ถอดบทเรียนจากส้วมราดไม่ลง
วันนี้ขอโอกาสเขียนเรื่องเล่าจากความประทับใจ เมื่อครั้งได้ไปปฏิบัติภาวนา ณ วัดป่าแห่งหนึ่ง ด้วยห้องส้วมที่กุฏิที่เข้าพัก ตอนแรก ๆ ราดน้ำลงไป ก็รู้สึกว่า เอ......มีกลิ่นอะไรฉุน ๆ แต่ก็ราดลงอยู่ จัดแจง จัดของเรียบร้อย อาบน้ำอาบท่า ดำเนินวิถีชีวิตไปเรื่อย ๆ จนรู้สึกปวดท้อง ร่างกายเรียกร้องการขับถ่าย จึงเข้าห้องส้วม ถ่ายท้องเรียบร้อย รู้สึกสบายร่างกายเมื่อลำไส้ได้กำจัดของเสีย แต่ไหง ไอ้ที่พึ่งพ้นลำไส้ไปยังลอยเท้งเต้ง เต็มโถ หล่ะเนี๊ย ได้แต่อดทนรอไปก่อน
“เดี๋ยวมันก็ คงจะค่อย ๆ ลดระดับลงไป”
ปฏิบัติภาวนาไปเรื่อย แว๊บ นึกขึ้นได้ เดินเข้าไปดูอีก
“อ้าว ระดับน้ำลดลงบ้าง แต่ที่ลอยเท้งเต้งก็ยังอยู่”
ไปทำอย่างอื่น เรื่อย ๆ ไป ได้โอกาสเข้ามากุฏิ เปิดดู
“อะยังอยู่”
เอาไง ดีนะ แจ้ง คุณยายชีไว้ก่อนดีกว่า
ท่านบอกว่า “เดี๋ยว โทรเรียกเขามาดูดให้ รู้สึกสบาย ผ่อนคลายไป อีกแบบ ผ่านไปเข้าสู่วันที่สอง ยังไม่มีการเคลื่อนไหว จึงขอโอกาสเข้าไปกราบเรียนพระอาจารย์ ไม่นานนัก ประมาณสิบโมงเช้าของวันที่สอง รถดูดส้วมก็ตุเลงตุเลงเข้ามา
“ตุ๊บ ๆ ๆ” เสียงเคาะฝาท่อส้วม
“อ้าว หมอ บ่มีหยั๋ง มันแห้ง”
พอไปดูท่อส้วม มันก็แห้งจริง ๆ แต่ไอ้ที่ลอยในโถส้วมก็ยังลอยเอ่อ อยู่เต็มโถส้วม กรรมหนอกรรม อะไรหนอ
เขาจึงลากสายดูดไปดูด ณ ปากโถส้วม ไม่มีอุจจาระแล้ว แต่ปัญหาไม่ถูกแก้
"ถ้าพี่กลับตอนนี้หนูว่า พี่ต้องได้กลับมาดูดอีกรอบแน่ ๆ เรามาช่วยกันแก้ไขดีกว่าเหนาะ"
ระลึกกับตนเองว่า
"ถ้าไม่แก้ ต้องเดือดร้อนผู้อื่น ที่จะมาอยู่ต่อ หรือไม่ก็พระมาจัดการแก้ไข จึงตั้งใจแก้ไขก่อน"
คนดูดส้วมกระโดดลงไป หาสาเหตุ น่าจะมีไฟฉาย
ได้ยินดังนั้น รีบไปหยิบไฟฉาย
ส่งให้พี่ผู้หญิงเพื่อส่งต่อ
“โอ้มีรากไม้”
“เสียมน่าจะช่วยได้” พี่ผู้หญิงที่ไม่ได้ลงท่อพูด
ครานี้เดินไปกุฏิคุณยายชีขอยืมเสียม ได้มาแล้วแต่ยาวไปเอาลงท่อไม่ได้ เดินกลับไปขอโอกาสว่ามีอันใหม่ไหม หรือ อันไหนก็ได้ที่สามารถทำด้ามใหม่ได้ เอาหล่ะ ครานี้ เสียมแบบที่คิดว่า น่าจะใช้การได้ก็มา
แต่แล้ว.................
ใช้การไม่ได้ ปัญหา ไม่ใช่ รากไม้ แต่มีอะไรอุดตันที่ ท่อแยก
“น่าจะมีเหล็กที่พองอได้” เป็นคำกล่าวของพี่ผู้ชายที่อยู่ในท่อส้วม (เป็นการเสนอแนวทางแก้ไขจากผู้เห็นปัญหาจริง ๆ)
ครานี้ติ๋วเดินไปรอบ ๆ มองหาเหล็ก ได้เหล็กขนาดเหมาะมือ งอทำเป็นขอ แล้วก็ใช้ช่วงความยาว
ค่อย ๆ แคะ ทุกคนรวมกันให้กำลังใจ ปรากฏว่าวสิ่งที่หลุดออกมาเป็น เศษดินดำ ๆ
“เอะ อะไรเนี๊ย ปรากฏเป็นคำถาม”
“คงจะเป็นเศษกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วก็เข้าไปอุด แต่พอนาน ๆ ไปมันก็เปื่อยทับถมเข้าไปตัน”
แคะ ๆ อยู่นานพี่ผู้ชายรู้สึกเมื่อยไม่ไหวแล้ว
จึงเอ่ยขึ้นว่า
“ให้หนูช่วยไหมค่ะ”
ท่านเงยหน้าขึ้นมามอง แล้วยิ้มเอ่ยว่า “ดีครับ”
งั้นขอเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน
เข้าไปจัดแจงเปลี่ยนเสื้อเป็นตัวที่พอจะเลอะเทอะได้ เป็นเสื้อขาวเก่า ๆ ที่ใส่มานานแล้ว ได้รับตกทอดมา
พอพี่ผู้ชายขึ้นมา
ติ๋วได้โอกาสกระโดดลงท่อส้วมอย่างไม่ต้องสงสัย ส่องไฟฉายเข้าไป แล้วก็มีเสียงภายในว่า
“โอ้ ช่างไม่เหมือนแบบที่คิดเอาเองแฮะ มันดูโล่ง แต่น้ำก็ยังไม่ไหล”
ได้เรียนรู้ว่า จงอยท่อส้วมอยู่ฝั่งซ้าย ค่อย ๆ แคะ ค่อย ๆ แงะ เอาเหล็กงอ ๆ จิ้ม ๆ เข้าไปฝั่งซ้ายที่เป็นจงอยส้วม หมุน ๆ มีเศษดินหลุดติดปลายเหล็กออกมา แล้วก็ค่อย ๆ ใช้ส่วนที่ยาว ๆ ของเหล็กกวาดเอาเศษดินดำ ๆ ออกมา เอาออกมาได้บ้าง แต่ก็รู้สึกได้ว่า ยังมีค้างอยู่
ครานี้คุณยายชีเดินเข้ามา เติม ๆ น้ำเข้าไปที่โถส้วม แต่ก็ยัง ค่อย ๆ แคะ ค่อย ๆ แงะ
ยังไม่มีน้ำไหลออกมา แสดงว่า ยังมีอะไร อุดตัน
แคะไปเรื่อย ๆ ค่อยมีเศษดำ ๆ ออกมา รับรู้กับตนเองว่า
“มาถูกทางแล้ว แต่ต้อง อดทน”
แล้วคุณยายชี ก็เอ่ยขึ้นว่า
“อะยังโขเมกาโย กายของเรานี้อย่างนี้ อุทธังปาทะตลา เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป........”
เห็นอย่างชัดเจนแบบไม่ต้องหลับตาเลยค่ะ
ก็เหมือนได้เจริญอศุภะตั้งแต่ราดส้วมไม่ลง
จวบจนมาถึงการได้กระโดดลงไปในท่อส้วม
หนักเข้าไปอีกคือ ได้เวลาทานเพล
ณ ขณะนั้น ไม่รู้สึกหิวค่ะ แต่ตั้งใจ
“ดูใจตนเองกับการกินข้าวหลังลงท่อส้วม”
กอปรกับพี่ผู้ชายเอ่ยว่า
“เดี๋ยวผมทำต่อครับ”
จึงปีนขึ้นจากท่อส้วม แล้วก็ล้างมือล้างไม้ แบบสะอาดเอี่ยม น้องถามว่า
“พี่ติ๋วจะอาบน้ำก่อนไหม”
ยิ้มให้น้องแล้วตอบว่า “ไม่ค่ะ อาจจะได้ลงไปช่วยอีก”
หันมองกับข้าว วันนี้เป็นข้าวเหนียวกับปลาทู ฮาเลยค่ะ เพราะต้องใช้มือเปิบ และจิกกินเนื้อปลาทู
แต่ก็ปรากฏว่า “ไม่รู้สึกรังเกียจก็ทานได้ปกติ” ไม่นานนักได้ยินเสียงดังขึ้นว่า
“ได้แล้ว ออกแล้ว”
รู้สึกดีใจ แล้วก็มาสำรวจดูช่วยท่าน จึงได้สอบถามว่า “ปกติดูดส้วมคิดราคาเท่าไหร่ค่ะ แบบทั่ว ๆไป”
พี่ผู้หญิงตอบว่า “เจ็ดสิบบาท”
ถูกมาก ๆ อย่างไม่น่าเชื่ออาชีพปลดทุกข์ อันทรงเกียรติเช่นนี้ ท่านได้ค่าตอบแทนท่อละเจ็ดสิบบาท แถมบริการถึงที่โทรเรียกได้ แต่ท่านก็บอกต่ออีกว่า
“วันนี้ไม่ได้ดูดเลย ไม่รู้จะคิดยังไง”
ยิ้มแล้วก็ตอบท่านว่า
“นี่ยากกว่าดูดอีกนะเนี๊ย ต้องงัด ต้องแงะจนเมื่อย”
เอ่ยแล้วจึงหยิบเงินสามร้อยบาทพับ ๆให้ท่าน
พอคลี่เงินออกแล้วเหมือนรู้สึกตกใจว่า “เยอะไป”
พร้อมพยักเพยิดบอกพี่ผู้ชาย
จึงเอ่ยสำทับว่า
“ไม่เป็นไรค่ะตั้งใจให้ เป็นกำลังใจ ค่าที่ไม่ต้องงัดโถส้วมไง”
ครั้งนี้ได้เห็นความแง่งามและความอารมณ์ดีของคนดูดส้วมทั้งสามีและภรรยา เพราะระหว่างรอท่านดูส้วมอยู่เปรย ๆ เหมือนคลิ๊กกับตนเองว่า
“อาชีพดูดส้วมเป็นอาชีพที่ได้บุญจริง ๆเหนาะ เพราะไปทำให้เขาคลายทุกข์”
พี่ผู้หญิงตอบขึ้นมาว่า
“ใช่แล้ว ลองอย่างงานบุญต่าง ๆนี่ส้วมเต็ม ไม่รู้จะไปถ่ายที่ไหน แต่พอไปดูดเสร็จเขาก็มีที่ถ่ายสบายเลย”
พี่ผู้ชายสำทับว่า “โอ๊ย ถ้าทำแล้วไม่ได้บุญผมก็ไม่ทำหรอกครับ ฮ่า ๆ”
นอกจากอาชีพรักษาคนอย่างหมอ หรือการเยียวยารักษาผู้คนทางสาธารณสุขที่คุ้นเคยแล้ว วันนี้ทำให้ได้รู้จักอีกหนึ่งอาชีพที่เป็นการสร้างกุศลอันยิ่ง คือ ดูดส้วม ขอบพระคุณนะคะสำหรับบทเรียนแห่งการปลดทุกข์ จริง ๆ
แหม.......เป็นเรื่องเป็นราวดีจัง
คนอารมณ์ดีนี่ เรื่อง...อี้ๆ ยังดีได้เลย
น่าจะได้กุศลนะครับ ว่างก็ไปเยี่ยมกันบ้างนะครับบบบบ
http://gotoknow.org/blog/ruamrosbotkawi/435768
อ่านสนุกจังเลยค่ะ เอ แต่สงสัยว่าเราควรทิ้งกระดาษชำระลงในส้วมหรือไม่ค่ะ บ้างก็บอกว่ามันมีเชื้อโรคและทิชชูสลายได้ทิ้งมันลงไปในโถนั่นแหละ บ้างก็บอกว่าห้ามทิ้งลงโถเพราะมันจะอุดตัน คิดแล้วปวดท้องค่ะ
ทุกอาชีพมีคุณค่าในตัวของมันเอง จึงต้องให้เกียรติแก่กัน
ทุกๆอาชีพที่คนหลายคนมองว่าสกปรก ยากจน น่ารังเกียจ จริงๆแล้วผู้ที่ทำอาชีพเหล่านั้นเป็นส่วนที่ช่วยสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก (แม้ว่าบางครั้งพวกเขาอาจทำเลอะเทอะบ้าง) เป็นอาชีพที่เราควรต้องขอบคุณ ไม่แสดงอาการรังเกียจ เพราะถ้าไม่มีพวกเขา คนจำนวนมากลำบากแน่ ใครจะทำ??
ฮ่า ๆ ๆ อาจารย์ ดร. จันทวรรณ ปิยะวัฒน์ ติ๋วก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องส้วมด้วยซิค่ะ
ถ้ากระดาษเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็คงพอไหวนะคะ
แต่ถ้าเยอะ ๆ อาจจะลำบาก
อันนี้ก็ไม่ค่อยแน่ใจค่ะ
(^___^)
ขอบพระคุณค่ะท่าน โสภณ เปียสนิท ที่แวะมาเยี่ยม พี่ที่ท่านมาดูดส้วมใจเย็นและมีอารมณ์ขันมาก ๆ เลยค่ะ
ท่านปล่อยมุกแบบไม่ค่อยยั้งน่าทึ่งจริง ๆ