใส่ในชีวิตประจำวัน

..  ..

แต่ยังไง ก็ไม่ฉลาด

ถ้าจะเอาเรือออกจากฝั่ง เวลาท้องทะเลบ้าคลั่ง

 ช่องแคบคุก
  ๒ เมษายน ๒๕๕๑

๒ เมษายน ๒๕๕๑  ๑๔.๓๓ น.
ช่องแคบคุก เกาะใต้ นิวซีแลนด์


   เส้นทางเดินเรือช่วงแรกถึงหนึ่งในสามยังอยู่ในควีนชาร์ลอตต์ซาวด์อันเงียบสงบ ตามภาพข้างล่าง ไปจนถึงช่องโทรี่ (Tory Channel) โดยมีเกาะอาราปาวา (Arapawa Island) เป็นฉากหลังอยู่ด้านทิศเหนือ

๒ เมษายน ๒๕๕๑  ๑๓.๓๘ น.
เรือเฟอร์รี่ ควีนชาร์ลอตต์ซาวนด์ เกาะใต้ นิวซีแลนด์

   แต่พอพ้นปลายแหลมของเกาะอาราปาวา ตามภาพข้างบนสุดแล้ว นั่นคือทะเลเปิด ช่องแคบคุก (Cook Strait)* ซึ่งได้ชื่อว่ามีคลื่นลมแปรปรวนที่สุดจุดหนึ่งของโลก ถึงตอนนี้ นักท่องเที่ยวบนดาดฟ้ารวมทั้งตัวผมก็ได้สัมผัสกับฮาอูนูอี (haunui) หรือสายลมแรงกันอย่างจุใจ หลายคนเริ่มหาที่หลบมุมกำบัง หลายคนยอมล่าถอยลงไปอยู่ในห้องโดยสารข้างล่าง แต่หลายคนก็ยังสะใจกับความเย็นกรรโชกแบบนั้น

   เฟอร์รี่ขนาดใหญ่เริ่มโยกขึ้นลงตามจังหวะของมออานา (moana) หรือท้องทะเล พอห่างฝั่งออกมาจนไม่ค่อยมีอะไรให้ดูบนดาดฟ้าแล้ว ผมก็ขอหลบลงไปในห้องพักผู้โดยสารข้างล่างบ้าง ซึ่งมีให้เลือกหลายรูปแบบ จะเป็นแบบห้องอาหาร ห้องเล่นเกมส์ แบบนั่งโต๊ะเป็นวง หรือนั่งหันหน้าไปทางเดียวเหมือนเครื่องบินก็ได้ ผมเลือกไปนั่งแบบสุดท้ายตรงหัวเรือ ซึ่งมีกระจกบานใหญ่มองเห็นด้านนอก งีบหลับเอาแรงตามจังหวะโยกของเรือได้เกือบชั่วโมง เก็บแรงไว้ขับรถทางไกลต่อ

   เออ.. หวังว่าพี่น้องอิจฉากัน คงไม่เล่นคว่ำเรือเหมือนยุคพระเอกมาอูอีอีกนะ ยังไม่อยากกลายเป็นเกาะใหม่อยู่ที่นิวซีแลนด์ 

   ตื่นขึ้นมาอีกทีรู้สึกมึนเล็กน้อย เพราะนานแล้วที่ไม่ได้นอนบนเรือโยกๆแบบนี้ นั่งฟังกลุ่มนักท่องเที่ยววัยรุ่นสาวๆกลุ่มใหญ่ที่นั่งเมาท์กระจายอยู่ข้างๆ เสียงดังลั่นได้สักพัก ผมก็กลับขึ้นไปบนดาดฟ้าเรืออีกครั้ง คราวนี้เริ่มเห็นชายฝั่งของเกาะเหนือ ผมยืนอยู่บนดาดฟ้าจนกระทั่งเรือเข้าเทียบท่าที่เวลลิงตัน (Wellington)* ซึ่งผมไม่มีแผนจะแวะในการเดินทางครั้งนี้ เลยได้แต่มองจากดาดฟ้าเรือเท่านั้น จนเขาประกาศให้เจ้าของรถกลับไปประจำที่

๒ เมษายน ๒๕๕๑  ๑๖.๕๕ น.
ที่จอดรถบนเรือเฟอร์รี่ เวลลิงตัน เกาะเหนือ นิวซีแลนด์

   จากหน้าปัทม์ระยะทางในรถ ผมขับรถในเกาะใต้มา ๙ วัน ได้ระยะทางทั้งหมด ๒๘๙๑ กิโลเมตร นับเป็นการขับรถทางไกลคนเดียวที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของผม

   ห้าโมงเย็นแล้ว ระหว่างที่นั่งรอประจำที่หลังพวงมาลัยตามภาพข้างบน ผมค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับสภาพจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนของมหานครที่กำลังจะ ต้องออกไปเผชิญพอสมควร กังวลว่าถ้าพลาดเลี้ยวผิดนิดเดียว นั่นอาจหมายถึงเสียเวลาไปเป็นชั่วโมง ผมจึงทบทวนแผนที่เส้นทางทางด่วนอันแสนจะยุ่งเหยิงจากท่าเรือมุ่งหน้าขึ้น เหนือออกจากเมืองจนขึ้นใจ และด้วยเทคโนโลยีของกูเกิลแมป (Google Map) ที่ผมใช้บริการมาตลอดการเดินทางครั้งนี้ พอขับรถลงจากเรือได้ ผมก็ไปโลด คราวนี้ไม่มีพลาด ผิดคาดกับการจราจรขาออกที่ไม่ติดขัดอย่างที่คิด เออ..ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพมหานคร นีี่นะ

   จุดหมายของผมในวันนี้คือ เมืองวางานูอี (Wanganui) ที่อยู่ห่างออกไปทางเหนือเกือบ ๒๐๐ กิโลเมตร เส้นทางที่ใช้คือทางหลวงหมายเลข ๑ ที่เลียบฝั่งทะเลด้านตะวันตกของเกาะ

   ขับรถฉิวสบายใจได้ไม่ถึงชั่วโมง ถนนก็เริ่มเลียบทะเลแถวอ่าวปูเครูอา (Pukerua Bay) ผมเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของการจราจรข้างหน้า รถค่อยๆชะลอตัวแล่นช้าลง และในที่สุดก็กลายเป็นติดยาวเป็นกิโล มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นข้างหน้า กว่าจะผ่านจุดนั้นไปได้ ก็เสียเวลาร่วมครึ่งชั่วโมง

   สักพักก็มีเหตุระทึกใจเกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อตำรวจเรียกผมให้หยุดรถ เอาละสิ..แอบขับเร็วเกินกำหนดหรือเปล่านะเรา นายตำรวจสองคนที่ตั้งด่านอยู่โผล่หน้ามาทักทาย ก่อนยื่นอุปกรณ์ให้ผมเป่าลมวัดปริมาณแอลกอฮอล์  ทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึง ๕ นาที แล้วผมก็ผ่านจุดตรวจนั้นออกมาได้อย่างโล่งอก

   ช่วงที่ผมเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข ๓ มุ่งหน้าไปเมืองวางานูอี ทางทิศตะวันตก ตรงหน้า..ผมมองเห็นภูเขารูปทรงกรวยสมมาตรอยู่ไกลลิบตรงจุดที่แสงสุดท้ายของ วันกำลังลาลับขอบฟ้าพอดี  ขุนเขาตารานาคี (Mount Taranaki) นั่นเอง ผมค่อนข้างมั่นใจ เพราะจะหาภูเขาที่รูปร่างสวยงามสมส่วนแบบนี้ไม่ง่ายนัก ผมทั้งดีใจทั้งตื่นเต้นที่ได้เห็นภูเขาลูกนี้ก่อนกำหนด แต่ผมไม่รู้เลยว่า นั่นคือ ภาพสุดท้ายที่จะได้เห็นภูเขาไฟที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกด้วยตาของตนเอง


* ช่องแคบคุก (Cook Strait) ช่องแคบที่กั้นระหว่างเกาะเหนือและเกาะใต้ของนิวซีแลนด์ เชื่อมทะเลทาสมาน (Tasman Sea) กับมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าด้วยกัน โดยจุดที่แคบที่สุดมีระยะห่างเพียง ๒๓ กิโลเมตรเท่านั้น ค้นพบโดยกับตันเรือคนสำคัญของอังกฤษ เจมส์ คุก (James Cook) ในปี พ.ศ.​๒๓๑๓ จึงได้ชื่อตามผู้ค้นพบคนนี้

   แต่ตำนานชาวเมารี คนที่ค้นพบช่องแคบนี้ คือ คูเป (Kupe) เขากับเพื่อนและครอบครัวตามล่าปีศาจปลาหมึกยักษ์ที่ชื่อ เต เฟเค อา มูตูรางี (Te Wheke a Muturangi) wheke=ปลาหมึก คือ ปลาหมึกของมูตูรางี ผู้ร้ายในตำนาน มาจนถึงเกาะสองเกาะนี้  ดินแดนที่ไม่เคยมีใครมาถึง ดินแดนแห่งทิวเมฆขาว คูเปพยายามต้อนเจ้าปลาหมึกจากบริเวณช่องแคบที่คลื่นลมแรงซึ่งทำให้อีกฝ่าย ได้เปรียบ เข้าไปบริเวณที่คลื่นลมสงบของช่องโทรี (Tory Channel) ก่อนที่ทั้งคู่จะต่อสู้กันอย่างดุเดือดตรงนั้น แล้วพระเอกของเราก็ใช้อาวุธคู่กายสังหารปีศาจตนนี้ได้ที่นั่น  เขาควักลูกตาของมันโยนไปเป็นเกาะเล็กๆในช่องแคบที่ชื่อ เดอะ บราเธอร์ส (The Brothers) แต่ชาวเมารีเรียกว่า งา ฟาตู (Nga Whatu) มาจาก whatu=ดวงตา คือ ดวงตาของปลาหมึก โดยเชื่อว่า เวลาแล่นเรือผ่านเกาะนี้ คนที่มาที่นี่เป็นครั้งแรกจะต้องปิดตา ไม่อย่างนั้นทุกคนจะต้องเจอกับภัยพิบัติ

   ช่องแคบนี้นับว่ามีคลื่นลมแปรปรวนที่สุดแห่งหนึ่งของโลก จนเรืออับปางในบริเวณนี้หลายลำ ชื่อในภาษาเมารี คือ ราอูคาวา (Raukawa) หมายถึง ใบของต้นไม้พื้นเมืองชนิดหนึ่งที่หัวหน้าเผ่าใช้นุ่งในช่วงไว้ทุกข์

* เวลลิงตัน (Wellington) เมืองหลวงของนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ในอ่าวทางตอนใต้สุดของเกาะเหนือ ติดช่องแคบคุก ได้ชื่อตามนายทหารชาวอังกฤษ ดยุคแห่งเวลลิงตัน (Duke of Wellington) ผู้ได้ชัยชนะในสมรภูมิวอเตอร์ลู

   ส่วนชื่อในภาษาเมารี มีสองที่มา คือ เต ฟาคานูอี อา ตารา (Te Whakanui a Tara) whaga มาจาก whanga=อ่าวจอดเรือ หมายถึง อ่าวของตารา ตามตำนานของคูเปที่ตามล่าปีศาจปลาหมึกยักษ์มาพักที่ตรงนึ้ ซึ่งก็คือ อ่าวจอดเรือเวลลิงตันในปัจจุบัน  อีกที่มาหนึ่งเกี่ยวข้องกับพระเอกมาอูอีที่ตกปลา เมื่อเกาะเหนือคือตัวปลา ตำแหน่งของเมืองนี้คือส่วนหัวปลา จึงได้ชื่อว่า เต อูโปโค โอ เต อีคา (Te Upoko o Te Ika) มาจาก upoko=หัว ika=ปลา