เมื่อทุกคนเติบโตเข้าไปสู่สังคม ไม่มีใครสามารถเลือกเพื่อนร่วมสังคมได้ ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการต้องเริ่มมาแต่วัยเรียน การพัฒนาต้องไม่แยกส่วนต้องมีการบูรณาการคนท่ามกลางความแตกต่าง

     ครูเขียวมีลูกชายเป็นแอลดี ตอนนี้เขาผ่านการเกณฑ์ทหารมาสดๆร้อน เขาได้รับการยกเว้นเพราะถูกระบุจากแพทย์ว่าเป็นบุคคลประเภท 4

     เวลา 20 ปี ที่ผ่านมา มีประโยคที่ซ้ำๆในสมองของครูเขียวตลอดเวลา คือ เมื่อไม่มีเราเขาจะอยู่ได้อย่างไร คือ ความทุกข์ คือความกังวล ของคนเป็นพ่อแม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ แม่จึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาสามารถพึ่งตนเองได้ และจนถึงบัดนี้ วิธีการจัดการเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเขาให้มีความยั่งยืนกำลังประจักษ์ชัดเจน ซึ่งครูเขียวเองได้ประมวลการจัดการได้ความว่าดังนี้

    1.ความรักความเข้าใจ

    2.การยอมรับในสิ่งที่มีอยู่ในตัวเขา

    3.การทำให้เขายอมรับสิ่งที่มีในตัวเขา

    4.การนำเขาเข้าไปสู่สังคม

    5.การนำสังคมมาเข้าสู่เขา

    6.การอดทนและการทำซ้ำ

    ปัจจุบันนายแอลดี ของครูเขียวกำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 4 สาขาอะไรที่แม่ช่วยได้ ( ช่วยทำงาน ช่วยเรียน ) ทั้งที่นายแอลดีเขาเรียนในโรงเรียน แค่ป.6 นอกนั้นก็เรียน กศน. สอบเทียบระดับ จนสามารถเรียนไปก่อนอายุ

     ปัจจุบันนายแอลดี ทำธุรกิจร้ายถ่ายเอกสารและขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่คุมร้านคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตของเพื่อนพิการร่างกายนั่งรถเข็น  รับเหมาติดตั้ง ซื้อ ซ่อม คอมพิวเตอร์ รับทำงานวิชาการ รับผิดชอบส่งเสียตนเองเรียน ร่วมทั้งค่าใช้จ่ายส่วนตัว

      จากประสบการณ์ชีวิต และส่วนที่ถือว่าผลสำเร็จของครูเขียว  ครูพบว่าการจัดการคนพิการให้มีชีวิตที่มีคุณภาพยั่งยืน จะต้องเป็นแบบบูรณาการคน  หมายถึง ในสถานศึกษาถ้าหากจัดการศึกษาแบบเรียร่วมการกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ และกิจกรรมพิเศษอื่นใด จะต้องจัดให้นักเรียนทั้งสองกลุ่มได้เรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกันให้มากที่สุด โดยโรงเรียน ครูจะต้องใช้หลักการวิเคราะห์การกำหนดกิจกรรมให้เหมาะสมกับคนทั้งสองกลุ่มทำร่วมกันได้มากที่สุด ยกเว้นกิจกรรมที่ทำไม่ได้จริงๆ การจัดกิจกรรมให้พวกเขาทำร่วมกันเท่ากับเป็นการจัดประสบการณ์ตรงประสบการณ์จริงในการดำเนินชีวิตในสังคม สมาชิกในสังคมไม่ว่าจะเป็นคนปกติ หรือคนพิการไม่สามารถเลือกเพื่อนร่วมในสังคมได้ ดังนั้นการให้พวกเขาได้ทำกิจกรรมเรียนร่วมร่วมกันบ้าง ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจความแตกต่างของกันและกัน เมื่อไปอยู่ในสังคมจริงไปพบบุคคลที่มีความแตกต่างกันก็สามารถรับและปรับได้ โดยเฉพาะคนพิการ หากพัฒนาแบบแยกส่วน แม้ว่าคนพิการจะได้รับพัฒนาเต็มศักยภาพเพียงใด เมื่อกลับเข้าสู่สังคม ความแตกต่างจะทำให้คนพิการไม่มีความมั่นใจในการดำเนินชีวิต ถ้าหากไปสู่สังคมที่ไม่เข้าใจของคนปกติและไม่ให้การยอมรับก็จะยิ่งทำให้ศักยภาพคนพิการที่ได้รับการพัฒนา ถดถอยลงและหายไปในที่สุด ฉะนั้นการพัฒนาจะต้องใช้แบบบูรณาการคน  คนพิการ+คนปกติ+คนในครอบครัว+คนในสังคม=คุณภาพชีวิตคนพิการยั่งยืน