ดูคำสารภาพของอดีต สส. ผู้มีชื่เสียงโด่งดัง
“ถ้ารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าอาตมาคงไม่ติดคุก8”
โสภณ เปียสนิท
...................................................
ดูคำสารภาพของอดีต ส.ส. ผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง “พอพรรคชนะเลือกตั้งได้จัดตั้งรัฐบาล กลุ่มทุนก็ส่งคนของเขา หรือไม่ก็ผู้ออกเงินสนับสนุนพรรคมาเป็นรัฐมนตรีเสียงเอง” คุณผู้อ่านพอจะมองออกหรือไม่ว่า ประเทศชาติของเราจะเดินไปสู่หนทางใดด้วยการนำของ “เจ้าของเงิน” ที่ลงทุนไปด้วยกองทุนส่วนตัว
เจ้าของเงินซึ่งคุ้นเคยอยู่กับการค้าหากำไร จะหากำไรให้ประเทศชาติหรือว่าหากำไรเข้ากระเป๋าตัวเอง จะมุ่งมั่นพัฒนาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง หรือว่าจะมุ่งมั่นหาหนทางพัฒนาธุรกิจส่วนตัวในทุกหนทาง จะมุ่งมั่นช่วยเหลือคนยากจนจำนวนมากทั่วประเทศ หรือจะมุ่งมั่นกอบโกยแย่งชิงความได้เปรียบไปจากคนที่ยากจนเหล่านั้น ลองอ่านวลีที่ผู้ใหญ่ในวงการเมืองกล่าว แล้วค่อยคิดต่อก็ได้ “จนมีผู้ใหญ่ในวงการเมืองถึงกับพูดว่าเป็นฝ่ายค้านอดอยากปากแห้ง” พอคิดต่อได้แล้วใช่ไหมว่า ประเทศจะเดินไปสู่หนใด
หนังสือเล่มนี้บันทึกความรู้สึกที่กลั่นมาจากหลักธรรมที่ประสบมาด้วยตนเองว่า “ความอยากเป็นก็คือตัวกิเลส แล้วกิเลสจึงเป็นตัวไปสร้างกรรม คือการกระทำ ทำอะไรก็ได้ขอให้ได้เป็น ได้มี” เมื่อการณ์เป็นดังนั้น นักการเมืองบางคนแม้เข้าสู่การเมืองด้วยอุดมการณ์ ในที่สุดแล้วอุดมการณ์นั้นค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป “จากทำงานการเมืองด้วยความเสียสละ รับใช้สังคมด้วยอุดมการณ์ กลายเป็นทำทุกอย่างเพื่อให้ได้อำนาจ” แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง “คนตาดี” ย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า “ไม่เที่ยงแท้ผันแปรไป” ตามหลักอนิจจังของโลก เขาบันทึกไว้ว่า “โดยเฉพาะการเมืองประเทศไทย บางทีมาแวบเดียวก็ไปแล้ว ตอนมาน่าเกรงขาม ตอนไปนี้สิน่าสงสาร”
ผู้เขียนเรื่องนี้ยอมรับความเป็นจริงว่า “อาตมาก็ยอมรับผิดว่าตนเองทำตัวของตัวเองให้หลงใหลได้ปลื้มไปกับโลกียสุข ใช้ชีวิตด้วยความประมาท” ช่างอุดมด้วยคติธรรมอันงดงาม มองเห็นข้อผิดพลาดของตน แล้วจึงนำมาสอนธรรมแก่ผู้อ่านได้อย่างน่าสรรเสริญ แต่นักการเมืองเหล่านั้นมักหลุดรอดจากการทำความผิดได้เสมอ มีจำนวนน้อยเท่านั้นที่ถูกลงโทษ “แต่เขาก็ไม่เคยลงโทษนักการเมืองได้เลย เพราะการคอร์รัปชันไม่มีใบเสร็จ ไม่มีหลักฐาน กี่คดีก็ถูกยกฟ้องหมด” หมายความว่า มีนักการเมืองที่ทำทุจริตคดโกงหลุดรอดไม่ถูกลงโทษมีจำนวนมาก

ยังมีหนังสืออีกกองหนึ่ง ที่รอการอ่าน หวังว่าคงไม่ปล่อยให้รอจนนานเกินไป
"คนเรามีกรรมเป็นของๆตน จะต้องเป็นผู้รับผลของกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นเป็นที่พึ่งอาศัย ใครทำกรรมอันใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตามจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น"
อบายภูมิเปิดประตูรออยู่แล้วครับ
เคยอ่านเรื่องนี้มาก่อน อ่านอีกครั้งก็ยังเป็นเครื่องรักษาใจ
ขอบคุณที่นำมาให้อ่านอีกครับ
รู้ธรรมแล้ว ก็ต้องเข้าถึงด้วยนะครับ
เข้าถึง..ให้ถึงที่สุด
เพื่อจะได้ไม่กลับมาเป็นเหมือนเดิมอีก
ขออนุโมทนาในกุศลจิตที่กลับมาผุดผ่องเหมือนเดือน
ผู้รู้ธรรม ต่างกัน เพราะการสั่งสมมา อย่าแปลกใจเลยครับได้รู้ขณะยังมีสติดีอยู่ก็ถือว่าได้อยู่ครับ...ตอนไปเวียนรอบปูชนีย์เวชสถานทั้งสี่ตำบล...จิตยังนึกอยู่เลยครับว่า...เมื่อ 2600 ปี เราทำอะไรอยู่ ถึงได้ไม่มานั่งอยู่ ณ ที่ตรงนั้น รับฟังธรรมจากพุทธองค์..
ความอยากเป็นคือตัวกิเลส แล้วกิเลสจึงเป็นตัวไปสร้างกรรม
จะตัดกิเลสก็ยากมากนะคะ
โทษนะครับ ความอยากเป็นตัณหาครับ...กิเลสคือสิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง...
อันที่จริงการเยือนกันใน g2k เหมือนไปเยี่ยมบ้านเพื่อนพ้อง
มันแก้วังเวงได้บ้างนะครับ
สวัสดีค่ะท่านอาจารย์
เข้าใจถึงความแปลกแยก
เข้าใจถึงความโลภของคน
เข้าใจถึงโลกของเราได้
เรียกว่าเข้าใจโลกแล้วหรือยังครับ แบบนี้ นะครับ
เรียนท่านอาจารย์