ครู งานวิจัย ชุธาตุ ชุมชน พระพุทธศาสนา พระมหาเทวีจิรประภา พัฒนา สตรี สิ่งแวดล้อม

การบูรณาการวัฒนธรรมในกลุ่มสตรีเพื่อการพัฒนาชุมชน

โดย…….รุ่งทิพย์ – บรรชร   กล้าหาญ

 

            กระบวนการพัฒนาที่แท้จริงต้องเป็นการแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิต และความ

เป็นอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นจากความเป็นจริงในแต่ละท้องถิ่นเอง และชาวบ้านจะต้องเป็นตัวหลักของการพัฒนา  ซึ่งการพัฒนาคุณภาพชีวิตนั้นจะต้องมุ่งเน้นให้ชุมชน “อยู่ดี” สามารถดำรงชีวิตได้อย่าง “มีความสุข”  ตามความเหมาะสม  สามารถพึ่งพาตนเอง รู้จักคิด วิเคราะห์ปัญหา หาหนทางในการแก้ไขและตัดสินใจในการแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม  แต่จากการพัฒนาต่าง ๆที่ผ่านมายังไม่สามารถบรรลุผลของการพัฒนาได้อย่างแท้จริง    ด้วยอุปสรรคหลายๆ  ประการและเช่น  การขาดการเรียนรู้และทำความเข้าใจเชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ ในชุมชนอย่างแท้จริง   และขาดความพยายามในการทำความเข้าใจวิธีคิด  อุดมการณ์ และภูมิปัญญาของชุมชน  ซึ่งการไม่เข้าถึงวัฒนธรรมชุมชนเช่นนี้  เป็นผลให้การพัฒนาที่ผ่านยังไม่บรรลุผลเท่าที่ควรและไม่ก่อให้เกิดความยั่งยืนของการพัฒนา

ด้วยเหตุที่พลังทางวัฒนธรรมเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ และแฝงเร้นในสังคม  ทำให้แนวคิดการพัฒนาเชิงวัฒนธรรมได้รับความสนใจที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาชนบท ทั้งนี้ถึงแม้ว่า  พลังทางวัฒนธรรมเหล่านั้น จะยังไม่สามารถแสดงออกมาในรูปแบบกิจกรรมการพัฒนาที่เด่นชัดก็ตาม แต่ด้วยการมีความสำคัญในการสื่อความหมายทางสัญลักษณ์และนามธรรมซึ่งประกอบด้วยทั้งสิ่งที่มีคุณค่า สิ่งที่ด้อยค่า สิ่งที่ก้าวหน้าและสิ่งที่ล้าหลัง จึงเป็นทั้งส่วนที่เป็นคุณูปการเป็นอุปสรรค  เป็นพลังและเป็นจุดอ่อนต่อการพัฒนาเชิงวัฒนธรรม ทำให้ต้องมีการเลือกสรรค้นหารูปแบบกิจกรรมที่เหมาะสม   และเป็นไปได้ท่ามกลางกระแสของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆรอบด้าน  การบูรณาการทางวัฒนธรรมจึงเป็นกระบวนการหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ความเป็นสังคมอุดมธรรม                         

          ปัญหาการพัฒนาอีกประการหนึ่งคือ การมีส่วนร่วมในเป็นผู้นำการพัฒนาของบุคคลฝ่ายต่างๆในชุมชน โดยเฉพาะสตรีซึ่ง เป็นตัวแปรสำคัญต่อการสัมฤทธิ์ผลของการพัฒนาและเป็นผู้ที่มีอิทธิพลซ่อนเร้นในระดับครอบครัวและชุมชน  จากการดำรงบทบาทสำคัญในระบบการผลิตของครัวเรือนเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชายและเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการดำเนินชีวิตในครัวเรือน  ไม่ว่าอำนาจการตัดสินใจ การเก็บรักษาและใช้จ่าย แต่สตรีก็ไม่สามารถดำเนินบทบาทของการเป็นผู้นำในการพัฒนา  ทั้งนี้เพราะกรอบทางวัฒนธรรมประเพณีและความเชื่อที่หล่อหลอมความคิดว่า ผู้ชายเท่านั้นที่จะเป็นผู้นำในสังคม  สตรีที่ดีต้องเป็นกุลสตรีรับภาระงานบ้านและเป็นผู้ตามที่ดี  ทำให้สตรีถูกจำกัดโอกาสในการปฏิสัมพันธ์กับแหล่งข้อมูลจากภายนอกชุมชน จึงเป็นการปิดกั้นโอกาสในการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาศักยภาพและกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิต  เป็นผลให้สตรีต้องกลายเป็นผู้พึ่งพาบุรุษ ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยเฉพาะท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมการบริโภคที่กำลังรุกเร้าเช่นปัจจุบันสตรีในชนบทได้รับผลกระทบโดยตรงในการแบกภาระรับผิดชอบต่อครัวเรือนมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเป็นภาระที่หนักหน่วงที่ต้องใช้ทั้งแรงกาย  แรงใจ การเสียสละ และการอดทน   หากแต่บทบาทและภาระที่มากขึ้น    ก็ไม่ได้ทำให้สถานภาพของสตรีชนบทสูงขึ้นแต่อย่างใด เหตุนี้ทำให้กลุ่มสตรีเกิดความตระหนักที่จะเข้ามามีบทบาทในทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองภายนอกครัวเรือนมากขึ้น เพื่อการพัฒนาแก้ไขคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัวและชุมชน

ความต้องการดังกล่าวนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในการการกำหนดแผนพัฒนาสตรี ที่มุ่งเน้นให้สตรีมีส่วนร่วมในการพัฒนา เพราะการมีส่วนร่วมคือกุญแจสำคัญอันจะนำไปสู่ความเสมอภาคมากขึ้นและยังจะเป็นโอกาสในการพัฒนาการตนเองอย่างเต็มศักยภาพ  เพื่อให้เกิดความพร้อมใน  3  ด้านคือ  ด้านคุณลักษณะส่วนตัว  ด้านชีวิตและครอบครัว  และการมีส่วนร่วมในสังคม  โดยเฉพาะการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้และนำเอาศักยภาพที่มีอยู่ของตนเองมาใช้ในการแก้ปัญหา       การวิเคราะห์ถึงสภาวะการณ์ที่เป็นอยู่และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง

          ดังนั้นแนวทางการพัฒนาชุมชนในปัจจุบันจึงมุ่งเป้าหมายไปยังกลุ่มสตรีโดยพยายามจัดตั้งกลุ่มสตรีเป็น “ศูนย์กลางในการพัฒนา”  และมีการปฏิรูปการพัฒนาจาก “เบื้องล่างขึ้นมา” หากแต่เป็นลักษณะของการแยกบทบาทระหว่างชายหญิงออกจากกัน    เน้นสร้างกลุ่มสตรีในรูปแบบกลุ่มแม่บ้าน และยังคงมีลักษณะอิทธิพลของแบบสำเร็จรูปที่รัฐกำหนดแอบแฝงอยู่ ทำให้การเคลื่อนไหวของขบวนการสตรีในลักษณะของการรวมกลุ่มเกิด“วัฒนธรรมของการต่อต้าน”ขึ้นในชุมชน   ส่งผลให้การพัฒนาโดยบทบาทของสตรีเป็นผู้นำนั้นไม่สามารถบรรลุได้โดยง่าย  เพราะผู้หญิงเองยังอยู่ภายใต้บริบท “วัฒนธรรมผู้หญิง” ซึ่งมีเกณฑ์ชี้วัดมาตรฐานอยู่ที่การที่ผู้หญิงเองเข้าใจชุมชนที่ตนอาศัยอยู่เพียงใด  และความจำเป็นในการรักษาเอกลักษณ์ของบุคคลในฐานะเพศหญิง พร้อมไปกับการรื่นรมย์ในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง   

อย่างไรก็ตามมีกลุ่มสตรีในบางชุมชนได้พยายามนำเอาทุนทางสังคม ซึ่งเป็นความรู้  ทักษะ และทรัพยากรที่มีอยู่เดิม  มาผนวกประสานกับสภาพที่รู้สึกกังวล  ต้องการและคิดว่า เป็นประโยชน์  ต่อครัวเรือนและชุมชน โดยคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมของกลุ่มและชุมชน เกี่ยวกับบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีฐานคิดจากพุทธศาสนา    ด้วยกลวิธีนี้ทำให้การแสดงบทบาทของสตรีได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสและเพศชาย พร้อมทั้งร่วมส่งเสริมให้สตรีได้แสดงออกซึ่งสติปัญญา  พลังสร้างสรรค์และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาในการดำรงชีวิต  และความอยู่รอดในชีวิตประจำวันของตน  ตลอดจนแสดงถึงทักษะความสามารถในการจัดการระบบต่างๆ จนได้รับการยอมรับจากหน่วยงานต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง  ถือเป็นแบบอย่างความสำเร็จของการพัฒนากลุ่มสตรีและชุมชน  

ดังเช่น ผลการวิจัยเรื่องการบูรณาการทางวัฒนธรรมกับการมีส่วนร่วมของกลุ่มสตรีในการพัฒนาชนบท   ซึ่งมุ่งถอดประสบการณ์และตอบคำถามว่า  ในท่ามกลางสังคมที่อยู่ในภาวะแปรเปลี่ยนเช่นปัจจุบันผู้หญิงจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการฟื้นฟูสังคมของตน      รูปแบบในการรวมกลุ่มควรเป็นอย่างไร และแบบแผนที่ผู้หญิงจะเข้าสู่บทบาทของการเป็นผู้นำในการพัฒนานั้น ควรจะมีลักษณะจำเพาะทางวัฒนธรรมอย่างไร     โดยเลือกทำการศึกษาหมู่บ้านป่าไผ่  ตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่  และหมู่บ้านล่องเดื่อ  ตำบลประตูป่า อำเภอเมือง  จังหวัดลำพูน ซึ่งมีปรากฏการณ์ของการรวมกลุ่มสตรีเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างเข้มแข็ง และเพื่อให้กลุ่มสตรีมีส่วนร่วมในการคิดวิเคราะห์ จึงได้ใช้เทคนิควิธีที่หลากหลายในการรวบรวมข้อมูลเช่น   PRA , AIC ,การสัมภาษณ์เชิงลึก , การสนทนากลุ่ม , การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม  

             สิ่งที่พบคือ ในวิถีของชุมชน สตรีมีการรวมกลุ่มตามธรรมชาติ เพื่อช่วยเหลือระหว่างกันทั้งในยามปกติและยามวิกฤตของชีวิต  ตลอดจนการตอบสนองพลังศรัทธาในความสัมพันธ์ต่อเพื่อนมนุษย์  และความเชื่อต่อพลังอำนาจของธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติ  และต่อมากลุ่มธรรมชาตินี้ ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เกิดเป็นการรวมกลุ่มแบบเป็นทางการ  เพื่อดำเนินกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ   สำหรับแบบแผนการพัฒนาที่ทำให้ผู้หญิงสามารถแสดงบทบาทการเป็นผู้นำในการพัฒนาได้สำเร็จคือ  1. การบูรณาการวัฒนธรรมทางเพศระหว่างหญิงชายในการร่วมคิด  ร่วมทำ เพื่อการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวและชุมชน โดยใช้รากฐานลักษณะจำเพาะทางวัฒนธรรมของชุมชนเกี่ยวกับความเชื่อ   2.การบูรณาการองค์ความรู้ดั้งเดิมกับศาสตร์สมัยใหม่ จากการปรับประยุกต์ใช้ทุนทางสังคมที่สั่งสมในชุมชน อาทิ ภูมิปัญญา เทคโนโลยี  ทรัพยากร และสามัคคีธรรมของชุมชน   3.การบรูณาการวิถีชุมชนกับกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยการเชื่อมประสานบทบาทของผู้หญิงในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และระบบดั้งเดิม ภายใต้ระบบคิดตามแนวพุทธศาสตร์ ซึ่งมีความเกื้อกูลระหว่างเพื่อนมนุษย์และสรรพสิ่งรอบด้าน 

            สำหรับรูปแบบที่ทำให้การรวมกลุ่มเพื่อการพัฒนาของสตรีประสบความสำเร็จและได้รับการยอมรับสนับสนุนจากผู้ชายและผู้สุงอายุ  ลดวัฒนธรรมการต่อต้านในชุมชน  คือ การจัดโครงสร้างกลุ่มที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างแนวตั้งและแนวนอน มีการกำหนดบทบาทสถานภาพของสมาชิกไว้อย่างชัดเจน และมีการปรับยืดหยุ่นตามสถานการณ์ พร้อมทั้งให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกกลุ่ม ด้วยความเอื้ออาทร  เคารพระหว่างกัน ภายใต้สายใยสัมพันธ์เครือญาติของชุมชน    และที่สำคัญยิ่งคือ การรวมกลุ่มเพื่อการพัฒนาของสตรีมิได้กีดกั้นบุรุษออกจากกระบวนการและยังคงลักษณะจำเพาะทางเพศของผู้หญิง                 

            เรื่องราวของกลุ่มสตรีบ้านป่าไผ่และบ้านล่องเดื่อ คงเสมือนภาพยนตร์ชีวิตที่ถ่ายทอดวิถีสตรีในชุมชนเกษตรกรรม นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ที่ต่างได้ดำเนินบทบาทของการเป็น “เมีย -  แม่ ”  ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในระบบการผลิตภาคการเกษตรของครัวเรือนเคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ชาย และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการดำเนินชีวิตของครัวเรือน ทั้งในส่วนของการดูแลสุขภาพของคนในครัวเรือน การตัดสินใจในการผลิต  การเก็บรักษาและการใช้จ่าย  ที่สำคัญ  คือ บทบาทของการเป็นแม่ที่ต้องคอยดูแลฟูมฟักขัดเกลาบุตรธิดาในด้านต่าง ๆ ซึ่งเป็นภาระที่ต้องใช้เหตุผลและความพยายาม มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงเพราะสัญชาตญาณของการเป็นแม่เท่านั้น หากแต่เป็นความคิดสร้างสรรค์ของการเป็นแม่ที่ดี  ทั้งนี้การแสดงบทบาทของสตรีแม่บ้าน เกิดจากกระบวนการหล่อหลอมทางสังคมด้วยความเชื่อทางพุทธศาสนาในเรื่องบทบาทของสามี-ภรรยา  ดังสะท้อนให้เห็นจากคำกล่าวของผู้สูงอายุในชุมชนที่เปรียบบทบาทสามีภรรยาว่า  “ผัวเป็นหิง  เมียเป๋นข้อง  ผัวเป๋นแก้ว  เมียเป็นแสง”  (สามีเปรียบเสมือนสวิงหาปลา  ภรรยาเปรียบเหมือนข้องใส่ปลา  สามีเปรียบเหมือนแก้ว  ภรรยาเปรียบเหมือนแสงของแก้ว)

ดังนั้นในภาวะที่ครัวเรือนและชุมชน ประสบปัญหาเศรษฐกิจ  เนื่องด้วยผลผลิตหลักทางการเกษตรคือ  กระเทียม และลำไย ล้นตลาด  ราคาตกต่ำ กลุ่มสตรีแม่บ้านจึงร่วมกลุ่มพ่อบ้านในการแสวงหาทางเลือกเพื่อแก้ไขปัญหา ด้วยการพยายามทบทวนทุนทางสังคมที่มีอยู่ อันได้แก่  ทรัพยากร และความรู้ด้านการแปรรูปอาหารของสตรี  จึงเกิดแนวคิดในการแปรรูปผลผลิตที่มีอยู่  แรกเริ่มกลุ่มแม่บ้านได้ขอรับการอบรมจากหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่  จากนั้นจึงทดลองเรียนรู้ผิดถูกด้วยตนเอง  จนสามารถผลิตกระเทียมดองและลำไยอบแห้งที่มีคุณภาพ  หากแต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องตลาด และการลงทุน เพราะขาดความรู้ด้านการจัดการสมัยใหม่ รวมทั้งงบประมาณ  จึงได้ประสานขอการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐบาลและเอกชน เพื่อรับการสนับสนุนความรู้  เทคโนโลยี การจัดการสมัยใหม่และงบประมาณ   จนกระทั่งปัจจุบัน    ผลผลิตกระเทียมดองและลำไยอบแห้งของชุมชนทั้งสองแห่งได้รับรองมาตรฐานและสามารถขยายตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ  สามารถนำรายได้สุทธิมาแบ่งปันให้แก่สมาชิกของกลุ่ม

นอกจากนั้น  กลุ่มสตรีแม่บ้านทั้งสองแห่ง ยังได้พยายามแสวงหาแนวทางสร้างรายได้ในช่วงเวลาที่ว่างเว้นจากการทำงานในภาคเกษตรกรรม โดยร่วมกับกลุ่มพ่อบ้านในการประมวลองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชนและนำมาปรับประยุกต์ ก่อเกิดเป็นงานอาชีพที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มคนในชุมชน  เช่น  กลุ่มบ้านป่าไผ่  ได้ขยายกิจกรรมกลุ่มทอผ้า  การผลิตเครื่องดื่มสมุนไพร  การเกษตรแบบผสมผสาน การปลูกพืชปลอดสารพิษ และการประมงน้ำไหล   ส่วนกลุ่มบ้านล่องเดื่อ ได้สร้างผลิตภัณฑ์เพิ่มคือ ผักกาดดอง ผลไม้ดองและเต้าเจี้ยว  ฯลฯ ซึ่งเป็นการสร้างเลือกที่หลากหลายให้คนในชุมชนสามารถทำงานอยู่กับชุมชนโดยไม่ต้องออกไปแสวงหางานภายนอกชุมชน ก่อเกิดลักษณะชุมชนเข้มแข็งเพราะคนในชุมชนต่างมีกิจกรรมร่วมกัน ที่สำคัญคือ ทำให้ผู้หญิงสามารถทำงานอาชีพไปพร้อมกับการทำหน้าที่ของการเป็น “แม่และ เมีย”  ที่สมบูรณ์ตามปทัสถานของชุมชน

            ผลสำเร็จของการรวมกลุ่มของสตรีบ้านป่าไผ่และบ้านล่องเดื่อ นำมาซึ่งการบริหารจัดการคุณภาพชีวิต  ความมั่นคงของครัวเรือน และชุมชน  จนได้รับรางวัลระดับประเทศ เช่น รางวัลหมู่บ้านต้านภัยเศรษฐกิจดีเด่น  หมู่บ้านหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์   หมู่บ้านต้านภัยยาเสพติด  ผู้นำสตรีดีเด่น ฯลฯ  ทั้งนี้เป็นเพราะความชาญฉลาดของกลุ่มสตรีในการเรียนรู้และปรับใช้วัฒนธรรม หรือ การบูรณาการวัฒนธรรมให้สอดรับกับกระแสโลกาภิวัฒน์   ซึ่งเมื่อเอ่ยถึงโลกาภิวัฒน์คนจำนวนมากก็มักจะมองเพียงเรื่องการค้า  การเงินข้ามชาติ และระบบข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมโยงกันหมด     ซึ่งแท้จริงแล้วหาเพียงพอไม่ เพราะโลกาภิวัฒน์ได้สร้างกระแสอื่น ๆ ให้แพร่ขยายเช่น  กระแสประชาธิปไตย  สิทธิมนุษยชน   สิ่งแวดล้อม สันติภาพ  ความเป็นชุมชน และบทบาทสตรี สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นกระแสใหญ่ที่ไหลมาเชื่อมโยงกันเป็นกระแสใหม่ที่บูรณาการ เพื่อการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดใหม่คือ  การคิดแบบบูรณาการที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง อันตรงต่อความเป็นจริงตามธรรมชาติที่สรรพสิ่งมีการเชื่อมโยงอย่างเป็นพลวัตร มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง (อนิจจัง) และเชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์    

            ดังเช่น  ปรากฏการณ์ที่กลุ่มสตรีแม่บ้านในชุมชนทั้งสองแห่ง ที่ได้รวมกลุ่มเพื่อแสดงบทบาทการพัฒนาได้ประสบความสำเร็จ คงสะท้อนถึงความจำเป็นที่ผู้หญิงควรมองย้อนกลับไปยังมรดกทางวัฒนธรรมดั้งเดิม พร้อมกับการมองไปข้างหน้าสู่อนาคต       ด้วยความพยายามเข้าถึงข่าวสารข้อมูลต่างๆให้มากขึ้น  เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจ ความคิดสร้างสรรค์     และเชื่อมั่นในคุณค่าแห่งตน พร้อมทั้งไม่ลังเลในการนำความคิดสร้างสรรค์ที่มีอยู่มาใช้ให้เป็นประโยชน์  เพื่อการอภิวัฒน์วิถีชีวิตตนเอง  ครอบครัวและชุมชน ให้สันติสุข   เช่นเดียวกันนี้สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรต้องระลึกเสมอคือ  ตนเองมีตะเกียงวิเศษอะลาดินอยู่ในมือ และหากถูตะเกียงดวงนี้ให้หนักมือมากขึ้น  มันก็จะสามารถเป็นแสงสว่างส่องทางชีวิตให้รุ่งโรจน์ได้  เช่นกันหากผู้หญิงสามารถเข้าถึงและพัฒนาตนเอง  ได้อย่างเต็มศักยภาพ  เมื่อนั้นผู้หญิงก็จะสามารถสร้างพื้นที่ทางสังคมและการเมืองในอนาคต  ในภาวะนั้นเสียงของผู้หญิงก็จะไม่ใช่เสียงที่ไร้เสียงอีกต่อไป

 

***บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเรื่อง  การบูรณาการทางวัฒนธรรมกับการมีส่วนร่วมของกลุ่มสตรีในการพัฒนาชนบท ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนในการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ