การเรียนรู้ จิตสำนึก นำ วิจัย อนุรักษณ์

 

 

บทที่ 5

 

สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

 

การศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำให้แก่นักศึกษาอาชีวเกษตร    มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อการสร้างจิตสำนึกในเรื่องทรัพยากรน้ำให้แก่นักศึกษาอาชีวเกษตร  รวมทั้งผลของการจัดการกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกในเรื่องทรัพยากรน้ำ    โดยใช้แหล่งข้อมูลในการวิจัยได้แก่  นักศึกษาระดับชั้นปีที่ 3 โครงการปฏิรูปการศึกษาเกษตรเพื่อชีวิต สังกัดวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่   จำนวน   30  คน

สำหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เลือกใช้วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR : Participatory   Action  Research)  เริ่มจากการคัดเลือกนักศึกษาอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการวิจัย   และการออกแบบเครื่องมือในการวิจัย ซึ่งประกอบด้วย  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และแบบสอบถามเพื่อวัดประเมินผลระดับจิตสำนึก  โดยทำการศึกษาจากแนวคิด ทฤษฎี และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ เพื่อให้มีความเที่ยงตรงและเชื่อมั่น จากนั้นจึงนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยจริง  ซึ่งในระหว่างการนำเอาเครื่องมือไปปฏิบัติ หากค้นพบปัญหาต่าง ๆ ก็มีการปรับปรุงเพื่อความเหมาะสม       เมื่อดำเนินการครบตามขั้นตอนที่กำหนดก็มีการติดตามผลการปฏิบัติกิจกรรม ทั้งนี้ในแต่ละกระบวนการนั้น ผู้วิจัยได้ใช้เทคนิคหลากหลายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์อย่างเต็มที่ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม  สำหรับวิธีการในการเก็บข้อมูลนั้น ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรม   การสนทนากลุ่ม และการบันทึกปรากฏการณ์ต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้น  รวมทั้งการรวบรวมจากแบบสอบถาม

ในส่วนของการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากแบบสอบถามได้ใช้สถิติพื้นฐานประกอบด้วย  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ ค่า  t – test    ซึ่งได้นำมาอธิบายพร้อมกับข้อมูลเชิงคุณภาพที่มีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือวิธีการแบบสามเส้า (Triangulation) จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ทั้งสองประเภทมานำอธิบายผลการวิจัยตามกรอบแนวคิดทฤษฎีที่กำหนด  และสรุปเป็นรายงานวิจัยเชิงพรรณา   ซึ่งผลการวิจัยมีดังนี้ 

 

สรุปผลการวิจัย

     

            รูปแบบและวิธีการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ

1.1.    รูปแบบการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ

การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกในเรื่องทรัพยากรน้ำให้บรรลุผลนั้น  ต้อง

คำนึงถึงการสอดประสานเชื่อมโยงระหว่างเป้าประสงค์ของการเรียนรู้ทั้งสามด้านคือ พุทธิพิสัย  ทักษะพิสัย  และจิตพิสัย  รวมทั้งการสอดคล้องกับวิถีชีวิตจริง   ซึ่งพบว่า  ควรประกอบด้วยรูปแบบของการเรียนรู้ใน  3  ลักษณะคือ  

1.)    การเรียนรู้แบบเป็นทางการ ที่ต้องมีการฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ผ่านกระบวน

การกลุ่มและกิจกรรมการเรียนรู้ในลักษณะที่หลากหลายเพื่อสร้างให้เกิดความเข้าใจและตระหนักในคุณค่าสถานการณ์ของทรัพยากร  

2. ) การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ ที่เป็นการเรียนรู้ด้วยการมุ่งให้นักศึกษาได้สัมผัส

กับความเป็นจริงทางสังคม  พร้อมทั้งการประยุกต์ค่านิยมทางจิตวิญญาณ  และจารีตประเพณี  เพื่อปลูกฝังสำนึกร่วมต่อคุณค่าของทรัพยากรในการดำรงอยู่ของตนเองและชุมชน   

3.)  การเรียนรู้ตามอัธยาศัย ซึ่งมุ่งสร้างให้เกิดดุลยภาพระหว่างวิชาการและการปฏิบัติ

อย่างเหมาะสม  เพื่อสั่งสมเป็นลักษณะค่านิยมและนิสัยในการจัดการทรัพยากรน้ำ  โดยการคำนึงถึงสภาพจริงของการดำเนินชีวิตในสังคม  การใช้หลักการสื่อส่ารเพื่อการเรียนรู้และอิทธิพลของกลุ่มเพื่อนหรือกลุ่มอ้างอิงทางสังคมต่าง ๆ  ที่จะช่วยทำให้นักศึกษาเกิดความภาคภูมิใจเชื่อมั่นในวิถีทางที่เลือกกระทำ  อันจะเป็นการพัฒนาอัตมโนทัศน์แห่งตนในอนาคต 

1.2.    วิธีการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ

สำหรับวิธีการในการจัดกระบวนการเรียนรู้  เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำให้แก่นัก

ศึกษาพบว่า  ประกอบด้วย  3  วิธีการหลักคือ  

1.)    การสร้างกระบวนทัศน์แบบไทย  ซึ่งเป็นจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้นักศึกษาได้

เรียนรู้เรื่องราวที่เป็นเรื่องของชุมชน และสอดคล้องกับวิถีชีวิต เป็นเรื่องราวที่นักศึกษาสามารถจัดการกับความรู้  นำไปเผยแพร่ได้  และสามารถสร้างเครือข่ายร่วมกัน  อันจะทำให้เกิดการฝังรากลึกในตัวนักศึกษา ซึ่งได้ดำเนินการโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาต้นแบบผ่านการเรียนรู้จากการศึกษาชุมชน  การร่วมกิจกรรมหรือพิธีกรรมของชุมชน    

2.)    การใช้มิติทางวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้    ซึ่งเป็นวิธีการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการกระตุ้นให้

เกิดการสนใจใคร่เรียนรู้  ถึงวิถีชีวิต  แบบแผนความคิด ความเชื่อ และการปฏิบัติในชุมชนท้องถิ่น  ด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น  เชื่อฟังและยอมรับอย่างมีวิจารณญาณ  สามารถนำไปประยุกต์ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคม  ทั้งยังจะทำให้เกิดลักษณะของการเป็นผู้ที่เรียนรู้ในการคิดถึงผู้อื่น  เห็นใจผู้อื่น  ในลักษณะของใจประสานใจ  สามารถรับรู้  เข้าใจ มีความรู้สึกร่วม  รับผิดชอบร่วมและเกิดสำนึกด้วยตนเอง  ทั้งนี้ โดยเน้นการสร้างวิธีการเรียนรู้ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการกลุ่ม  การพัฒนาทักษะการสื่อสาร การบันทึกข้อมูล และเรียนรู้จากสถานการณ์ปัญหาจริง  ซึ่งเป็นความจริงของชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น 

 3.) การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการและซึมซับ   ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านเทคนิควิธีในหลายลักษณะทั้ง  การเรียนรู้อย่างคิดวิเคราะห์  การฝึกแก้ปัญหา  การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริง  การสร้างแผนผังมโนทัศน์   ภายใต้การสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการซึมซับ  สามารถผสมผสานความเป็นเหตุผลและความเข้าใจ  เกิดความเป็นอิสระทางความคิด  และมีการฝึกซ้ำย้ำทวนในการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้เกิดการะจ่างชัดในค่านิยม  ดังจะปรากฏจากการเรียนรู้ด้วยวิธีการสร้างกัลยาณมิตรพิทักษ์สายน้ำ และการบันทึกความดีต่อสายน้ำ

1.3.    ลักษณะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ

สำหรับลักษณะของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่จะสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำ  พบว่า

ควรประกอบด้วยลักษณะสำคัญ  3  ประการคือ

            1.)  ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ซึ่งเน้นการมีพลวัตรของกลุ่มในลักษณะที่หลากหลาย  และระดับการมีส่วนร่วมสูงสุดในการร่วมคิด   ร่วมวางแผน  ร่วมปฏิบัติ  และร่วมวิเคราะห์สังเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้  เพื่อนำไปสู่การพัฒนาค่านิยมและพฤติกรรมที่พึงประสงค์  ในที่นี้ได้นำมาปรับประยุกต์ออกแบบเพื่อการวิจัยใน  4  ขั้นตอนคือ  ขั้นตอนการจัดประสบการณ์  ซึ่งเป็นการประมวลประสบการณ์เดิมและร้อยเรียงข้อมูลใหม่   ขั้นตอนการสะท้อนความคิดเห็นและอภิปรายข้อคิดเห็น ซึ่งเป็นการกระต้นให้เกิดการปฏิสัมพันธ์แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้วยการคิดวิเคราะห์วิจารณ์  ขั้นตอนการสร้างความเข้าใจและความคิดรวบยอด  ซึ่งจะเน้นการสร้างความเข้าใจและพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นระบบเพื่อการวางแผนในการสร้างทางเลือกและการสร้างค่านิยมที่เหมาะสม   ขั้นตอนการทดลองหรือประยุกต์ใช้   มุ่งเน้นการนำความรู้ที่ได้รับไปปรับประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง

2.)    การจัดการกับความรู้ในกลุ่ม  ซึ่งเน้นการรวบรวมจัดระบบข้อมูลความรู้ผ่านวิธีการ

ต่าง ๆ  การสร้างวิธีการเรียนรู้ด้วยการแบ่งปันแลกเปลี่ยนในกลุ่ม  เน้นการทำงานร่วมกัน  และการสร้างแรงจูงใจ

3.)    การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการความรู้    ซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนให้

นักศึกษาเรียนเกิดการคิดวิเคราะห์   มีวิธีการในการเรียนรู้  สามารถสร้างความรู้  ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน  และการพัฒนาทักษะในการถ่ายทอด

4.)    การคำนึงถึงการสร้างความร่วมมือ  และเป้าหมายร่วมกัน  จากการทำงานเป็นกลุ่ม

คณะ  และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างการยอมรับแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน 

 

            เทคนิคการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึก

            สำหรับการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึก  ใช้ระยะเวลาทั้งหมด  9  ครั้ง ในเวลา  10   วัน  1 คืน  รวม  69  ชั่วโมง  ประกอบด้วยกิจกรรมดังนี้

  1. กิจกรรมคุณค่าแห่งสายน้ำ ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักต่อคุณค่าและความ

สำคัญของทรัพยากรน้ำ  รวมทั้งการสร้างความมุ่งหมายร่วมกันในการอนุรักษ์น้ำ  ใช้ระยะเวลา  4  ชั่วโมง

  1. กิจกรรมการวิเคราะห์สายน้ำ  ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักถึงขีดจำกัดของ

ทรัพยากรน้ำ และการสร้างความเข้าใจถึงระบบคิดของชุมชนต่อทรัพยากรน้ำ  ด้วยเทคนิค  PRA  และการวิเคราะห์วัฒนธรรมชุมชน  ใช้ระยะเวลา  8  ชั่วโมง

            3.  กิจกรรมการวิเคราะห์สายใยเกี่ยวพันสายน้ำกับสรรพสิ่ง   ซึ่งเน้นการสร้างความตระหนักถึงความสัมพันธ์ของทรัพยากรน้ำในระบบนิเวศวิทยาและการสร้างความตระหนักในการใช้น้ำ  ด้วยเทคนิค  Matrix   และการวิเคราะห์วัฎจักร   LCA   ใช้ระยะเวลา  6  ชั่วโมง

  1. กิจกรรมการวิเคราะห์สายน้ำเรื่องราวของเราหรือของใคร  ซึ่งเน้นการสร้างความ

ตระหนักต่อสาเหตุปัญหาทรัพยากรน้ำ  และการสร้างความเข้าใจร่วมถึงบทบาทในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ  ด้วยเทคนิค  Fish  Bone  ใช้ระยะเวลา  4  ชั่วโมง

  1. กิจกรรมสายน้ำในความผัน  ซึ่งเน้นการสร้างความคาดหวังถึงคุณลักษณะของ

ทรัพยากรน้ำในอนาคต และการการแสดงบทบาทในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรน้ำ  ด้วยเทคนิค  AIC  ใช้ระยะเวลา  7  ชั่วโมง

            6.  กิจกรรมการศึกษาบทบาทของชุมชนในการจัดการทรัพยากร  ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจต่อบทบาทในการจัดการทรัพยากร  และการสร้างความตระหนักร่วมในการจัดการทรัพยากร  ด้วยใช้บทปฏิบัติการเพื่อการศึกษาชุมชน   ใช้ระยะเวลา  2  วัน  1 คืน

  1. กิจกรรมการศึกษาวิถีการผลิตและพิธีกรรมทางการเกษตรของชุมชน  ซึ่งมุ่งเน้นการ

สร้างความเข้าใจถึงวิถีการผลิตและพิธีกรรมการเกษตรของชุมชน  รวมทั้งการสร้างความตระหนักร่วมในการจัดการทรัพยากรน้ำ  ด้วยกิจกรรมการศึกษาชุมชน  ใช้ระยะเวลา 9  ชั่วโมง

  1. กิจกรรมการสืบสานพัฒนาสายน้ำ  ซึ่งเน้นการสร้างความตระหนักร่วมในการ

อนุรักษ์สายน้ำและป่าไม้  รวมทั้งการแสดงบทบาทในกิจกรมการอนุรักษ์สายน้ำและป่าไม้  ด้วยการร่วมพิธีกรรมของท้องถิ่นในการสืบชะตาป่าไม้และสายน้ำ  ใช้ระยะเวลา  9  ชั่วโมง

  1. กิจกรรมการสรุปบทเรียน  ซึ่งมุ่งเน้นการสรุปและสะท้อนผลการเรียนรู้จากการร่วม

กิจกรรมและการสร้างความตระหนักร่วมในการจัดการทรัพยากรน้ำ  ด้วยเทคนิคการสนทนากลุ่ม  Focus  group ใช้ระยะเวลา  2  ชั่วโมง

 

            ผลการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องน้ำ

          หลังการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ  ตามที่กำหนดพบว่า  นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยความตระหนักต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในระดับมากสุด  สูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01

            และยังพบว่า  หลังเข้าร่วมกิจกรรมนักศึกษามีการพัฒนาระดับขั้นของจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  0.01  ทั้งนี้นักศึกษาส่วนใหญ่ได้มีการพัฒนาระดับจิตสำนึกเข้าสู่ระดับขั้นการจัดระบบ  ถึงร้อยละ  46.6

            ในส่วนของความคิดเห็นต่อกระบวนการเรียนรู้พบว่า  นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ  จำนวน  13  กิจกรรม  ในระดับที่มากที่สุด  

  

อภิปรายผลการวิจัย

 

                จากการศึกษาพบว่า  รูปแบบในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ  ควรประกอบด้วย  3  รูปแบบที่มีการผสมผสานอย่างกลมกลืนเพื่อการบรรลุเป้าหมายแห่งการเรียนรู้ที่สมบูรณ์  คือ  1. การเรียนรู้แบบเป็นทางการที่เน้นพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ ในสถานการณ์ต่าง ๆ  ด้วยการใช้พลวัตรของกลุ่ม   2. การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการที่เน้นการเรียนรู้ด้วยการมุ่งให้นักศึกษาได้สัมผัสกับความเป็นจริงทางสังคมพร้อมทั้งการประยุกต์ค่านิยมทางจิตวิญญาณ  และจารีตประเพณี  เพื่อปลูกฝังสำนึกร่วมต่อคุณค่าของทรัพยากรในการดำรงอยู่ของตนเองและชุมชน    3. การเรียนรู้ตามอัธยาศัย ซึ่งมุ่งสร้างให้เกิดดุลยภาพระหว่างวิชาการและการปฏิบัติอย่างเหมาะสม  โดยการคำนึงถึงสภาพจริงของการดำเนินชีวิตในสังคม  การใช้หลักการสื่อสารเพื่อการเรียนรู้และอิทธิพลของกลุ่ม  ที่จะช่วยสร้างความภาคภูมิใจเชื่อมั่นในวิถีทางที่เลือกปฏิบัติ  ซึ่งจะสั่งสมเป็นค่านิยมและลักษณะนิสัยที่ดีงามในการจัดการทรัพยากรน้ำ  ซึ่งข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับแนวคิดเกี่ยวความสำนึก  หรือ ความตระหนัก  ที่ มนัส  สุวรรณ (2532 . หน้า 1 – 11)  ได้กล่าวว่า  ความสำนึกเป็นความรู้ที่ประจักษ์ชัดที่เกิดจากการมีความรู้จริงหรือรู้แจ้ง รู้อย่างถ่องแท้ในเรื่องที่สนใจว่า  อะไรผิด  อะไรถูก อะไรเป็นผลดีหรือผลเสีย   ทำให้เกิดมีความรักหรือความหวงแหนว่า  สิ่งนั้นมีคุณค่า  มีประโยชน์ต่อมนุษย์และส่วนรวม   เกิดความวิตกกังวลหรือหวงใยว่า  จะมีผลกระทบต่อชีวิตของตนเองและสังคม  อันจะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อการดูแลรักษาต่อไป  ดังนั้นการสร้างสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม  จึงต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและผสมผสานเพื่อมุ่งให้เกิดการตระหนักรู้ ทั้งนี้ทางเชื่อว่า  ความสำนึกเป็นสมบัติที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ และสามารถพัฒนาอบรมกล่อมเกลาได้ด้วยกระบวนการปลูกฝังจิตสำนึกผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมและการเรียนรู้  นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องกระบวนการเรียนการสอนเพื่อสร้างค่านิยม  เจตคติ และจริยธรรม  ที่เสริมศรี   ไชยศร ( 2539 . หน้า 136 – 139) ได้กล่าวว่า  วิธีการสอนเจตคติ  หรือจริยธรรมที่ดี ผู้สอนต้องทำตนเป็นแบบอย่าง  และมีการจัดการเรียนการสอนในหลากหลายรูปแบบ  เพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่นำไปสู่สิ่งที่ต้องการ     เน้นให้มีการฝึกปฏิบัติในลักษณะต่าง  ๆ ทั้งการฝึกการคิดอย่างมีเหตุผล  การทำงานเป็นกลุ่ม การวิเคราะห์หาทางเลือก  รวมทั้งการปรับพฤติกรรมเพื่อให้เกิดพฤติกรรมตามเป้าหมาย

                ในส่วนของวิธีการในการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกพบว่า ควรประกอบด้วย  3  วิธีการหลักคือ   1. การสร้างกระบวนทัศน์แบบไทย  ซึ่งเน้นกระบวนการเรียนรู้เรื่องราวของชุมชน และสอดคล้องกับวิถีชีวิต เป็นเรื่องราวที่นักศึกษาสามารถจัดการกับความรู้  นำไปเผยแพร่ได้  และสามารถสร้างเครือข่ายร่วมกัน  อันจะทำให้เกิดการฝังรากลึกในตัวนักศึกษา   2. การใช้มิติทางวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้    ซึ่งเน้นการเรียนรู้ถึงวิถีชีวิต  แบบแผนความคิด ความเชื่อ และการปฏิบัติในชุมชนท้องถิ่น  ด้วยการรับฟังและยอมรับอย่างมีวิจารณญาณ   เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นใจผู้อื่น  ในลักษณะของใจประสานใจ  สามารถรับรู้  เข้าใจ มีความรู้สึกร่วม  รับผิดชอบร่วมและเกิดสำนึกด้วยตนเอง    3. การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการและซึมซับ   ซึ่งเป็นการเรียนรู้ผ่านเทคนิควิธีในหลายลักษณะ ภายใต้การสร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการซึมซับ  สามารถผสมผสานความเป็นเหตุผลและความเข้าใจ  เกิดความเป็นอิสระทางความคิด  และมีการฝึกซ้ำย้ำทวนในการคิดวิเคราะห์   เพื่อให้เกิดกระจ่างชัดในค่านิยม  ซึ่งข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อม  ที่ วราพร  ศรีสุพรรณ (2535 . หน้า 132)  ได้กล่าวว่า การสร้างจิตสำนึกทางสิ่งแวดล้อมจะต้องสร้างทรรศนะใหม่ว่า  มนุษย์ทุกคนเป็นผู้ใช้ทรัพยากรร่วมกัน  เป็นผู้อยู่ร่วมแห่งกาลเวลาปัจจุบัน  ร่วมยุคสมัย และสืบสายสัมพันธ์แห่งอดีตและอนาคต  ซึ่งโดยนัยนี้การสร้างจิตสำนึก จึงประกอบด้วยการสร้างระบบคิดหรือค่านิยมที่จะสร้างความเป็นธรรมในจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านระบบคุณค่าทางสังคมและการดำรงชีวิต  และการพยายามสร้างการเรียนรู้ผ่านวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย  เพื่อสร้างให้เกิดความเข้าใจถึงความเป็นจริงของธรรมชาติ  เกิดการมองเห็นตนเองที่เป็นจริง  โดยการมองโลกและมนุษย์แบบเป็นองค์รวม ว่า  มนุษย์คือส่วนย่อยของโลก  และสิ่งต่าง ๆ ในโลกนี้อิงอาศัยกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งการเรียนรู้เช่นนี้จะทำให้เกิดสำนึกรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม   อันจะทำให้สามารถกำหนดทิศทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองและธรรมชาติในลักษณะที่มีคุณธรรม  ดังจะปรากฏจากค่านิยมในการดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายและมีคุณธรรม    นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับแนวคิดของ วินัย   วีระวัฒนานนท์  ( 2530 . หน้า 154)  ซึ่งกล่าวถึง   การสอนเพื่อปลูกฝังค่านิยมเรื่องสิ่งแวดล้อมว่า  การสอนสิ่งแวดล้อมที่ดีควรมีการฝึกหัดผู้เรียนในลักษณะต่าง ๆ เช่น การแสดงทัศนะต่อสิ่งแวดล้อม  การสร้างทางเลือกที่หลากหลายในการคิด   การวิเคราะห์หาเหตุผล  การแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา   การได้เลือกแนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยอิสระ  การฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จริงและ การฝึกกระทำซ้ำเพื่อเกิดการซึมซับเป็นนิสัย   นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของ Natadecha (1991 อ้างใน วารี  ชีวะเจริญ .2537)   ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่องธรรมชาติและวัฒนธรรมของคนไทยเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่มีส่วนมากจากพฤติกรรมของสังคม (พุทธศาสนา) พบว่า  ปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นผลเนื่องจากพฤติกรรมของบุคคลส่วนใหญ่ในสังคมที่ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่สัมพันธ์กับวิถีการดำเนินชีวิตในสังคม  ดังนั้นจึงควรมีการนำเนื้อหาทางสังคมศาสตร์  โดยเฉพาะเรื่องวัฒนธรรม  ความเป็นอยู่ของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม  และมนุษย์ศาสตร์ในเรื่องปรัชญาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและจริยธรรม  มาจัดบูรณาการกับสิ่งแวดล้อมศึกษา  จะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาสิ่งแวดล้อมในอนาคตได้   เช่นเดียวกับผลการวิจัยของศิริวรรณ  โอสถานนท์ (2535) ที่ได้ทำการศึกษาเรื่อง พุทธศาสนากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อการนำหลักคำสอนของพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาประยุกต์แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย โดยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารปฐมภูมิและทุติยภูมิจากพระไตรปิฎก ตำรา วิทยานิพนธ์และอื่น ๆ  ซึ่งพบว่า  สาเหตุของวิกฤตสิ่งแวดล้อมเกิดจากอุจเฉททิฏฐิหรือความเห็นผิด ได้แก่ทัศนะแบบวัตถุนิยม  ทุนนิยมและคตินิยมลดทอน   ดังนั้นแนวทางการแก้ไขคือ   การเปลี่ยนความเห็นที่ผิดให้เป็นความเห็นที่ถูกคือ สัมมาทิฏฐิ    ได้แก่  ทัศนะแบบธรรมชาตินิยมในพุทธศาสนา  โดยประยุกต์หลักอัคคัญญสูตร  สิงคลากสูตา และพระวินัย  ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงวิถีชาวพุทธว่า เป็นนักอนุรักษ์   ทั้งนี้ทั้งจากแนวคิดและผลการวิจัยต่าง ๆ พยายามชี้ให้เห็นว่า  การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องสร้างความคิดเจตคติที่ถูกต้อง  ด้วยการบูรณาการผสมผสานที่เหมาะสมของศาสตร์สาขาต่าง ๆ

 

            สำหรับลักษณะของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่จะสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำ  พบว่า ควรประกอบด้วยลักษณะสำคัญ  4  ประการคือ   1. ขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม  ซึ่งเน้นการมีพลวัตรของกลุ่มในลักษณะที่หลากหลาย  และระดับการมีส่วนร่วมสูงสุดในการร่วมคิด   ร่วมวางแผน  ร่วมปฏิบัติ  และร่วมวิเคราะห์สังเคราะห์สิ่งที่ได้เรียนรู้  เพื่อนำไปสู่การพัฒนาค่านิยมและพฤติกรรมที่พึงประสงค์    2. กลวิธีการจัดการกับความรู้ในกลุ่ม  ซึ่งเน้นการรวบรวมจัดระบบข้อมูลความรู้ผ่านวิธีการต่างๆ  การสร้างวิธีการเรียนรู้ด้วยการแบ่งปันแลกเปลี่ยนในกลุ่ม  เน้นการทำงานร่วมกัน  และการสร้างแรงจูงใจ   3. การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการความรู้    ซึ่งมุ่งเน้นการสนับสนุนให้เกิดการคิดวิเคราะห์   มีวิธีการในการเรียนรู้  สามารถสร้างความรู้  ด้วยการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน  และการพัฒนาทักษะในการถ่ายทอด   4. การคำนึงถึงการสร้างความร่วมมือ  และเป้าหมายร่วมกัน  จากการทำงานเป็นกลุ่มคณะ  และการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการสร้างการยอมรับแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน  ซึ่งข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับข้อเสนอเกี่ยวกับองค์ประกอบในการจัดการศึกษาของการสร้างจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อม  ที่วราพร  ศรีสุพรรณ (2536 .หน้า 74 ) ได้กล่าวว่า   การสร้างจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมต้องพิจารณาองค์ประกอบใน  4  ด้านหลักคือ 

1.เป้าหมายของการเรียนรู้  ซึ่งต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกอย่างเต็มเปี่ยมที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม   2 . การกำหนดเนื้อหาสาระในการเรียนรู้  ซึ่งต้องขยายความรู้ทางสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความเข้าใจธรรมชาติและขีดจำกัดของธรรมชาติ  ด้วยการขยายฐานประสบการณ์ทางสังคมเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน  3. กระบวนการเรียนรู้ต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการคิด เพื่อแสวงหาคุณค่าของชีวิต  ส่งเสริมวุฒิภาวะของตนเอง  เข้าใจสังคมและเพื่อนมนุษย์ และพัฒนาระบบคิดที่มีคุณธรรมในตนเอง  4. ผลที่เกิดขึ้นคือ คุณลักษณะของประชากรที่พึงประสงค์ ที่เข้าใจตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม   สามารถอยู่ร่วมได้อย่างเหมาะสม    ซึ่งแนวคิดดังกล่าวนี้ยังสอดคล้องกับผลการวิจัยของ  Phillips (1988  อ้างใน  วารี  ชีวะเจริญ .2537)  ได้ทำการศึกษาผลของการสอนทักษะและเจตคติที่เปลี่ยนแปลงจากการพัฒนาโดยการเปรียบเทียบจากการสอนสิ่งแวดล้อมด้วยหนังสือเรียนพื้นฐานก่อนจากกนั้นจึงลงมือปฏิบัติเพื่อการพัฒนาการสอนสิ่งแวดล้อมศึกษา และทำการทดสอบเจตคติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม   พบว่า  การสอนสิ่งแวดล้อมศึกษาให้ได้ผลควรมีการส่งเสริมให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติมากกว่าการใช้ตำราเพียงอย่างเดียว   หรือผลการวิจัยของ Flint (1991 อ้างใน  วารี  ชีวะเจริญ .2537)  ได้ทำการศึกษา      การสอนสิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียน : ผลการเรียนรู้ทัศนคติของนักเรียนมัธยมปลาย โดยการนำนักเรียนออกศึกษาสิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียนพร้อมทั้งศึกษาผลของความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม   และพบว่า หลังการเรียนการสอนนักเรียนมีทัศนคติต่อสิ่งแวดล้อมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 

            นอกจากนี้ยังพบว่า เทคนิควิธีในการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมที่ได้ผลดีนั้น ได้มีการกำหนดกิจกรรมใน  9  ลักษณะ  ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการสร้าวความตระหนักด้วยกระบวนการคิดวิเคราะห์  ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า เทคนิควิธีการพัฒนาจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ  ควรประกอบด้วยการฝึกพัฒนาการทักษะการคิดวิเคราะห์ในระดับต่าง ๆ ประกอบด้วย  การคิดในระดับพื้นฐานที่มุ่งเน้นการกล้าคิด    การคิดหลากหลาย  การคิดละเอียดละออ  และการคิดอย่างชัดเจน     การคิดในระดับกลาง คือ  การคิดกว้าง  การคิดไกล  การคิดลึกซึ้ง  และการคิดอย่างมีเหตุผล  อันจะนำไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดในระดับสูงคือ  การคิดอย่างหลักแหลม  และซับซ้อน  มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อการสร้างทางเลือกในการตัดสินใจ และการสร้างค่านิยมเจตคติที่เหมาะสม   ซึ่งเทคนิควิธีการพัฒนาจิตสำนึกด้วยการพัฒนาทักษะการคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดการปลูกฝังจริยธรรมด้วยเหตุผลที่  Kohlberg ( 1963  อ้างในดวงเดือน  พันธุนาวินและคณะ . 2536. หน้า 12 –15) ได้กล่าวว่า   การปลูกฝังจริยธรรมต้องประกอบด้วยการคิดไตร่ตรอง เพื่อพิจารณาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ  โดยอาศัยข้อมูล รวมทั้งประสบการณ์ทางสังคมที่ได้รับ  หรือการรับฟังจากบุคคลอื่น  ซึ่งบุคคลจะมีการสำรวจ และจัดระเบียบความคิดความเข้าใจ ด้วยการจำแนกประเด็นต่าง ๆ  ให้มีความชัดเจนและมีการบูรณาการเข้าด้วยกัน  ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการคิดไตร่ตรอง จึงต้องใช้การอภิปรายแลกเปลี่ยนทัศนะ ในลักษณะเช่นนี้ การอภิปรายแลกเปลี่ยนทัศนะจึงเป็นหัวใจสำคัญของการปลูกฝังจริยธรรมด้วยเหตุผล ทั้งนี้แนวคิดของการปลูกฝังจริยธรรมด้วยการกระบวนการคิดวิเคราะห์นี้ได้รับการสนับสนุนจากผลการวิจัยของ   วารี  ชีวะเจริญ (2537) ได้ศึกษาการพัฒนาจริยธรรมในวิชาสิ่งแวดล้อมศึกษาโดยการสอนเน้นทักษะกระบวนการสำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่  2  วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์  จังหวัดสุรินทร์  ซึ่งพบว่า  นักศึกษามีสัมฤทธิ์ผลทางการเรียน  มีทักษะการคิด  และแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม  มีเจตคติ และมีคะแนนรวมหลังการเรียนสุงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01  จากผลของคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์และคะแนนเจตคติที่สูงขึ้น  แสดงว่า  นักศึกษามีความรู้และเจตคติที่ดีขึ้น  ซึ่งแสดงถึงการพัฒนาความรับผิดชอบความรับผิดชอบของนักศึกษา  และจากการที่นักศึกษมีคะแนนทักษะการคิดและการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสูงขึ้น  แสดงถึงการพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม   จึงสรุปได้ว่า   แผนการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการในการเรียนการสอนสามารถพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ  มีทักษะการคิดและการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม   เช่นเดียวกับผลการวิจัยของ  ศิริพร   ชีพประกิต  (2533)   ซึ่งได้ทำการศึกษาเรื่อง  การพัฒนาค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อมโดยใช้กระบวนการกระจ่างค่านิยม สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2  วิทยาลัยอาชีวศึกษาจังหวัดภูเก็ต  โดยการสร้างชุดปฏิบัติการพัฒนาค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเพื่อเปรียบเทียบค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อมของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้ชุดปฏิบัติการ   รวมทั้งใช้แบบวัดค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อม  6  ด้านคือ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  การร่วมมือพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ขิงตนเองและสังคม  การยอมรับกลุ่มบุคคลและชาติพันธุ์หรือกลุ่มชนชั้นที่แตกต่างไปจากตนเอง  การมีเจตคติที่ดีต่อการเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกปฏิบัติการ  ซึ่งผลการวิจัยพบว่า  หลังใช้ชุดปฏิบัติการโดยกระบวนการกระจ่างค่านิยม  นักศึกษามีค่านิยมด้านสิ่งแวดล้อมทั้ง  6  ด้าน สูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05  หรือในผลการวิจัยของ

เยาวภา  รักการงาน (2535) ได้ศึกษาเรื่อง  การเปรียบเทียบการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่  5  โรงเรียนสาธิตสังกัดทบวงมหาวิทยาลัยในเขตภาคกลาง  เพื่อเปรียบเทียบขั้นพัฒนาการและคุณลักษณะทางจริยธรรม  ของนักเรียนที่มีเพศ  ระดับเจตคติทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกัน   ซึ่งพบว่า    นักเรียนมัธยมศึกษาชั้นปีที่  1 และชั้นปีที่  5 มีพัฒนาการทางจริยธรรมไม่แตกต่างกัน  แต่มีคุณลักษณะด้านความซื่อสัตย์แตกต่างกัน และนักเรียนทั้งสองระดับมีเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์แตกต่างกันซึ่งนักเรียนที่มีระดับเจตคติเชิงวิทยาศาสตร์แตกต่างกัน  จะมีขั