การปรับประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชนแบบองค์รวม
โดย.... รุ่งทิพย์ กล้าหาญ
มจร.วิทยาเขตเชียงใหม่
การตีความสิ่งแวดล้อมชุมชนแบบองค์รวม หมายถึง สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ได้แก่ อากาศ แม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ มหาสมุทร พื้น ดิน แร่ธาตุ ภูเขา ป่าไม้ สัตว์ต่างๆ ฯลฯ และสิ่งแวดล้อมที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อประกอบเป็นชุมชน ได้แก่ บ้านเรือน โรงเรียน ถนน รถยนต์ เขื่อนเก็บน้ำ ตลอด จนขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันสิ่งแวดล้อมชุมชนกำลังประสบปัญหาวิกฤตอันเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตคุณภาพสังคมของมนุษย์ จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้องและรีบด้วน โดยใช้หลักวิชาการที่ผสมผสานได้กับลักษณะนิสัย ทัศนคติ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในชุมชน เพื่อการยอมรับและการมีส่วนร่วมแก้ไขโดยชุมชน ที่สำคัญยิ่งคือ การเสริมสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าสิ่งแวดล้อมชุมชน เกิดความหวงแหน มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์จัดการให้อยู่ในสภาพดีเพื่อประโยชน์แก่คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ดังเช่นปรากฏการณ์ของกลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ที่ร่วมขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาสิ่งแวดล้อมชุมชนแบบองค์รวม โดยร่วมเป็นเครือข่ายสหธรรมิกกับสถาบันโพธิยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่
ซึ่งจะขอนำเสนอให้เห็นถึงบทเรียนเกี่ยวกับการปรับประยุกต์นำหลักการทางพุทธศาสนาและบทบาทของกลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาในการท้าทาย และโต้ตอบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมท่ามกลางพลวัตของโลกานุวัตร ซึ่งครอบงำและรุกเร้า ทั้งทางวัตถุ วัฒนธรรมและการเมือง ด้วยความรู้สึกผูกพันปันรากกับสังคมท้องถิ่นและการพยายามดำรงสถานภาพในสังคมพหุลักษณ์
พุทธศาสนาเป็นองค์กรทางสังคม ที่ดำรงอยู่ในรูปแบบของความเป็นสถาบัน ซึ่งหยั่งรากลึกอย่างยาวนานในสังคมไทย มาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ มีความต่อเนื่อง มีการสั่งสมและผลิตซ้ำอย่างมั่นคงสม่ำเสมอ อีกทั้งยังเป็นองค์กรที่มีขอบเขตฐานการสนับสนุนกว้างขวาง มีความเกี่ยวพันกับคนส่วนใหญ่ จึงทำให้เป็นสถาบันทางสังคมที่มีพลังสูง ในการควบคุมความคิด ความเชื่อ ความศรัทธาอันเกิดจากปรัชญานุภาพและพระธรรมวินัย ที่สามารถหล่อหลอมความรู้สึกและผูกขาดความนิยมเชื่อถือของศาสนิกชนให้เป็นเอกภาพ
หากแต่ภายใต้บริบทเงื่อนไขของสังคมในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสังคมของการต่อสู้แข่งขันและการต่อรอง ที่ต้องอาศัยอิทธิพลและอำนาจ เพื่อมุ่งแสวงหาความมั่นคงไม่จำกัดตามบรรยากาศของการแข่งขันเสรี ซึ่งบริบทนี้ได้สร้างแรงกดดันให้องค์กรพุทธศาสนา ต้องแสวงหาและสั่งสมเครื่องมือในการต่อสู้ แข่งขัน และการต่อรอง พร้อมทั้งพยายามปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงในบริบทแวดล้อมและขยายฐานแห่งการเรียนรู้ สร้างศรัทธาในกลุ่มพุทธศาสนิกชนให้กว้างขวาง และมั่นคง เพื่อประโยชน์ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทั้งภายในและระหว่างองค์กร อันเป็นพยายามในการรักษาสถานภาพ และดำรงรักษาไว้ซึ่งเป้าหมายหลัก ค่านิยมพื้นฐาน หรืออุดมการณ์ของพุทธศาสนา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการจัดตำแหน่งแห่งที่ของพุทธศาสนาและพระสงฆ์
โดยนัยนี้การเคลื่อนไหวทางพระพุทธศาสนาและพระสงฆ์นั้น เป็นความพยายามในการคืนความหมายทางสังคมแก่พุทธศาสนา อันเกิดจากการนำเอาวัฒนธรรมในจารีตประเพณีเดิมไปใช้เป็นกลไกตอบโต้กับกระแสโลกาภิวัตน์ ก่อเกิดเป็นการปฏิบัติในลักษณะการปะทะทางวัฒนธรรมระหว่างแนวคิดตะวันตก คือ วัตถุและการครอบงำ กับแนวคิดตะวันออกคือ จิตวิญญาณนิยมและการปลดปล่อย ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ในการนำเอาทุนทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับฐานทรัพยากรและฐานทางวัฒนธรรม อันได้แก่ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การหลอมจิตใจ หลอมความคิด และการผนึกกำลัง การสร้างทักษะในการจัดการ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน มาส่งเสริมให้ผู้คนเกิดความสามัคคี เสียสละที่จะทำงานร่วมกัน โดยมีการรวมกำลังความคิด ความรู้ สติปัญญา และความชำนาญต่าง ๆ ที่มีอยู่เพื่อใช้ในการจัดการแก้ไขปัญหาของสังคมชุมชนร่วมกัน
อนึ่งเนื่องที่ผ่านมาการวิจัยเกี่ยวกับบทบาททางสังคมของพระสงฆ์เกี่ยวกับการนำเอาทุนทางสังคมไปใช้เพื่อการพัฒนาชุมชน มักจะเป็นการวิจัยเชิงย้อนรอย ซึ่งหมายความว่า เป็นการวิจัยในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว โดยทำการศึกษาวิจัยเพื่อทราบผลภายหลัง เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเห็นได้ว่า สภาพแวดล้อมหรือบริบท รวมทั้งองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีผลต่อการคงอยู่ของการนำทุนทางสังคม ซึ่งอาจได้เกิดขึ้นแล้ว ณ จุดใดจุดหนึ่งของเวลาในอดีต และเมื่อได้ศึกษาค้นพบข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน ก็อาจจะมีสภาพแวดล้อมหรือบริบท รวมทั้งองค์ประกอบบางส่วนที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการที่จะตอบประเด็นคำถามว่า พระสงฆ์ได้มีรูปแบบวิธีการจัดการทุนทางสังคมอย่างไร มีใครเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง ผลเป็นเช่นไรและแนวทางที่เหมาะสมในอนาคตควรเป็นเช่นไร จึงเป็นเรื่องที่อาจจะทำได้ไม่ง่ายนัก
หากแต่จากผลงานวิจัยของพระสงฆ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันโพธิยาลัยได้สะท้อนถึงความเป็นไปได้ ในการบูรณาการทุนทางสังคมเพื่อการพัฒนาโดยบทบาทของพระสงฆ์ ที่มีการนำเอาวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ของชุมชนมาสร้างเป็นแผนที่ของการพัฒนาเพื่อการปรับระบบคิดและวิธีปฏิบัติของบุคคลจากการมุ่งประโยชน์ส่วนตัวไปสู่ระบบคิดและวิธีปฏิบัติที่มุ่งช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความเอื้ออาทรระหว่างกัน พร้อมกันนี้ได้มีการใช้ระบบการสื่อสารเพื่อการพัฒนา โดยการให้ข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับผู้รับสาร ยังผลให้เกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงความรู้สึกนึกคิดของผู้รับสารไปในทางที่ดีขึ้น จนในหลายพื้นที่ได้เกิดรูปธรรมของการเปลี่ยนแปลงจากลักษณะของการเป็นปัจเจกบุคคลที่เน้นตนเองเป็นศูนย์กลางสู่การเน้นจริยธรรมเป็นศูนย์กลาง ทำให้ปัจเจกบุคคลมีค่านิยมที่เห็นความสำคัญของกลุ่ม คณะ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม เกิดระบบความสัมพันธ์ทางสังคมที่มุ่งไปสู่ความช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ซึ่งเป็นนับเป็นกระบวนการปลุกจิตสำนึกของความเป็นชุมชนและก่อเกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้แบบบูรณาการ
ดังเช่นรายงานการวิจัยความร่วมมือของชุมชนในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย บ้านหนองหล่ม จังหวัดลำพูน ซึ่งได้สะท้อนภาพให้เห็นถึงกระบวนการและความเป็นพลวัตของทุนทางสังคมในบริบทของชุมชนชนบท อันเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อชุมชนชนบท ที่พบว่า เมื่อสังคมภายนอกเปลี่ยนแปลง ประกอบกับการพัฒนาที่ริเริ่มโดยภาครัฐและการเข้ามาของระบบทุนนิยม ได้ส่งผลต่อชุมชนหนองหล่ม ทุนทางสังคมในอดีตที่อยู่บนพื้นฐานความพอเพียง ได้เปลี่ยนแปลงไปสู่วิธีคิด วิถีชีวิตการผลิตที่เน้นการแข่งขันและเน้นผลตอบแทนสูงสุดมากขึ้น มีการแข่งขันเน้นวัตถุมากขึ้น โดยเฉพาะระบบทุนที่มีเงินเป็นสื่อกลางได้เข้ามาทดแทนระบบความสัมพันธ์ของคนในชุมชน ทำให้ทุนทางสังคมที่เคยมีอยู่เดิมลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะความเอื้ออาทร การช่วยเหลือเกื้อกูล การพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชน และการความเข็มแข็งของครอบครัวในการอบรมบ่มเพาะบุตรหลาน ด้วยความตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวพระสงฆ์ร่วมกันครูในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน และ แกนนำในชุมชนจึงได้หาแนวทางการแก้ไข โดยการพูดคุยกับชาวบ้านถึงความจำเป็นและแนวทางการพัฒนาเยาวชน ซึ่งระยะแรก ๆ ยังมีชาวบ้านเข้าร่วมกิจกรรมค่อนข้างน้อย พระสงฆ์กับกลุ่มแกนนำ จึงเปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จุดเริ่มต้นของโครงการวิจัยเพื่อการพัฒนาเรื่องนี้ จึงมุ่งพัฒนากลุ่มเยาวชน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ลักษณะต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับความต้องการของเยาวชน พร้อมทั้งสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม ทำให้เยาวชนเกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข
และหลังจากที่ได้มีการดำเนินโครงการระยะหนึ่งก็พบว่า ชาวบ้านที่เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อการสื่อสารถึงคุณค่าและแนวทางการดำเนินงานโครงการฯประกอบกับการศึกษาดูงานในสถานที่ต่าง ๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนทัศนคติ พร้อมทั้งตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาเยาวชนโดยบทบาทของชุมชนและมีวัดเป็นศูนย์กลาง นำสู่การรวมกลุ่มเพื่อสร้างและพัฒนาแหล่งเรียนรู้สำหรับเยาวชนขึ้นเช่น การสร้างสระน้ำคุณธรรม ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ระบบคิดและ วิถีชีวิตของชาวบ้านหนองหล่มที่เคยมีความเกื้อกูลกัน เอื้ออาทรต่อกัน พึงพาอาศัยกัน ร่วมมือร่วมใจกัน ซึ่งได้เริ่มค่อนแคลนจากชุมชน ต่อมาเมื่อได้รับการกระตุ้นทำให้เกิดความสำนึกระลึกถึงและฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ นับเป็นความพยายามของพระสงฆ์ในการฟื้นฟูทุนทางสังคมที่เคยมีอยู่ในบ้านหนองหล่มให้กลับคืนมา ถึงแม้ว่า การกลับคืนมิอาจจะเป็นทั้งหมดเพราะบางส่วนได้เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม หากแต่พระสงฆ์ได้ใช้สติปัญญา ให้ความรู้ และทักษะ กระตุ้นให้ผู้คนในชุมชนเกิดการยกระดับจิตใจเห็นคุณค่าของการรวมพลังเกื้อกูล โดยการปรับองค์ประกอบภายนอกบางส่วน และการผสมผสานระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ให้เหมาะสมกับชุมชน เช่น การสร้างสระน้ำ ซึ่งเป็นการให้ผู้คนในชุมชนได้รับประโยชน์ทั้งโดยตรงและทางอ้อม และการเกิดความรู้สึกเป็น “เรา”
นอกจากนี้ ยังพบว่า ผลงานวิจัยของพระสงฆ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันโพธิยาลัยจำนวน 10 เรื่อง ได้สะท้อนให้เห็นถึง แนวคิด ทักษะและแนวทางการดำเนินงานวิจัยแบบมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาของพระสงฆ์ ซึ่งมีการประเมิน ผสมผสาน และสร้างยุทธศาสตร์ในการทำงานด้านสังคมทั้งในเชิงรุก เชิงรับและปรับตัว ท่ามกลางสังคมพหุวัฒนธรรม
ในส่วนของการทำงานตามยุทธศาสตร์เชิงรุกของพระสงฆ์ เป็นการเน้นบทบาทของชุมชนและประชาชนได้เรียนรู้วิกฤตต่าง ๆ ของสังคมร่วมกัน เพื่อการสกัดยับยั้งและตั้งตัว ในการตอบโต้กับการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งหาวิธีการจัดการใหม่ด้วยการสร้างอำนาจทางวัฒนธรรม การจัดระเบียบความสัมพันธ์และสร้างกลไกประสานประโยชน์แบบเครือข่าย เพื่อให้เกิดลักษณะความเป็นธรรม การร่วมมือ การสร้างภาวะผู้นำแบบประชาธิปไตย และกระบวนการประชาธิปไตยที่มีคุณธรรม ดังจะปรากฏจากรายงานเรื่อง แนวทางการพัฒนาการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนที่สมสมัย จังหวัดน่าน ที่มุ่งหมายนำเสนอคุณค่าต่อชีวิตและสังคมของการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน กระบวนการ และปัจจัยเงื่อนไขที่ส่งผลต่อการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน โดยพบว่า การบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนมีความสำคัญต่อการอบรมกล่อมเกลาคุณธรรมแก่เยาวชน และการสืบทอดพระพุทธศาสนา มีทั้งยังเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ทางสังคมของกลุ่มคนที่มีพิธีกรรมทางศาสนาเป็นศูนย์กลาง และกระบวนการของการขัดเกลามีการปรับประยุกต์ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางสังคม เช่น ในส่วนของเนื้อหา ขั้นตอนพิธีกรรม หากแต่การดำเนินงานบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนยังมิอาจสัมฤทธิผลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด จำเป็นต้องประสานความร่วมมืออย่างจริงจังของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการทบทวนวิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดอ่อน วิกฤตและ โอกาสในการพัฒนาหรือในนอกจากนี้รายงานการวิจัยยังได้นำเสนอถึง รูปแบบการจัดการเรียนการสอนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ที่สอดคล้องกับเครือข่ายโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ว่า ควรมีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในลักษณะการบูรณาการระหว่างการจัดการเรียนการสอนแบบเป็นทางการ ไม่เป็นทางการและตามอัธยาศัย โดยผันแปรตามสภาพสถานศึกษา อีกทั้งศักยภาพของการจัดการเรียนการสอนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ยังมีข้อจำกัดเนื่องด้วยความพร้อมของบุคลากร งบประมาณ สื่อ การมีส่วนร่วมของชุมชนองค์กร และการกำหนดนโยบายในการดำเนินงาน
ในส่วนของยุทธศาสตร์เชิงรับและการปรับตัว ได้สะท้อนถึงความพยายามของกลุ่มพระสงฆ์นักพัฒนาในการแสวงหาแนวทางการสร้างสมดุลย์ระหว่างกระแสสากลและชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีลักษณะคิดอย่างสากลและอยู่อย่างท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วย การรื้อฟื้นและผลิตซ้ำสายสัมพันธ์ทางสังคมแบบดั้งเดิม ส่งเสริมโอกาสการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ ด้วยตระหนักถึงปรากฎการณ์ของสังคมท้องถิ่นที่ได้เปลี่ยนผ่านช่วงเวลาและเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญหลายหน ซึ่งล้วนมีความแตกต่างกันทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยในแต่ละกาลสมัยที่ผันผ่านสังคมท้องถิ่นได้ผลิตรุ่นชนที่มีประวัติศาสตร์ในหลายรูปแบบ โดยแต่ละรุ่นชนล้วนมีความประทับใจทางประวัติศาสตร์ ที่แตกต่างกันไปตามห้วงประสบการณ์ของตน ซึ่งในกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาชุมชนของพระสงฆ์พบว่าพระสงฆ์ได้ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งวิทยากรกระบวนการในการมุ่งหมายฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางสังคมของชุมชน ระหว่างคนวัยต่าง ๆ และสานสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชุมชน ผ่านการชักชวนให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ร่วมกันเกี่ยวกับ สาระถัตทางภูมิปัญญาของกลุ่มชนในส่วนของวัฒนธรรมทางภาษาและจารีตประเพณี โดยเปรียบเทียบกับคำสอนทางพุทธศาสนา
ดังเช่นรายงานการวิจัยเรื่อง การฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมของชาวปะกากะญอ ต. บ้านจันทร์ ซึ่งผลการวิจัยเรื่องนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน เกี่ยวกับคุณค่าของระบบความสัมพันธ์และวิถีแห่งภูมิปัญญาดั้งเดิมรวม รวมทั้งตระหนักรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบความสัมพันธ์แบบดั้งเดิมสู่สังคมสมัยใหม่ จากเดิมที่โครงสร้างสายสัมพันธ์ฉันท์มิตรเป็นระบบเครือญาติ มีการกำหนดความสัมพันธ์ทางสายเลือด วงศ์ตระกูลและลำดับของความอาวุโสตามศักดิ์และความสนิทสนม โดยความผูกพันดังกล่าวได้รับการตอกย้ำ ด้วยการสร้างความยอมรับเรื่องประเพณีปฏิบัติระหว่างเครือญาติ การพึ่งพาเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน การติดต่อสัมพันธ์ใกล้ชิด ความรู้จักมักคุ้นพิเศษและการมีวิถีชีวิตร่วมกัน ซึ่งเป็นมิติกลุ่มที่นำไปสู่ความโน้มเอียงให้กลุ่มชนคิดและทำในลักษณะของการคล้อยตามหรือปรับเข้าหากัน อันเป็นการอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลอบอุ่น หากแต่กาลสมัยที่เปลี่ยนไปสายใยของโครงสร้างดั้งเดิมเริ่มผุกร่อนและอ่อนแอลงเรื่อยๆ ในขณะที่โครงสร้างสายสัมพันธ์แบบใหม่ มีลักษณะเป็นอิสระ มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง ความผูกพันระหว่างบุคคลได้รับการตอกย้ำด้วยการสร้างความยอมรับเรื่องความสำเร็จ ตำแหน่งหน้าที่ อำนาจเกียรติยศ ชื่อเสียง ผลตอบแทนจากการทำงานร่วมกัน หรือการมีรสนิยมร่วมกันในบางเรื่อง ซึ่งเป็นมิติของปัจเจกบุคคลหรือความอยู่รอดเฉพาะตัว ที่นำไปสู่ความโน้มเอียงทางพฤติกรรมบางด้าน ทำให้แต่ละคนคิด และทำเพื่อการสร้างความแตกต่าง โดดเด่น แปลกแหวกแนว ล้ำยุคเหนือคนอื่น และการเคลื่อนตัวของโครงสร้างของสายสัมพันธ์นี้ ได้สั่งสมรอยร้าวของสัมพันธภาพแบบดั้งเดิมให้ขยายวงกว้าง ก่อเกิดความขัดแย้งแอบแฝงในระหว่างกลุ่มชนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ ทำให้สะพานประวัติศาสตร์ระหว่างรุ่นชนขาดการเชื่อมโยง หากแต่ด้วยอานิสงฆ์จากการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่มีพระสงฆ์เป็นแกนนำ มีวัดเป็นศูนย์กลางและมีพุทธศาสนาเป็นกลไก ทำให้คนรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เกิดสำนึกร่วมถึงชะตากรรมของชีวิต ปรัชญา และเป้าหมายชีวิต
นอกจากนี้ยังพบว่า พระสงฆ์ได้พยายามสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพลิกฟื้นภูมิปัญญาของชุมชนและสร้างสัมพันธภาพระหว่างรุ่นชน โดยการปรับปรนวัฒนธรรมทั้งในส่วนของกลไกสังคม จารีตประเพณีที่ผ่านการทบทวนคุณค่า ประเพณีดั้งเดิม ภูมิปัญญาของบรรพชนและของชุมชนท้องถิ่น ทั้งในด้านสาระถัตเชิงคุณค่าและกลไกเพื่อการรื้อฟื้น ปกป้อง สงวนรักษาต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นความพยายามในการก่อรูปใหม่ของความรู้ และแหล่งความรู้ที่เกิดจากการเชื่อมโยงภูมิปัญญาเดิมและมติกลุ่มชน ในการสร้างกระบวนทัศน์เพื่อการสร้างพัฒนาความเข้มแข็งแก่ชุมชน ทั้งในส่วนของมุมมองต่อปัจจุบัน อนาคตที่น่าจะเป็น จุดอ่อนจุดแข็ง โอกาสในการพัฒนา ตลอดจนแง่มุมที่ควรรักษา หรือเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้เพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นเกิดการปรับตัวให้สามารถดำรงอยู่อย่างเหมาะสม ท่ามกลางความสัมพันธ์กับสังคมภายนอก หรือกระแส ดังจะปรากฏจากรายงานการวิจัยเรื่องกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างสำนึกฟื้นฟูและสืบทอดภูมิปัญญาสมุนไพรปกากะญอของเยาวชน บ้านแม่ระเมิง ต. แม่สอง อ. ท่าสองยาง จ.ตาก
ขณะเดียวกันยังพบว่า พระสงฆ์ได้มีความพยายามในการส่งเสริมการผลิตซ้ำพลังนวัตกรรมทางจิตใจ เพื่อการเยียวยาปัญหาสังคมที่สลับซับซ้อน และเสริมพลังการจัดระเบียบสังคม โดยการใช้ต้นทุนทางวัฒนธรรมของสังคมมารองรับ ผสานกับแนวคิดหลักธรรมทางพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาสังคม ทั้งนี้การทำงานของพระสงฆ์มีลักษณะเป็นอิสระ มีความผันแปรตามสภาพการณ์ในพื้นที่ ซึ่งแตกต่างจากการทำงานของรัฐ ดังเช่นรายงานการวิจัยเรื่อง กระบวนการและเทคนิคการทำงานของพระสงฆ์นักพัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ หรือเรื่องหลักการและการปฏิบัติงานของพระธรรมจาริกบนที่สูงที่สมสมัย ซึ่งผลการวิจัยทั้งสองเรื่องได้สะท้อนให้เห็นถึง ความพยายามของพระสงฆ์นักพัฒนา ในการสร้างสภาพที่พึงปรารถนาเพื่อการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน โดยการส่งเสริมให้ผู้คนในชุมชนรวมตัวกันในชุมชนเพื่อการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายเพื่อการทำมาหากินและการร่วมกันอย่างพอเพียง มีความเอื้ออาทรต่อกัน มีลักษณะการเรียนรู้ร่วมกัน เคารพและเอื้ออาทรต่อกัน มีการร่วมสร้างความรู้และต่อยอดความรู้เพื่อเกื้อกูลกัน การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ด้วยความรู้สึกรับผิดชอบมากกว่าความเกรงใจ นับเป็นการสร้างพลังชุมชน โดยการนำแหล่งทุนสังคมที่เข้มแข็ง มีความเป็นพลวัตรสูงและแฝงตัวอยู่ในสังคม มาดำเนินการสร้างคุณค่าและมูลค่า เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ซึ่งเป็นการบ่มฟักความเข้มแข็งของชุมชน โดยการบูรณาการแนวคิดการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ภายใต้บริบทของชุมชน
อย่างไรก็ตามผลการวิจัยทั้งสองเรื่องยังได้สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับการทำงานเพื่อสังคมของพระสงฆ์ที่ยังต้องเผชิญกับเงื่อนไขหลายประการที่อาจเสริม หรือลดทอน แนวคิดและพลังในการทำงาน อาทิ ระบบการปกครองของสงฆ์ ซึ่งสัมพันธ์กับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากคณะผู้ปกครองระดับสูงของสงฆ์ องค์กรภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนมุมมองจากพุทธศาสนิกชนถึง สิ่งใดที่ควรเป็นกิจของสงฆ์ ทั้งนี้อาจด้วยมโนทัศน์ที่ว่า “หากพระสงฆ์เข้าหาสังคมมากเกินไป ก็อาจถูกครอบงำจากโลก แต่หากมุ่งหลุดพ้นไม่สนใจความสัมพันธ์กับโลกฆราวาส ก็จะเป็นการจำกัดการเติบโตและการเผยแพร่ศาสนา” ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายสำหรับพระสงฆ์คือ การประคองตนท่ามกลางแรงเหวี่ยงระหว่างโลกทั้งสองได้อย่างไร พร้อมกับการที่สังคมคงต้องร่วมกันทบทวนเส้นแบ่งระหว่างโลกกับธรรมที่เหมาะสม เพื่อการส่งเสริมให้พระสงฆ์ได้เป็นผู้สานกลไกการคืนความ
หมายทางสังคมแก่พุทธศาสนา