กระบวนการเรียนรู้ชุมชนเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชน
(Learning Process of community for Restore and Conservation Community Forest)
ความสำคัญของการวิจัย
ป่าไม้เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์และการดำรงมั่นของสังคมประเทศชาติ มนุษย์ใช้ประโยชน์จากป่าไม้ทางตรง โดยเป็นสิ่งก่อสร้าง เครื่องเรือน เป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค เป็นแหล่งพักผ่อน และในทางอ้อมคือ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า รักษาสมดุลของระบบนิเวศ ให้เกิดความอดุมสมบูรณ์ของชีวิต หากแต่ในระยะที่ผ่านมา มีการใช้ทรัพยากรป่าไม้เพิ่มขึ้นและขาดการอนุรักษ์ บูรณะฟื้นฟู ทำให้เกิดผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสภาพแวดล้อมป่า คือ เกิดการลดลงของพื้นที่ป่า และความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม จนเข้าสู่ภาวะวิกฤต
เช่นเดียวกับจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งพบว่าพื้นที่ป่าไม้ได้ลดลงอย่างมากเนื่องจากพื้นที่ป่าถูกรุกทำลายด้วยระบบการเกษตรแผนใหม่ และการพัฒนาที่ดินเพื่อการท่องเที่ยวหรือการบริการพักผ่อนและเป็นที่อยู่อาศัย จึงทำให้ความอุดมสมบูรณ์และความหลากลายทางชีวภาพของพื้นที่ป่าไม้ในบริเวณเขตอำเภอรอบในมีจำนวนน้อยมาก แต่อย่างไรก็ตามกลับพบว่า ในพื้นที่ป่าชุมชนตำบลแม่โป่ง ยังคงได้รับการอนุรักษ์เป็นอย่างดี ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยที่ผ่านมาชุมชนแห่งนี้มีปราชญ์และแกนนำชาวบ้านที่ได้พยายามใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการอนุรักษ์ป่าไม้โดยผ่านรูปแบบ วิธีการที่หลากหลายอาทิ การบวชป่า การเลี้ยงเทวดาขุนน้ำ การปลูกป่า การใช้จารีตข้อห้ามของชุมชน การกำหนดกติกาการใช้ป่าไม้ หรือ การบูรณาการแหล่งวิทยาการเรียนรู้ ฯลฯ
อย่างไรก็ตามแม้ความรู้ภูมิปัญญาในการอนุรักษ์ป่าไม้ของชุมชนตำบลแม่โป่ง จะเป็นสิ่งที่ถูกใช้และสร้างให้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตมายาวนาน แต่ภูมิปัญญาที่ถูกถ่ายทอดด้วยการบอกกล่าว หรือปฏิบัติสืบทอดต่อกันด้วยการลงมือกระทำ ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ไม่มีรูปแบบเนื้อหาที่ชัดเจน ไม่มีการจดบันทึกเป็นลายอักษร จึงเป็นการง่ายที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นนี้จะหายตกหล่นไปตามกาลเวลาและกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งอาจส่งผลต่อความเข้มแข็งในการอนุรักษ์ป่าไม้ของชุมชน จึงควรหาแนวทางเพื่อสืบสานอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นอันทรงคุณค่านี้ไว้ให้ยั่งยืน
ด้วยเหตุที่ความรู้ภูมิปัญญาการอนุรักษ์ป่าไม้ของตำบลแม่โป่ง เป็นความรู้ที่ยังแฝงเร้นอยู่ในตัวคนและถูกใช้เพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าไม้ จึงเป็นบริบทที่เหมาะจะนำหลักการจัดกระบวนการเรียนรู้มาช่วยในการจัดเก็บรวบรวมและถ่ายทอด ซึ่งจะช่วยให้เกิดการนำกลับไปใช้ใหม่และสร้างให้เกิดวงจรการพัฒนาความรู้เพื่อการอนุรักษ์ป่าไม้อย่างยั่งยืน และส่งผลต่อความเข้มแข็งของชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นความสนใจในการวิจัยครั้งนี้ ด้วยมุ่งหวังว่า จะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมเพื่อสร้างการปลูกสำนึกแบบวิพากษ์ของชุมชนด้วยการใช้หลักการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และโลกทัศน์ดั้งเดิมในการอนุรักษ์ป่าที่เน้นความพอเพียงทางนิเวศ
วัตถุประสงค์การวิจัย
1. เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนตำบลแม่โป่ง
2. เพื่อศึกษากระบวนการเรียนรู้ของชุมชนในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนตำบลแม่โป่ง
3. เพื่อศึกษาผลกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนตำบลแม่โป่ง
พื้นที่การวิจัย
หมู่บ้านคือ บ้านป่าไผ่ บ้านห้วยและบ้านตลาดขี้เหล็ก อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่
วิธีการวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ ได้เลือกใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการประยุกต์ใช้เทคนิคการสร้างอนาคตร่วมกัน (FSC) เพื่อกระตุ้นให้แกนนำชุมชนที่เข้าร่วมกระบวนการวิจัย เกิดการคิดวิเคราะห์หาแนวทางการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนร่วมกัน โดยผ่านเทคนิควิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ซึ่งใช้เครื่องมือสำคัญคือ ประเด็นการสนทนากลุ่ม การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม แบบสัมภาษณ์ การจัดเวทีเรียนรู้ร่วมกันจำนวน 11 ครั้ง สำหรับแผนการดำเนินงานการวิจัยประกอบด้วย 5 ระยะคือ
1. ระยะก่อนทำการวิจัย (Pre – Research Phase) เป็นการเตรียมชุมชนเพื่อให้มีความพร้อมในการวิจัยและสร้างความคุ้นเคยไว้วางใจระหว่างกัน เน้นการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับชุมชน การสำรวจชุมชนด้านสภาพพื้นที่ และการสัมภาษณ์ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเกี่ยวกับการจัดการป่าชุมชน
2. ระยะการจัดทำแผน (Planning Phase) ระยะนี้เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆร่วมกันของ
กลุ่มแกนนำที่เข้าร่วมโครงการวิจัย เพื่อร่วมตัดสินใจวางแผนกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วยการจัดเวทีจำนวน 3 ครั้งได้แก่ จัดเวทีเรียนรู้ครั้งที่ 1 เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจกำหนดบทบาทร่วมระหว่างนักวิจัยกับแกนนำชุมชน และการบอกเล่าบริบทชุมชน จัดเวทีเรียนรู้ครั้งที่ 2 เพื่อวิเคราะห์สภาพการจัดการป่าชุมชน :จุดอ่อน จุดเด่น อุปสรรคและโอกาสการจัดการป่าชุมชน โดยกำหนดช่วงเวลาการวิเคราะห์สภาพป่าชุมชนเป็น 3 ระยะคือ ยุคดั้งเดิม ยุควิกฤตและยุคฟื้นฟู โดยใช้ระยะเวลา 1 วัน มีแกนนำเข้าร่วมกิจกรรม 30 คน การจัดเวทีเรียนรู้ครั้งที่ 3 เพื่อรำลึกอดีตและทบทวนสภาพปัจจุบันในการจัดการป่าชุมชน โดยใช้เทคนิคการประชุมแบบสร้างสรรค์ FSC ระยะเวลา 1 วัน มีแกนนำเข้าร่วมกิจกรรม 30 คน
3.ระยะการกำหนดแผนงาน ระยะนี้เป็นการกำหนดทางเลือก และวางแผนพัฒนาเพื่อ
สร้างการเรียนรู้ของกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยการจัดเวทีจำนวน 3 ครั้งได้แก่ การจัดเวทีเรียนรู้ครั้งที่ 4 -5 เรื่อง ความคาดหวังต่อการจัดการป่าชุมชนในอนาคต เป็นการระดมความคิดวิเคราะห์ต่อแนวโน้มการจัดการป่าชุมชน เป็นไปในลักษณะใด พร้อมทั้งกำหนดวิสัยทัศน์ แผนงานการส่งเสริมการจัดการป่าชุมชน โดยใช้เทคนิคการประชุมเชิงสร้างสรรค์ FSC
4. ระยะการนำแผนไปปฏิบัติ (Implementation Phase) ระยะนี้เป็ นการขับเคลื่อนกิจกรรมตามแผนงาน โดยใช้เทคนิคการประชุมเชิงสร้างสรรค์ FSC ซึ่งประกอบด้วยการจัดเวทีการเรียนรู้จำนวน 3 ครั้ง ได้แก่ การจัดเวทีเรียนรู้ครั้งที่ 6 การเรียนรู้สู่เยาวชน (ผู้เฒ่าเล่าเรื่องป่าสู่ลูกหลาน) การจัดเวทีครั้งที่ 7 เรียนรู้ร่วมกันเพื่อสืบสานตำนานวิถีคนกับป่า การจัดเวทีครั้งที่ 8 ระดมแนวคิดสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมหนุนเสริมเพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมกลุ่ม/เยาวชน/เครือข่าย
5. ระยะติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ( Monitoring and Evaluation Phase)โดยการจัดเวทีเรียนรู้ครั้งที่ 9 -11 ประกอบด้วย การจัดเวทีการเรียนรู้ครั้งที่ 9 -10 การบันทึกรายการโทรทัศน์จำนวน 2 ครั้ง 3 รายการ การจัดเวทีการเรียนรู้ครั้งที่ 11 การสรุปบทเรียนคืนความรู้สู่ชุมชน เพื่อนำเสนอผลการวิจัยเพื่อให้ชุมชนได้ตรวจสอบผลการวิจัย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสรุปองค์ความรู้การจัดการป่าชุมชน ร่วมกัน
สำหรับการสรุปและวิเคราะห์ข้อมูล ได้ปฏิบัติทุกระยะของการวิจัย โดยนำข้อมูลที่ได้จากวิธีการต่าง ๆ มาตรวจสอบกับวัตถุประสงค์ กรอบคิดการวิจัย และจัดทำหมวดหมู่ พร้อมทั้งนำเสนอในลักษณะของการอธิบายเชิงพรรณา ที่สำคัญคือ การนำเสนอผลการวิจัยต่อแกนนำชุมชนที่เข้าร่วมการวิจัยเพื่อร่วมอภิปรายเติมเต็มจนกระทั่งได้ข้อมูลที่สมบูรณ์
ผลการวิจัย
สภาพป่าชุมชนตำบลแม่โป่ง
ชุมชนทั้งสามแห่งมีพื้นที่ป่าจำนวน 4 ป่า คือ ป่าจอตึง ป่าห้วยก้า ป่าห้วยไร่ และดอยปุ๊กขี้
แฮ้ง ในอดีตป่าเป็นแหล่งอาหาร แหล่งสมุนไพร แหล่งกำเนิดความอุดมสมบูรณ์ของต้นน้ำลำธารเพื่อการอุปโภค บริโภค การเกษตรกรรม และแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ ผู้คนมีวิถีความเป็นอยู่แบบพึ่งพาธรรมชาติ มีความเชื่อในพลังอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่า เจ้าเขา ทำให้มีความผูกพันกับป่าไม้ ต่อมาในระหว่างปี พศ. 2510 – 2516 มีการสัมปทานทำไม้โดยบริษัทเอกชนทำให้สภาพป่าเสื่อมโทรม เกิดความแห้งแล้งและน้ำท่วม วิถีชีวิตของชุมชนเปลี่ยนแปลง การละทิ้งอาชีพเกษตรกรรมสู่การเป็นแรงงานนอกชุมชน ส่งผลต่อระบบความสัมพันธ์ในครัวเรือนและชุมชน ความรู้ภูมิปัญญาเกี่ยวกับป่าชุมชนเริ่มสูญหาย เพราะความสัมพันธ์คนกับป่าลดลง จึงพยายามแก้ไขโดยรวมกลุ่มคัดค้านการสัมปทานป่าไม้ ปีพ.ศ. 2518 มีการยกเลิกสัมปทานป่า ปี พ.ศ.2524 มีการสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยก้า ปี พ.ศ. 2525 มีการก่อตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งชุมชนทั้งสามแห่งได้รับเลือกเป็นชุมชนพัฒนาตามแนวพระราชดำริของศูนย์ฯ ทำให้ได้เรียนรู้การพัฒนาชุมชนและการจัดการป่าตามแนวพระราชดำริฯ เช่น การจัดการป่าตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง งานอาชีพ การสนับสนุนกล้าพันธุ์ไม้ การสนับสนุนการดับไฟป่า การรับเข้าทำงานในศูนย์ฯ การสร้างอ่างเก็บน้ำ การพัฒนาระบบชลประทาน ฯลฯ ปัจจุบันป่ามีความสมบูรณ์แต่ขาดความหลากหลายเช่นอดีต และมีการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนคือ เป็นแหล่งอาหารธรรมชาติ แหล่งสมุนไพร แหล่งท่องเที่ยวพักผ่อน แหล่งเลี้ยงสัตว์ แหล่งวัตถุดิบเพื่อการผลิตวัสดุอุปกรณ์ในครัวเรือนและการเกษตร แหล่งสร้างรายได้และแหล่งศึกษาเรียนรู้
การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนโดยใช้ภูมิปัญญา
ชุมชนได้พยายามแสวงหาแนวทางการแก้ไขปัญหาป่าชุมชนโดยใช้ภูมิรู้ ทุนทางสังคม จารีตประเพณีที่ผสมผสานกับวิถีชุมชน จนเกิดเป็นภูมิปัญญาการจัดการป่าชุมชน ได้แก่
1. การใช้ประโยชน์จากป่าอย่างเกื้อกูล โดยการกำหนดกฎระเบียบป่าชุมชน และการจัดสรรผลประโยชน์ โดยระบบการจัดสรรพื้นที่ทำกินของรัฐบาลมีการเอกสารสิทธิ์ที่แตกต่างกันคือ แบบ นส.3 โฉนดที่ดิน เอกสารจับจองสิทธิ์ (ปท.5 , สทก.)และมีการกำหนดเขตพื้นที่ป่าของชุมชน เป็นป่าใช้สอยและป่าอนุรักษ์ ทำให้เป็นประโยชน์ต่อการควบคุมบุกรุกป่าและการใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชน รวมทั้งภูมิรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากป่าอย่างเกื้อกูล เช่น การเก็บผักหวานป่า การเก็บเห็ดเผาะ การเก็บเห็ดโคนฯลฯ
2. การใช้ความเชื่อจารีตท้องถิ่น โดยใช้ความเชื่อเรื่องผี อำนาจเหนือธรรมชาติ และการกำหนดพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ว่าเป็นที่สิงสถิตย์ของเจ้าที่ กิจกรรมบูชาเทวดาขุนน้ำ
3.การประยุกต์ความเชื่อพิธีกรรมทางศาสนาเพื่อการอนุรักษ์ป่า เช่น การใช้รูปแบบพิธีกรรมสลากภัตรเป็นสลากขอฝน หรือ พิธีกรรมบวชป่า พิธีกรรมการฟังธรรมป่าช่อน
4.วิถีชีวิตและวิทยาการ ชุมชนทั้งสามแห่งได้จัดกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์ป่าอย่างหลากหลาย อาทิ การทำแนวกันไฟ การเพาะกล้าไม้ การร่วมกันดับไฟป่า การปลูกป่า การสร้างฝายต้นน้ำ(ฝายแม้ว) และกิจกรรมนับถอยหลังสู่วันปีใหม่ดอยปุ๊กขี้แฮ้ง
ปัญหาการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชน
ประกอบด้วยความเป็นปัจเจกตามสภาพสังคมและการศึกษาสมัยใหม่ การสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง การขาดทักษะความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อการป้องกันและดับไฟป่า
กระบวนการเรียนรู้ของชุมชนในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชน
ขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้ชุมชนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนประกอบด้วย 1. ขั้นการระลึกอดีต โดยการจัดเวทีเรียนรู้ร่วมกันวิเคราะห์สภาพป่าชุมชนในอดีต ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับป่า สภาพการเปลี่ยนแปลงของป่า ความพยายามในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าชุมชน 2. ขั้นการทบทวนปัจจุบัน โดยการจัดเวทีเรียนรู้ร่วมกันวิเคราะห์สภาพป่าชุมชนในปัจจุบัน การฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชน ความสำเร็จ และปัญหา 3.ขั้นสร้างฝันสู่อนาคต โดยการจัดเวทีการเรียนรู้ร่วมกันบอกเล่าความคาดหวังต่อสภาพป่าในอนาคต วิธีการฟื้นฟูและอนุรักษ์เพื่อสร้างป่าที่สมบูรณ์ในอนาคต การจัดทำวิสัยทัศน์ การจัดลำดับแนวทาง วิธีการ และแผนงานการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชน 4.ขั้นดำเนินงานสู่ฝัน โดยการปฏิบัติจริงในโครงการที่กำหนด ซึ่งเป็นการรวม “พลังการจัดการ” 5.ขั้นเติมเต็มพลังทางปัญญา โดยการจัดเวทีนำเสนอความก้าวหน้าความสำเร็จ และข้อจำกัดของการดำเนินงานตามแผนงานหรือโครงการ เพื่อให้กลุ่มหรือเครือข่ายรับรู้และเกิดการแลกเปลี่ยนทักษะองค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน นำไปสู่การพัฒนา “องค์ความรู้ใหม่” ของกลุ่มร่วมกัน จนสามารถสรุปบทเรียนการจัดการป่าชุมชนตำบลแม่โป่ง รวบรวมเป็นวีดีทัศน์จำนวน 3 ชุด การทำฐานข้อมูลและป้ายนิเทศการจัดการป่า
ผลกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนเพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชน
1. การสร้างเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้แบ่งปันประสบการณ์ ทั้งในระดับตำบลและอำเภอ
มีการทำวิสัยทัศน์และแผนกิจกรรมป่าชุมชน การจัดโครงสร้างเครือข่าย
2.การรวบรวมข้อมูลความรู้ สำหรับข้อมูลดังกล่าวถูกจัดทำในรูปแบบฐานข้อมูลป่าชุมชนตำบลแม่โป่ง ป้ายนิทรรศการ และชุดสารคดี จำนวน 3 ตอน
3. การตระหนักรู้ และสำนึกรับผิดชอบต่อคนในอนาคต ด้วยความต้องการธำรงรักษาป่าเพื่อวิถีชีวิตชุมชนให้ยั่งยืน จึงสมัครเข้าร่วมเป็นหมู่บ้านอาสาสมัครพิทักษ์ป่าชุมชน ซึ่งเป็นกิจกรรมของกรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากร
4.แผนงานจัดการป่าชุมชนซึ่งบรรจุในแผนงานเทศบาล ระยะ 4 ปี
5.การสร้างการเรียนรู้และมีส่วนร่วมของเยาวชน
6.การบูรณาการหลักศาสนธรรมและส่งเสริมบทบาทพระสงฆ์ในการจัดการป่าชุมชน โดย
นิมนต์พระสงฆ์เข้าร่วมเป็นคณะทำงานขับเคลื่อนการจัดการป่าชุมชน
7. การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาร่วมกับมูลนิธิหมอเสมพริ้งพวงแก้ว และกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ป่าขุนแม่กวง ในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา กลุ่มสาระสังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สาระพิเศษเรื่องการเรียนรู้ภูมิปัญญาการจัดการป่าชุมชนขึ้น
9. เกิดกระบวนการทางสังคมเพื่อเรียนรู้ ผ่านการสื่อสารในวิถีของชุมชน
อภิปรายผล
กระบวนการเรียนรู้ชุมชนเพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนต้องยึดหลักว่า ทุกคนมี
ความสำคัญเท่าเทียมกัน แต่ในธรรมชาติของชุมชนยังคงมีความแตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องจัดกระบวนการเพื่อหลอมรวมให้เกิดความตระหนักถึงพลังความสำคัญแต่ละบุคคล เพื่อสร้างพลังความเป็นกลุ่มก้อนของชุมชน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรวมคน เพื่อรวม “พลังใจ”ซึ่งกันและกัน ให้เกิด “จิตสำนึกร่วม” ในการแก้ปัญหาและพัฒนาท้องถิ่น
การจัดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชนได้บูรณาการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอดแทรกในกิจกรรมต่าง ๆ พร้อมสร้างการเรียนรู้ให้ผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรมเกิดคิดวิเคราะห์ รู้เหตุ รู้ผลของการจัดการป่าที่ถูกต้อง รวมทั้งรู้ตน รู้ประมาณในการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เช่นเดียวกับการวางแผนกำหนดกิจกรรมโครงการที่เป็นรูปธรรม ด้วยวิธีการที่พอเหมาะพอดีกับศักยภาพของชุมชน หรือการให้เยาวชนได้ร่วมกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่า ล้วนเป็นกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจและเป็นลักษณะพื้นฐานของชุมชนเข้มแข็ง ที่จะเป็นภูมิคุ้มกันให้ชุมชนรอดพ้นวิกฤต เช่นเดียวกับการสร้างเครือข่ายป่าชุมชน ซึ่งจัดเป็นวิถีทางเศรษฐกิจพอเพียงขั้นที่สอง และ เป็นการปักธงชัยระยะยาวเพื่อตอบสนองความยั่งยืนในการจัดการป่าชุมชน
กระบวนการเรียนรู้ชุมชนในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนด้วยเทคนิคสร้างอนาคตร่วมกัน ในกิจกรรมการทบทวนอดีต มองปัจจุบันและสร้างภาพอนาคตร่วมกันของชุมชน จัดเป็นกระบวนการเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหาแท้จริง ทำให้เกิดการยอมรับ และเรียนรู้ที่จะคิดแก้ปัญหาการจัดการป่าชุมชน ด้วยการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการกำหนดวิสัยทัศน์แผนงานโครงการและลงมือปฏิบัติ ทุกขั้นตอน เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ชุมชนได้รับข้อมูลความรู้ที่ชัดเจน และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับป่าชุมชนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพอประมาณ และมีเหตุผล
ข้อเสนอแนะ
1. การจัดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน ต้องคำนึงถึงลักษณะเฉพาะของชุมชน และ
การมีส่วนร่วมสูงสุด ดังนั้นการนำ “กระบวนการเรียนรู้” ที่ประสบความสำเร็จในชุมชนหนึ่งไปใช้ในชุมชนหนึ่ง ต้องคำนึงถึงปัจจัยทั้งภายในและภายนอกชุมชน ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและปรับประยุกต์พัฒนา“กระบวนการเรียนรู้”ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
2. การรวมคนเป็น “กลุ่ม” และการเชื่อมต่อองค์กรเป็น “เครือข่าย” มีความสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชน ดังนั้นบทบาทสำคัญของนักวิจัยและนักพัฒนาคือ การรวมกลุ่มคน และส่งเสริมการเชื่อมต่อกับระหว่างองค์กรทั้งภายในและนอกชุมชน เพื่อเป็นการระดมทุนทางสังคมสำหรับการดำเนินงาน
3. นโยบายและโครงการของภาครัฐมีความสำคัญต่อการจัดการป่าชุมชน ดังกรณีของป่าชุมชนของตำบลแม่โป่งที่เกิดการเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วเพราะนโยบายการสัมปทานไม้ และต่อมาเมื่อชุมชนได้พยายามพลิกฟื้นป่าชุมชน ก็ได้รับการหนุนเสริมจากกรมป่าไม้ในการให้ชุมชนมีสิทธิในการจัดการป่าชุมชน ที่สำคัญคือ การส่งเสริมของศูนย์ศึกษาและพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่ให้แนวคิด วิธีการทำงานในการจัดการป่าชุมชน พร้อมทั้งอบรมความรู้ด้านงานอาชีพ ช่วยพัฒนาแหล่งน้ำ จนเป็นผลให้ป่าชุมชนสามารถฟื้นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
4. การสร้างความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนมีความสำคัญต่อการเรียนรู้ร่วมกันของชุมชนเพื่อการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชน ทั้งนี้ควรต้องมีการรวบรวมวิเคราะห์ เพื่อการนำมาปรับใช้ใหม่อย่างเหมาะสม โดยการเชื่อมประสานความรู้จากภายนอก เพื่อสร้างความรู้ใหม่ ในการจัดการทรัพยากรป่าชุมชน ทั้งนี้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จะต้องร่วมมือกันสืบเสาะค้นหาภูมิปัญญา หรือข้อมูลความรู้ที่มีอยู่ซึ่งอาจแฝงในรูปแบบประเพณี พิธีกรรม เรื่องเล่า นิทาน ตำนาน
5. การจัดเวทีเรียนรู้ด้วยการทบทวนอดีต ร่วมบอกเล่าประวัติศาสตร์เรื่องราวของชุมชน ทำให้ผู้ร่วมการเรียนรู้มีความภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่น มีจิตสำนึกรักหวงแหนท้องถิ่น ซึ่งเป็นรากฐานสำหรับการกำหนดความฝันและแผนงานของชุมชนร่วมกัน
6. การหนุนเสริมใด ๆ แก่ชุมชน ต้องคำนึงถึงระบบคุณค่าที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตชุมชน การเอื้อต่อการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อการยอมรับและการมีส่วนร่วมของชุมชน