ครู, งานวิจัย, ชุธาตุ, ชุมชน, พระพุทธศาสนา, พระมหาเทวีจิรประภา, พัฒนา, สตรี, สิ่งแวดล้อม, เชียงตุง

การจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนาการเลี้ยงปลาในกระชังตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

Knowledge Management  in  Local  Wisdom for Development  Cage  Culture by  Sufficiency  Economy

ชื่อผู้วิจัย       นายบรรชร  กล้าหาญ 

ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่

ผู้วิจัยร่วม

1.นางรุ่งทิพย์ กล้าหาญ  ตำแหน่ง อาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่

2.นางสาวสิริรัตน์ ชาญศรี ตำแหน่งครูพนักงานของรัฐ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่

ปีที่ทำวิจัยเสร็จ  ปี พ.ศ.2552

แหล่งทุนวิจัย  จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ  2552

ความเป็นมา

อดีตประเทศไทยมีทรัพยากรประมงที่อุดมสมบูรณ์  เป็นแหล่งอาหารและรายได้ที่สำคัญของประชาชน  หากแต่ด้วยนโยบายการเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐาน  โดยขาดการวางแผนป้องกันปัญหาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบกับพฤติกรรมการให้ทรัพยากรประมงอย่างเสรีมากเกินไป ก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำซึ่งเป็นที่อาศัยเพาะขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำ  ทำให้สัตว์น้ำลดจำนวนและชนิด  ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตชุมชน ทั้งในส่วนของการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่าย  ปัญหาสุขภาวะและสมดุลนิเวศ   ซึ่งรัฐบาลโดยกรมประมงได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว  จึงมีการดำเนินโครงการเพิ่มผลผลิตการประมงแหล่งน้ำ เพื่อให้แหล่งน้ำมีคุณภาพดีขึ้น  มีศักยภาพในการเพิ่มผลผลิต  และสำหรับในแหล่งพื้นที่น้ำจืดได้มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรประมงน้ำจืดอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยผ่านโครงการประมงหมู่บ้าน (กองวิศวกรรมประมง , 2540 ,หน้า 25) ในส่วนจังหวัดเชียงใหม่  ได้ดำเนินโครงการประมงหมู่บ้านตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีแหล่งน้ำภายใต้โครงการประมงหมู่บ้านแทบทุกอำเภอ  ซึ่งแต่ละแห่งมีความสำเร็จและปัญหาที่แตกต่างกัน ตามเหตุปัจจัยต่าง ๆ ที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของประชาชนในการเรียนรู้และดำเนินการพัฒนาความรู้ เพื่อสร้างให้เกิดความเข้าใจตระหนักถึงคุณค่าการประมงน้ำจืดและวิธีการจัดการประมงที่คำนึงถึงการบูรณาการทั้งทางการศึกษา  สังคม  เศรษฐกิจ วัฒนธรรม  สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

      โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมในปัจจุบันและอนาคตที่มุ่งสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ซึ่งการเรียนรู้ความรู้และนวัตกรรมมีความสำคัญในการพัฒนา จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องมีการส่งเสริมและสร้างสถานการณ์เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง   เพื่อพัฒนาคุณภาพประสิทธิภาพและขีดความสามารถของคนส่วนใหญ่ในประเทศ  โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเข้ามีส่วนร่วมในการกำหนดและตัดสินใจในกิจกรรมสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับตนเองและชุมชน  (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ , 2545, หน้า 3)   อีกทั้งจากนโยบายการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ที่ระบุไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2545 – 2549 แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมไทยที่เริ่มปรับเปลี่ยนไปตามกระแสโลกและสร้างความตระหนักให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทางการศึกษาให้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาที่เน้นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนไทย ให้เป็นผู้มีความรู้ในขอบข่ายการทำงานของตน  อีกทั้งแผนพัฒนาการศึกษานี้  ยังระบุถึงเป้าหมายสำคัญของการศึกษาที่มุ่งเน้นการพัฒนาคนอย่างสมดุล  สร้างสังคมคุณธรรม  ภูมิปัญญาการเรียนรู้ และพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคม  ซึ่งในส่วนของการพัฒนาคนนั้นสอดคล้องกับแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคือ  ยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนาเพื่อให้คนไทยมีความสุข  พึ่งตนเองและก้าวทันโลกโดยยังคงเอกลักษณ์ความเป็นคนไทย  สามารถเลือกใช้ความรู้และเทคโนโลยีอย่างคุ้มค่า  เหมาะสม มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี  ยืดหยุ่น พร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการมีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ , 2549 , หน้า 5 – 12)

            อนึ่งในท่ามกลางข้อสงสัยเกี่ยวกับความชัดเจนของผลสำเร็จของการดำเนินโครงการประมงหมู่บ้านนั้น  พบว่า  ยังมีหมู่บ้านที่ 6 และ 7 ตำบลสองแคว อำเภอดอยหล่อ  จังหวัดชียงใหม่  ได้มีปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรมของโครงการ  จากการดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงปลาในกระชัง  ซึ่งมีประชาชนในหมู่บ้านจำนวนมากเลี้ยงปลาในบริเวณสองฝั่งแม่น้ำปิง ที่มีลักษณะเป็นแหล่งน้ำไหล  ก่อให้เกิดภาวะสมดุลของสิ่งแวดล้อม ด้วยความเข้าใจถึงความสัมพันธ์และคุณค่าของสรรพสิ่ง   ทำให้เกิดเป็นแหล่งอาชีพ อาหาร แหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์  แหล่งการศึกษาสำหรับชุมชนและสถานศึกษาต่าง ๆ รวมทั้งผู้สนใจทั่วไป   ทั้งนี้ความรู้และวิธีการเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณแหล่งน้ำไหล  เป็นความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง  มีการทดลองเรียนรู้สั่งสมประสบการณ์ ในการจัดการ การพัฒนา  ป้องกันและแก้ไขปัญหาจนก่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ของชุมชน  ที่มีลักษณะสืบทอดต่อกันด้วยการบอกเล่า  ปฏิบัติให้ดู  ขาดการบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ   ในลักษณะเช่นนี้อาจทำให้เกิดการสูญหายของความรู้ได้  ดังนั้นจึงเห็นควรมีการศึกษาและร่วมพัฒนาจัดระบบความรู้ดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการพัฒนากลุ่มและสังคมในระยะยาว ทั้งยังเป็นการสร้างและขยายความรู้ที่ตอบนโยบายการพัฒนาประเทศตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง

แนวคิด ทฤษฎี

1. แนวคิดการจัดการองค์ความรู้

2. แนวคิดภูมิปัญญาท้องถิ่น

3. แนวคิดเกี่ยวกับทุนทางสังคม

4. แนวคิดการเลี้ยงปลาในกระชัง

5. แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

วัตถุประสงค์

            1. เพื่อศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการเลี้ยงปลาในกระชัง

2. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการในการเลี้ยงปลาในกระชังของชุมชน

3. เพื่อศึกษาแนวทางพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนาการเลี้ยงปลาในกระชังตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

สมมติฐานการวิจัย ไม่มี

วิธีดำเนินการวิจัย

            -ประชากร  ประชาชนบ้านหัวข่วง ต.สองแคว อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่

            -กลุ่มตัวอย่าง  เกษตรกรผู้มีอาชีพในการเลี้ยงปลาในกระชังซึ่งอยู่ที่บ้านหัวข่วง ต.สองแคว อ.ดอยหล่อ จ.เชียงใหม่  จำนวน 20 ราย

            -ตัวแปร

            -เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

-การเก็บรวบรวมข้อมูลได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคือ แกนนำชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่  6  บ้านหัวข่วง  ตำบลสองแคว อำเภอดอยหล่อ  จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 

ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาในกระชัง   ได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเกษตรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง  จำนวน  20  คน    

ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทของชุมชน    ได้เก็บรวบรวมข้อมูลจาก ผู้สูงอายุ  คณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลคณะกรรมการหมู่บ้าน   ปราชญ์ชาวบ้าน ครู  นักวิชาการ นักพัฒนาหรือตัวแทนข้าราชการในพื้นที่

สำหรับวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการศึกษาวิจัยให้สมบูรณ์  มีความเที่ยงตรง สามารถตรวจสอบได้    จึงกำหนดใช้วิธีการที่หลากหลาย ได้แก่  การศึกษาเอกสาร  การสังเกต  การศึกษาภาคสนาม  การสัมภาษณ์   การสนทนากลุ่ม  และการจัดเวทีเรียนรู้   

-การวิเคราะห์ข้อมูล ทุกระยะของการวิจัย คณะผู้วิจัยได้นำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้จากวิธีการต่างๆ มาตรวจสอบกับคำถาม   วัตถุประสงค์และกรอบคิดการวิจัย  จากนั้นจึงจะจัดทำหมวดหมู่ของข้อมูล  พร้อมทั้งนำเสนอในลักษณะของการอธิบายเชิงพรรณา และจัดทำรายงานการวิจัย    ที่สำคัญคือ   ได้มีการนำเสนอผลการวิจัยแก่กลุ่มเกษตรที่เข้าร่วมการวิจัยเพื่อร่วมอภิปรายเติมเต็มจนกระทั่งได้ข้อมูลที่สมบูรณ์จึงจัดทำเอกสารรายงานเพื่อเผยแพร่

 

สรุปผลการวิจัย

เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังบ้านหัวข่วง  ได้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2540 โดยในระยะแรกมีจำนวนเพียง  4 - 5  รายต่อมาได้เพิ่มจำนวนโดยลำดับ  จนปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังจำนวน  65 ราย จำนวนกระชัง 1,500 กระชัง   มูลเหตุจูงใจในการเลี้ยงปลาคือ  รายได้ที่ดี   มีอิสระ  มีทำเล   เห็นแบบอย่างความสำเร็จจากเกษตรกรที่เลี้ยงปลาเดิมและถูกชักชวนจากกลุ่มเครือญาติเพื่อน สำหรับวิธีการเรียนรู้เพื่อการเลี้ยงปลาในกระชังของเกษตรกรประกอบด้วยการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ เกิดจากการศึกษาหาข้อมูลการเลี้ยงปลาด้วยตนเอง  เช่น  การอ่านจากเอกสารตำรา    การฝึกอบรมระยะสั้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งจัดเป็นระยะตามเงื่อนไขสถานการณ์   และการศึกษาจากสื่อวิทยุโทรทัศน์  ในส่วนการเรียนรู้ตามอัธยาศัย  เกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลทั้งภายในและภายนอกชุมชน   เช่น  กลุ่มตัวแทนบริษัทคู่สัญญาการเลี้ยงปลาในกระชังที่มักจะนำข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเทคนิควิธีการเลี้ยงปลามาเผยแพร่  และในวิถีชุมชนที่มีการพูดคุยสื่อสารระหว่างกันอยู่เสมอในโอกาสต่าง ๆ  เช่น  งานบุญ  การทำงานร่วมกันในภาคเกษตร และการพูดคุยในระหว่างการดูแลปลาในกระชัง ฯลฯ   ทั้งนี้ยังมีการถ่ายทอดความรู้เลี้ยงการเลี้ยงปลาให้แก่สมาชิกของครัวเรือน เพื่อให้มีบทบาทร่วมในการเลี้ยงปลา  ที่พบว่า  มีการช่วยเหลือแบ่งงานการดูแลปลาในกระชังตามเพศและวัย มีการขัดเกลาสอนงาน สร้างศรัทธาในอาชีพ และการปรึกษาหารือเพื่อการทำงานร่วมกัน

ปัญหาสำคัญที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังประสบคือ ปัญหาภัยธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  อันเนื่องมาจากปัญหามลพิษต่างๆ  เช่น  มลพิษทางอากาศเกิดหมอกควัน ทำให้ส่งผลต่อปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง  หรือปัญหาสารเคมีในแหล่งน้ำทำให้ปลาป่วยและตาย หรือการหมักหมมของเศษอาหารเลี้ยงปลา  ทำให้เกิดการสะสมเชื้อโรค  ทั้งยังประสบภัยน้ำหลาก  ทำให้ปลาหนีออกจากระชัง    ปัญหาวัชพืชทางน้ำ  ได้แก่  ผักตบชวา  ซึ่งแม้ว่า  ผักตบชวาจะเป็นดัชนีชี้วัดระดับกระแสน้ำ  เป็นแหล่งหลบภัยของปลา  แต่การมีผักตบชวามากเกินไปก็ส่งผลให้เกิดปัญหาปริมาณออกซิเจนในแหล่งน้ำ   และปัญหาโรคปลา ที่เป็นปัญหาหลักทำให้เกษตรกรต้องประสบภาวะเสี่ยงและขาดทุน   อันเกิดจากการป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ

ที่ผ่านมาเกษตรกรได้พยายามแสวงหาแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาที่ประสบคือ การรวมกลุ่มเพื่อขอรับการช่วยเหลือสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ  เป็นครั้งคราวตามแต่สถานการณ์เช่น   การร้องขอให้มีการตรวจสภาพน้ำ   การขอชดเชยเมื่อเกิดการป่วยตายหรือสูญหายของปลาจำนวนมาก   อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ   และการพยายามช่วยเหลือตนเองโดยการค้นหาศึกษาความรู้จากแหล่งต่างๆ  การแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ ระหว่างกันในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทั้งภายในและภายนอกชุมชน  โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังเขตพื้นที่ลำน้ำขาน    จนก่อเกิดการกำหนดแนวทางรักษาสิ่งแวดล้อมทางน้ำร่วมกัน

            สำหรับการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังพบว่า  ที่ผ่านมาได้มีการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐให้มีการรวมกลุ่ม  โดยส่งเสริมให้มีการแต่งตั้งประธานกลุ่มจำนวน 1 คน เพื่อทำหน้าที่ประสานงานต่างๆ ระหว่างหน่วยงานกับกลุ่มเกษตรกร  มีรายชื่อสมาชิกกลุ่ม   หากแต่ไม่มีการแต่งตั้งหรือคัดเลือกคณะกรรมการ  ไม่มีโครงสร้างการบริหารจัดการหรือระเบียบข้อบังคับของกลุ่ม ขาดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการรวมกลุ่มและกิจกรรมการรวมกลุ่มขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมหรือสถานการณ์กำหนด
            การสนับสนุนที่กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังต้องการได้แก่ การพัฒนารูปแบบการเลี้ยงปลาในกระชังเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง   ลดการป่วยตายของปลา  รวมทั้งการส่งเสริมสนับสนุนจากภาครัฐในลักษณะการประกันราคา  หรือการควบคุมการถือปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงเช่น  การทิ้งสิ่งปฏิกูล  หรือสารเคมีลงแหล่งน้ำ  จนอาจเป็นเหตุทำให้น้ำเน่าเสีย

            สำหรับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาในกระชังของกลุ่มเกษตรกร  ซึ่งเกิดจากการจัดเวทีเรียนรู้การจัดการความรู้ร่วมกัน   สามารถจำแนกเป็น 4 ด้านดังนี้

1.ภูมิปัญญาด้านการเลือกสรรปัจจัยการผลิต ประกอบด้วย การเลือกทำเลในการเพาะเลี้ยง  การจัดการแหล่งน้ำในการเพาะเลี้ยง  การศึกษาสภาพภูมิอากาศ  การจัดหาเครื่องมือ เตรียมกระชัง

2.ภูมิปัญญาด้านการผลิตและการจัดการผลผลิต ประกอบด้วย การคัดเลือกพันธุ์ปลา
การดูแลให้อาหารและป้องกันโรค  การป้องกันศัตรู  การจับปลาและ การจัดการผลผลิต

3.ภูมิปัญญาด้านระบบสังคมและความเชื่อ  ประกอบด้วย ระบบเครือญาติ  มีการพึ่งพาเกื้อกูล การแบ่งสรรพื้นที่ลำน้ำร่วมดูแลกระชัง   การแบ่งปันความรู้การเลี้ยงปลา  ข้อมูลการตลาด การรวมกลุ่มเพื่อต่อรองบริษัทคู่สัญญาและแลกเปลี่ยนแรงงาน  ความเชื่อพิธีกรรมต่อรองอำนาจธรรมชาติและเหนือธรรมชาติ  โดยการเซ่นสรวงบนบาน   ถือฤกษ์ยามและการทำบุญ

4.ภูมิปัญญาการป้องกันทรัพย์สินเนื่องจากภัยธรรมชาติ ประกอบด้วย การสังเกตุธรรมชาติเช่น การไหลของน้ำ การพัดของลม สีของน้ำ ทิศทางฟ้าแลบฟ้าร้อง และการเคลื่อนที่ของผักตบชวา

        แนวทางพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้เพื่อพัฒนาการเลี้ยงปลาในกระชัง   ที่เกิดจากการทบทวนวิเคราะห์  สรุปผลการจัดเวทีเรียนรู้การจัดการความรู้  พบว่า  เกษตรกรเกิดความตระหนักถึงปัญหาที่สัมพันธ์กับการเลี้ยงปลา  อันเกิดจากความเชื่อหรือทัศนะคาดเคลื่อนเกี่ยวกับการเลี้ยง เช่น  การปล่อยปลาแน่นเกินไปเพราะเผื่อการตาย หรือกลัวน้อยกว่าพื้นที่กระชัง  เป็นผลให้ปลาหนาแน่น  จนป่วยตายได้ง่าย  เพิ่มค่าใช้จ่ายในการซื้อลูกปลา  ค่าใช้จ่ายด้านอาหารปลา  ที่เกิดจากการปล่อยปลาแน่น ให้อาหารบ่อยและให้ปริมาณมากเกินกำหนด   และการจัดการแหล่งน้ำ โดยเฉพาะการกำจัดซากปลาที่ตายซึ่งต้องไม่ทิ้งสู่แหล่งน้ำป้องกันการระบาดของโรค การจัดการวัชพืชน้ำเช่นผักตบชวาให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสม 
            นอกจากนี้เกษตรกรได้นำเสนอวิธีการสร้างภูมิคุ้มกันตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการเลี้ยงปลาในกระชัง  ซึ่งเกษตรกรได้ดำเนินการอยู่คือ  การเลี้ยงปลาแบบหมุนเวียน  การหาข้อมูลเพื่อวางแผนการเลี้ยงปลา  ทั้งนี้เกษตรกรมีความต้องการความรู้เพื่อการลดต้นทุนการผลิตและการให้ปลาเติบโตแข็งแรงป่วยตายจำนวนน้อย จึงก่อให้เกิดการอบรมให้ความรู้เรื่องการใช้สาหร่ายเกลียวทองผสมในอาหารปลา เพื่อป้องกันปลาป่วยและให้เติบโตได้ดี  การอบรมการตรวจหาปัญหาปลาป่วยเป็นโรค  จนนำสู่การกำหนดแนวทางจัดการแหล่งน้ำเพื่อป้องกันโรคปลา   ได้แก่  การให้อาหารที่เหมาะสม   การไม่ทิ้งขยะ  หรือปลาตายในแหล่งน้ำ และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการให้อาหารปลา  การดูแลแหล่งน้ำ  และการจดบันทึกทำบัญชีรายรับจ่ายการเลี้ยงปลาในกระชัง   ซึ่งในระยะแรกมีเกษตรกรจำนวนน้อยที่คล้อยตามและทดลองปรับเปลี่ยน  ต่อมาได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น 
            ในครั้งนี้ได้มีความพยายามส่งเสริมให้เกิดการสร้างกลุ่มเครือข่ายผู้เลี้ยงปลาในกระชัง   หากแต่จากการระดมความคิด   พบว่า  เกษตรกรยังคงให้ความสนใจการรวมกลุ่มน้อย  อันเกิดจากประสบการณ์เดิมที่ล้มเหลวของการรวมกลุ่ม ซึ่งไม่สามารถสร้างอำนาจต่อรองกับบริษัทคู่สัญญาได้ ทั้งขาดการสนับสนุนจากจริงจังต่อเนื่องในระยะเริ่มต้นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ดังนั้นในช่วงเวลาการวิจัยจึงเป็นไปในลักษณะสนับสนุนการร่วมกลุ่มตามธรรมชาติแบบสภากาแฟของกลุ่มผู้เลี้ยงปลา เพื่อมุ่งหวังเป็นฐานรากการบ่มเพาะจนเติบโตมั่งคงพร้อมต่อการพัฒนาสู่กลุ่มแบบเป็นทางการ หรือการสร้างเครือข่ายในระดับต่อไป

           อนึ่ง   ด้วยองค์การบริหารส่วนตำบลสองแคว  ได้กำหนดให้กิจกรรมของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง พัฒนาสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับชุมชนอื่นๆ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  และก้าวย่างสู่การเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม หากแต่ขาดการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจต่อกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง   และเมื่อมีการอภิปรายในประเด็นนี้ พบว่า  เกษตรกรมีความสนใจและพร้อมส่วนร่วมในการพัฒนา  ทั้งยังเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องและชุมชน

ข้อเสนอแนะ

ก.ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิบัติ

1. หน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชน ควรให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนกระบวนการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการสืบค้นภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง  ทั้งควรต้องมีการส่งเสริมให้ผู้รู้ /ปราชญ์ชาวบ้านมีบทบาทร่วมถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

2. การพัฒนาใด ๆ ภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง  ต้องคำนึงถึงศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่  ที่จะเอื้อต่อการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน   รวมทั้งการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพื้นบ้านควรคู่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างเหมาะสม

3.  หน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรท้องถิ่น  ควรสนับสนุนส่งเสริมให้มีการสำรวจ ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของชุมชน เพื่อรวบรวมสภาพความรู้ภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชน  อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็งตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ข. ข้อเสนอแนะเพื่อการศึกษาวิจัย

1. การวิจัยเกี่ยวกับภูมิปัญญาชุมชนด้านต่างๆ ควรสร้างโอกาสให้เกิดการพัฒนา

สมรรถนะสมาชิกชุมชน  ในการร่วมเป็นนักวิจัยชุมชน  ซึ่งจะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในการสืบค้นชุดความรู้ท้องถิ่น  ช่วยประสานความเข้าใจและนำผลงานวิจัยไปใช้จริงในชุมชน

            2. การวิจัยครั้งนี้มีขอบเขตเนื้อหาที่มุ่งศึกษาสภาพความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านการประมงน้ำไหลและแนวทางจัดการความรู้เพื่อพัฒนาประมงน้ำไหล  ซึ่งพบว่า  ในมิติการพัฒนายังส่งผลเชิงประจักษ์ไม่มากนัก   อนึ่งสิ่งหนึ่งที่พบในการวิจัยครั้งนี้คือ  การจัดการความรู้นั้นต้องใช้กลไกหลายด้าน ดังนั้นในครั้งต่อไปหากมีการศึกษาเพิ่มเติมโดยการวิเคราะห์ประเภทและศักยภาพของกลไกในการจัดการความรู้ด้านการประมง เชื่อว่า จะนำสู่การวางแผนงานเพื่อส่งเสริมการจัดการความรู้ชุมชนด้านการประมงได้ผลยิ่งขึ้น 

ประโยชน์ของการวิจัย

ก. ประโยชน์ทางวิชาการ

  1. ได้รวบรวมองค์ความรู้ท้องถิ่นเรื่องการจัดการเลี้ยงในกระชัง
  2. ได้แนวทางในการจัดการความรู้ด้านการเลี้ยงปลาในกระชัง

            ข. ประโยชน์ในการประยุกต์ใช้

  1. เป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการส่งเสริมได้ใช้เป็นข้อมูลในการทำงาน
  2. เป็นการสร้างและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้  ที่สามารถบูรณาการการเรียนการสอนให้นักเรียน/นักศึกษาได้มีประสบการณ์ ซึมซับวิถีชุมชน
  3. ก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายความรู้ด้านการเลี้ยงปลาในกระชัง
  4. เป็นการพัฒนาชุมชนให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่เสริมโอกาสการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่เกษตรกร