บทที่ 4
ผลการวิจัย
การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ เป็นการศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research)จากวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR : Participatory Action Research)
และมีนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ที่เข้าร่วมโครงการวิจัยจำนวนทั้งสิ้น 30 คน สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย สถิติพื้นฐานได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการใช้ค่า t – test เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้เรื่องการสร้างจิตสำนึกก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการวิจัย สำหรับผลการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยขอนำเสนอใน 3 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 รูปแบบและวิธีการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
ตอนที่ 2 เทคนิควิธีการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำ
ตอนที่ 3 ผลของการจัดการกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
3.1. ระดับความตระหนักในการอนุรักษ์น้ำ
3.3 การพัฒนาระดับจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
3.3. การสะท้อนความคิดเห็นต่อการเรียนรู้
ตอนที่ 1 รูปแบบและวิธีการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
สำหรับผลการศึกษาถึง รูปแบบและวิธีการเพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำนั้น จะขอนำเสนอใน 3 ประเด็นคือ
1.1. รูปแบบการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
1.2. วิธีการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
1.3. ลักษณะการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
1.1. รูปแบบการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
จากการศึกษา พบว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำ ให้บรรลุผลตามเป้าประสงค์ของการเรียนรู้ทั้งสามด้านคือ พุทธิพิสัย จิตพิสัยและทักษะพิสัย โดยให้มีลักษณะของการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างกัน มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงนั้น จะต้องมีรูปแบบในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับรูปแบบที่ศึกษาพบจากการวิจัยประกอบด้วย รูปแบบของการเรียนรู้แบบเป็นทางการ การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการและการเรียนรู้ตามอัธยาศัย ดังรายละเอียดที่จะนำเสนอต่อไปนี้
3.1.1 การเรียนรู้แบบเป็นทางการ
เพื่อให้นักศึกษาเกิดความรู้ความเข้าใจและความตระหนักในคุณค่าสถานการณ์ของ
ทรัพยากรน้ำ มีลักษณะของการเป็นผู้คิดในการอนุรักษ์ รวมทั้งปฏิบัติในการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเหมาะสม คณะผู้วิจัยจึงได้จัดกิจกรรมการอบรมอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการสร้างความตระหนักในคุณค่าแห่งสายน้ำ และความสัมพันธ์ระหว่างทรัพยากรน้ำกับสิ่งต่าง ๆ ในระบบนิเวศน์ โดยใช้ระยะเวลาในการอบรม 5 วัน จำนวน 5 ครั้ง ซึ่งสาระของการอบรมประกอบด้วย ครั้งที่ 1 : การสร้างความตระหนักในคุณค่าของสายน้ำ ด้วยเทคนิควิธีการ Story Line รวมทั้งการตั้งเป้าหมายในการทำกิจกรรมร่วมกัน ใช้ระยะเวลา 6 ชั่วโมง ครั้งที่ 2 : ได้จัดกิจกรรมการวิเคราะห์สายน้ำ ซึ่งมีสาระเกี่ยวกับการวิเคราะห์เพื่อสร้างความตระหนักถึงขีดจำกัดของทรัพยากรน้ำ การใช้โดยขาดความระมัดระวังจนนำสู่ปัญหาสถานการณ์สายน้ำ และการฝึกปฏิบัติในการศึกษาสายน้ำ ผ่านกิจกรรม PRA และ การวิเคราะห์มิติวัฒนธรรมหรือการสำรวจประเพณีความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับสายน้ำ โดยใช้ระยะเวลา 8 ชั่วโมง ครั้งที่ 3 : ได้มีการจัดกิจกรรมวิเคราะห์สายใยเกี่ยวกันสายน้ำกับสรรพสิ่ง ซึ่งมีสาระเกี่ยวกับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของสายน้ำในระบบนิเวศน์และระบบวัฎจักรสายน้ำ ผ่านกิจกรรม Matrix และ LCA โดยใช้ระยะเวลา 8 ชั่วโมง ครั้งที่ 4 : ได้จัดกิจกรรมการวิเคราะห์เรื่องราวสายน้ำ : สายน้ำเรื่องราวของเราหรือของใคร ซึ่งมีสาระเกี่ยวกับการวิเคราะห์หาสาเหตุปัญหาทรัพยากร แนวทางการแก้ไขและบทบาทผู้เกี่ยวข้องในการอนุรักษ์และจัดการน้ำ ผ่านกิจกรรม Fish Bone ใช้ระยะเวลา 6 ชั่วโมง ครั้งที่ 5 : กิจกรรมสายน้ำในความฝัน ซึ่งมีสาระเกี่ยวกับการระดมแนวคิดในการวางแผนจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัว โดยผ่านกิจกรรม AIC และการสร้างกัลยาณมิตรพิทักษ์สายน้ำรวมรวมทั้งบันทึกความดีต่อสายน้ำ ใช้ระยะเวลา 6 ชั่วโมง
3.1.2. การเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการ
ด้วยความเชื่อที่ว่า การสร้างจิตสำนึกที่ยั่งยืน เราควรจะมีการให้ผู้เรียนได้สัมผัสกับ
ความเป็นจริงทางสังคม พร้อมทั้งการประยุกต์ค่านิยมทางจิตวิญญาณ และจารีตประเพณี เพื่อปลูกฝังความรู้สึกสำนึกร่วมต่อการคุณค่าของทรัพยากรในการดำรงอยู่ของตนเองและชุมชน ดังนั้นหลังจากการอบรมอย่างเป็นทางการให้แก่นักศึกษาที่เป็นอาสาสมัคร ผู้วิจัยได้มีการนัดหมายเพื่อพบกลุ่มกับอาสาสมัครเป็นระยะ ๆ โดยกำหนดทุก 2 –3 สัปดาห์ ในแต่ละครั้งจะการจัดกิจกรรมกลุ่มร่วมกันเช่น การศึกษานอกสถานที่ หรือการร่วมกิจกรรมการพัฒนาสายน้ำ ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 : กิจกรรมการศึกษานอกสถานที่บ้านป่าสักงาม อ. ดอยสะเก็ด จ. เชียงใหม่ ซึ่งมีสาระเกี่ยวกับการศึกษาประสบการณ์ของชุมชนในการจัดการทรัพยากรป่าไม้สายน้ำ ใช้ระยะเวลา 2 วัน ครั้งที่ 2 : การศึกษานอกสถานที่หมู่บ้านป่าไผ่ อ.ดอยสะเก็ด จ. เชียงใหม่ ซึ่งมีสาระเกี่ยวกับการศึกษาวิถีการผลิต การใช้และจัดการน้ำของชุมชน ตลอดจนพิธีกรรมทางการเกษตรของชุมชนเกี่ยวกับสายน้ำ ใช้ระยะเวลา 1 วัน ครั้งที่ 3 : การรวมกิจกรรมการพัฒนาสายน้ำโดยการร่วมกิจกรรมการสืบชะตาป่า และสายน้ำ กับกลุ่มเครือข่ายลุ่มน้ำ ใช้ระยะเวลา 1 วัน ครั้งที่ 4 : กิจกรรมการสรุปบทเรียนซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอาสาสมัครถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อตนเองจากการเข้าร่วมกิจกรรม ด้วยวิธีการของการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) ใช้ระยะเวลา 3 ชั่วโมง
3.1.3. การเรียนรู้ตามอัธยาศัย
จากคำถามถึงแนวทางการสร้างคุณลักษณะนิสัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์และการจัดการ
ทรัพยากรน้ำให้แก่นักศึกษาที่ว่า จะทำอย่างไรให้เกิดดุลยภาพระหว่างความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับน้ำ และการปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อสั่งสมเป็นนิสัยที่ถาวร รวมทั้งการเรียนรู้ในการสร้างวิญญาณหรือสำนึกแห่งความร่วมมือเพื่อการอนุรักษ์จัดการทรัพยากรน้ำ ประกอบกับการคำนึงถึงลักษณะโดยธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งจะมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกลุ่มอยู่เสมอ และเมื่อได้รับรู้ข้อมูลใดๆ ก็มักจะมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างกัน โดยเฉพาะวัยรุ่นกลุ่มเพื่อนค่อนข้างจะมีอิทธิพลมาก อีกทั้งการที่นักศึกษาอาสาสมัครของโครงการฯ ทั้งหมดพักอาศัยประจำในหอพักของวิทยาลัย ฯ จึงแทบจะกล่าวได้ว่า ใช้เวลาเกือบทั้งหมดของแต่ละวันในสถานศึกษากับกลุ่มเพื่อน อีกทั้งยังเรียนในแผนกหรือแผนการเรียนเดียวกัน จึงมีลักษณะวิถีชีวิตที่คล้ายคลึงกัน มีระดับการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันค่อนข้างสูง ดังนั้นเมื่อมีข้อมูลข่าวสารใด ๆ มักจะมีสื่อสารระหว่างกันอยู่เสมอ จากลักษณะเช่นนี้เอง จึงก่อเกิดแนวคิดในการจัดการเรียนรู้แบบตามอัธยาศัยให้แก่นักศึกษา จากการมอบหมายให้นักศึกษาแต่ละคนกำหนดแนวทางปฏิบัติของตนเองเกี่ยวกับการเรียนรู้เรื่องน้ำและการใช้น้ำในแต่ละสัปดาห์ ว่าจะมีวิธีการเรียนรู้เรื่องน้ำ และการใช้หรืออนุรักษ์น้ำอย่างไร พร้อมให้บันทึกสิ่งที่ตนเองตั้งใจปฏิบัติลงในสมุดบันทึกความดีต่อสายน้ำที่แจกให้ โดยให้บันทึกสรุปทุกสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 2 เดือน ขณะเดียวกันให้เลือกคู่สัญญา 1 คน ซึ่งคู่สัญญาจะมีบทบาทสำคัญในการรับรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิดต่าง ๆ ตลอดจนคอยให้กำลังใจปรึกษาดูแลกำกับการสร้างพฤติกรรมที่เหมาะสมเรื่องการใช้น้ำ ซึ่งวิธีการเช่นนี้ปรากฏว่า ได้ทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ และสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้น้ำของตนเอง ทำให้เกิดความตระหนักและสำนึกในเรื่องน้ำทรัพยากรน้ำได้อย่างดียิ่ง ทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างและพัฒนาอัตมโนทัศน์แห่งตนให้แก่นักศึกษา ทำให้เกิดความภาคภูมิใจเชื่อมั่นในคุณค่าและวิถีทางที่เลือกกระทำเช่น คำบอกเล่าของ นส. กิ่งกาญจน์ ซึ่งบอกว่า
“ เรื่องการใช้น้ำอย่างประหยัด ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ แต่ก็จำเป็นต้องฝึกหัดและทบทวนเป็นประจำ เช่น การไม่เปิดน้ำทิ้งในขณะแปรงฟัน ซึ่งดูเหมือนจะไม่ยากแต่หากไม่เน้นย้ำหรือทำประจำก็จะพลั้งเผลอได้ ดังนั้นการที่เราแต่ละสัปดาห์หากเราได้เขียนความตั้งใจว่าจะไม่เปิดน้ำทิ้งขณะแปรงฟัน และทบทวนประจำ ก็จะทำให้เราเกิดความเคยชินได้ อีกทั้งหากการที่เราได้ทำตามความตั้งใจ ก็เหมือนการทำความดี การบันทึกความดีต่อสายน้ำจึงมีความหมายทำให้เราเกิดความรู้สึกที่ดีเห็นความหมายของสิ่งที่เราทำ และบางครั้งหากเรายังทำได้ไม่สมบูรณ์ตามที่ตั้งใจ เราก็ยังมีเพื่อนและครูให้กำลังใจรับรู้สิ่งที่เราทำ “
1.2. วิธีการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำ
จากการศึกษาครั้งนี้พบว่า วิธีการในการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำให้แก่นักศึกษา ประกอบด้วย 3 วิธีการหลักคือ วิธีการสร้างกระบวนทัศน์แบบไทย การใช้มิติทางวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้ และการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการและซึมซับ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
1.2.1. การสร้างกระบวนทัศน์แบบไทย (Paradigm)
ด้วยเหตุที่สังคมไทย เป็นสังคมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังมี
ความแตกต่างหลากหลายของวัฒนธรรมในการอยู่ร่วมกันของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่อยู่รวมกันอย่างเกื้อกูล และกลืนกลาย มีการสืบทอดปรับประยุกต์ผสานผสมวัฒนธรรมระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นค่านิยม ความคิด และความเชื่อ ที่ปรากฏชัดในรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิต แนวคิดและพฤติกรรม ก่อเกิดเป็นกระบวนทัศน์แบบไทยในเรื่องต่าง ๆ สำหรับในเรื่องของการจัดการทรัพยากรน้ำพบว่า สังคมไทยในแต่ละพื้นที่ มีวิธีและแนวปฏิบัติที่มีความสำคัญต่อการสร้างจิตสำนึกต่อทรัพยากรน้ำได้อย่างดียิ่งกล่าวคือ ได้มีการวางกุศโลบายในการขัดเกลาเพื่อสร้างทัศนะต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้หลักพุทธศาสตร์ที่เน้นย้ำความเชื่อที่ว่า ถึงแม้มนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล แต่มนุษย์เป็นตัวกลางในการเชื่อมสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือระบบนิเวศน์ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อใดที่มนุษย์ได้รับการขัดเกลาพื้นฐานข้างในดีแล้ว ก็จะสามารถเป็นตัวเชื่อมโยงที่จะไม่ทำลายสิ่งเหล่านี้ ซึ่งแตกต่างจากกระบวนทัศน์แบบตะวันตกที่มุ่งเอาชนะเอาประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งกระบวนทัศน์แบบไทยในเรื่องสิ่งแวดล้อมนี้ มีความลึกซึ้งครอบคลุมทั้งรากฐานของปรัชญาความคิด และรูปแบบพฤติกรรม ที่สะท้อนผ่านจากวิถีการดำเนินชีวิตของคนในสังคมที่หล่อหลอมผ่านการปฏิสัมพันธ์หรือได้รับการถ่ายทอดจากบริบทแวดล้อม เช่น การสืบทอดจากความเชื่อ ศิลป จริยธรรม กฎหมาย กฎจารีต ประเพณี การศึกษา ฯลฯ กลายเป็นแบบแผนในความคิด และการกระทำของคนในสังคมส่วนใหญ่ ยังผลให้เกิดสิ่งที่มีคุณค่าทรงความงดงามแก่สังคม หากแต่ในสถานการณ์ปัจจุบันการสืบทอดกระบวนทัศน์แบบไทยในการจัดการสิ่งแวดล้อมนั้น ได้เลือนหายเพราะปัจจัยต่าง ๆ จึงเป็นผลให้การจัดการสิ่งแวดล้อมขาดมิติด้านจิตวิญญาณหรือจิตสำนึกรับรู้ เรียนรู้ในคุณค่าอย่างแท้จริง
ดังนั้นในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงเน้นย้ำวิธีการเรียนรู้ด้วยการสร้างกระบวนทัศน์แบบไทยเพื่อการเรียนรู้สร้างสำนึกร่วมเรื่องทรัพยากรน้ำ คือ การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นให้นักศึกษาได้เกิดการเรียนรู้เรื่องราวที่เป็นเรื่องของชุมชน และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของนักศึกษา เป็นเรื่องราวที่เขาสามารถจัดการกับความรู้ นำไปเผยแพร่ได้ และสามารถสร้างเครือข่ายร่วมกัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการ “ ฝังรากลึก ” ในตัวของนักศึกษา
สำหรับวิธีการสร้างกระบวนทัศน์แบบไทย (Paradigm) ประกอบด้วย การจัดการเรียนรู้ด้วย
การศึกษาต้นแบบผ่านการจัดเวทีเพื่อชีวิต สนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ในลักษณะต่าง ๆ เช่น การศึกษาชุมชนและการเดินป่า หรือ การสืบชะตาขุนน้ำและบวชป่า การศึกษาวิถีการเกษตรและพิธีกรรมทางการเกษตรของชุมชน อาทิ การเลี้ยงผีขุนน้ำของชุมชน ฯลฯ ดังมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้
1.) การศึกษาชุมชนและการเดินป่า
ได้มีการนำนักศึกษาไปศึกษาชุมชนที่มีการจัดการป่าไม้และสายน้ำได้ประสบผลสำเร็จเป็นที่
ยอมรับคือบ้านป่าสักงาม อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ระยะเวลา 2 วัน 1 คืน กิจกรรมประกอบด้วย การรับฟังการบอกเล่าจากผู้นำชุมชนถึงความเป็นมาในการอนุรักษ์ป่าไม้และสายน้ำ ซึ่งสรุปความได้ว่า ชุมชนแห่งนี้ในอดีตเคยมีความอดุมสมบูรณ์สูง รายล้อมไปด้วยป่าไม้มีค่ามากมาย ต่อมาป่าไม้บริเวณได้ถูกสัมปทานมีเอกชนเข้ามาตัดชักลากไม้ออกจากป่า คนในชุมชนจึงคิดเลียนแบบและได้คิดพัฒนารูปแบบวิธีการตัดไม้ให้ได้ปริมาณมาก เกิดเป็นขบวนการตัดไม้เถื่อน ที่สร้างรายได้ที่ดีแก่ชาวบ้าน ส่งผลให้ป่าไม้ถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ก่อเกิดภาวะแห้งแล้ง ประกอบกับเริ่มรัฐเริ่มเข้มงวดในการจับกุมผู้ลักลอบตัดไม้ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถลักลอบตัดไม้ได้เช่นเคย ในลักษณะเช่นนี้ชาวบ้านจึงได้รับบทเรียนจากการทำลายป่า ที่ทำให้สายน้ำที่หล่อเลี้ยงชีวิตพืช คนสัตว์ได้เหือดแห้ง เกิดความตระหนักถึงคุณค่าระหว่างเงินตรา กับทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตที่แท้จริง จึงต้องยอมรับผลกรรมที่ได้กระทำ พร้อมทั้งพยายามแก้ไขเพื่อฟื้นฟูป่าไม้และสายน้ำให้กลับคืนชีวิตอีกครั้ง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลากว่า 10 ปี ที่ความเขียวชะอุ่มของป่าไม้และความเย็นใสของสายน้ำได้กลับสู่ชุมชน เพื่อชีวิตที่เป็นปกติของคนในชุมชนอีกครั้ง
จากการรับฟังการบอกเล่าของผู้นำชุมชนฝ่ายต่าง ๆจำนวน 5 คน นักศึกษาได้ให้ความสนใจซักถามต่าง ๆ ใช้ระยะเวลา 4 ชั่วโมง จากนั้นผู้นำชุมชนจึงได้แบ่งนักศึกษาออกเป็น 4 กลุ่มเพื่อนำไปศึกษาบริเวณป่าและต้นน้ำของชุมชน ประกอบด้วย ป่าซับน้ำ ป่าเพื่อชีวิต ป่าขุนน้ำ ใช้ระยะเวลา 1 วัน หลังจากการสำรวจได้กำหนดให้นักศึกษามีการจัดเวทีนำเสนอสิ่งที่เรียนรู้จากการศึกษาร่วมกับผู้นำชุมชนใช้ระยะเวลา 3 ชั่วโมง ดังจะปรากฏในเอกสารภาคผนวก
2.) การสืบชะตาขุนน้ำและบวชป่า
ได้มีการนำนักศึกษาไปร่วมกิจกรรมการสืบชะตาขุนน้ำแม่กวง และบวชป่าพร้อมทั้งปลูกต้น
ไม้รักษาป่าบริเวณรอยต่อจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของกลุ่มภาคีเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำ 7 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ – เชียงราย ร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีกิจกรรมใช้ระยะเวลา 1 วัน ประกอบด้วยการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยพระสงฆ์เจริญพุทธมนต์เพื่อสืบชะตาป่าขุนน้ำ การร่วมกันบวชป่า การปลูกต้นไม้ การรับประทานอาหารซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านห่อด้วยภาชนะใบตองร่วมกัน และการจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการป่าไม้และอนุรักษ์สายน้ำของกลุ่มภาคีเครือข่าย รวมทั้งการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างป่ากับสายน้ำ แนวทางการอนุรักษ์สายน้ำและผืนป่า ตลอดจนรูปแบบ – วิธีการ - ผลงานของการดำเนินของเครือข่ายภาคีลุ่มน้ำ สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมประกอบด้วยประชาชนกลุ่มเครือข่าย กลุ่มตัวแทนภาครัฐ - เอกชน พระภิกษุสงฆ์ เยาวชนในสถานศึกษา และผู้สนใจทั่วไป จำนวนประมาณ 1,000 คน ดังปรากฏรายละเอียดของกิจกรรมในเอกสารภาคผนวก
3.) การศึกษาวิถีการเกษตรและพิธีกรรมของชุมชน
ได้นำนักศึกษาไปศึกษาชุมชนที่มีการจัดการระบบการเกษตรที่เกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อม
และระบบนิเวศน์อย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานและบุคคลทั่วไปคือ หมู่บ้านป่าไผ่ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นระยะเวลา 1 วัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.00 น. กิจกรรมประกอบด้วย การรับฟังการบอกเล่าประสบการณ์ / แนวคิดในการผลิตทางการเกษตรที่เกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์ของหมู่บ้าน โดยผู้นำชุมชนจำนวน 3 คน ใช้ระยะเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงศึกษาดูกิจกรรมการจัดการผลิตทางการเกษตรและการจัดการน้ำของหมู่บ้าน ประกอบด้วย การเกษตรแบบผสมสาน การจัดการประมงน้ำไหล การจัดการน้ำในระบบประมงที่มีพื้นที่จำกัด การป้องกันระบบน้ำเสียจากโรงงานแปรรูปอาหาร การศึกษาป่าขุนน้ำ ระบบเหมืองฝายของชุมชน และการเลี้ยงผีขุนน้ำของชุมชน ใช้ระยะเวลา 4 ชั่วโมง การแบ่งกลุ่ม เพื่อสำรวจสภาพการใช้น้ำของคนในชุมชน ใช้ระยะเวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงมีการสรุปบทเรียนร่วมกับผู้นำชุมชน ใช้ระยะเวลา 2 ชั่วโมง ดังจะปรากฏในเอกสารภาคผนวก
1.2.2.การใช้มิติทางวัฒนธรรมเพื่อการเรียนรู้
วัฒนธรรมเป็น “ รูปแบบวิธีคิด ” และ “ รูปแบบวิถีชีวิต ” ที่คนในสังคมส่วนใหญ่ยึดถือในการดำเนินชีวิตเป็นสิ่งสะท้อนลักษณะนิสัยของคนในสังคมนั้นว่าเป็นเช่นไรและที่สำคัญวัฒนธรรมมีนัยยะที่สะท้อนว่าคนในสังคมนั้นเป็นผู้ก่อให้เกิดการพัฒนา หรือ เป็นผู้สร้างปัญหาให้กับสังคมที่ตนเองดำรงอยู่ สำหรับในการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างจิตสำนึกในเรื่องทรัพยากรน้ำนั้น การใช้กลไกทางวัฒนธรรมเพื่อการสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์ให้เกิดความกระจ่างชัดในค่านิยม จึงมีความสำคัญกล่าวคือ หากเชื่อว่า การจัดการเรียนรู้ที่ดีควรเป็นหนึ่งเดียวกับการดำเนินชีวิตจริง มีการจัดมวลประสบการณ์และกระบวนการที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ เพื่อทำให้เกิดปัญญาและความกระหายในการเรียนรู้ตลอดเวลา
ดังนั้นการเรียนรู้ในมิติวัฒนธรรม จึงมุ่งเน้นให้นักศึกษาเกิดความสนใจในการเรียนรู้ ด้วยท่าทีกระตือรือร้น เชื่อฟังและยอมรับในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆร่วมกับผู้อื่น พร้อมที่จะเปิดใจเรียนรู้รับฟังผู้อื่น ในลักษณะต่าง ๆ ด้วยท่าทีที่ถ่อมใจ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองได้ ย่อมจะทำให้เกิดการสร้างลักษณะของการเป็นผู้ที่เรียนรู้ในการคิดถึงผู้อื่น เห็นใจผู้อื่น ในลักษณะของใจประสานใจ สามารถรับรู้ เข้าใจ มีความรู้สึกร่วม รับผิดชอบร่วม และเกิดสำนึกด้วยตนเอง
สำหรับในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ได้เน้นวิธีการสร้างวิธีเรียนรู้ (Learning how to Learn) ให้แก่นักศึกษาโดยให้ความสำคัญกับกระบวนการกลุ่ม การพัฒนาทักษะการสื่อสาร การบันทึกรวบรวมข้อมูล และเน้นการสอนที่ไม่แปลกแยกกับความเป็นจริงของชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น มีการใช้บทเรียนที่สานสัมพันธ์กับความเป็นจริงแห่งชีวิต เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เรื่องราวของชีวิตเพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้แก้ปัญหา พัฒนาชีวิตจริงของตนเอง ของครอบครัว ของชุมชนและสังคมได้ เน้นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้ทุกเรื่องที่สัมพันธ์กับการแก้ปัญหานอกสถานศึกษา เป็นการสอนด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ ในชีวิตประจำวัน เน้นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตนเอง ผู้อื่น เพื่อสร้างความรู้ ทักษะ คุณธรรมหรือค่านิยมและการจัดการ สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ใช้มิติวัฒนธรรม เพื่อการสร้างจิตสำนึกเรื่องทรัพยากรน้ำดังนี้
1. ) การศึกษาประเพณีท้องถิ่นที่เกี่ยวพันกับสายน้ำ
จากการศึกษาวิจัยได้กำหนดกิจกรรมให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มเพื่อดำเนินการสำรวจประเพณีท้องถิ่นว่า มีประเพณีใดบ้าง แต่ละประเพณีกระทำในโอกาสใด มีวัตถุประสงค์ใด และมีรูปแบบในการดำเนินงานอย่างไร จากนั้นจึงนำข้อมูลทั้งหมดมานำเสนอและร่วมกันวิเคราะห์ถึงลักษณะสาระสำคัญที่แฝงเร้นของประเพณีต่าง ๆ ตลอดจนวิเคราะห์ถึงแนวโน้มประเพณีในอนาคต ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ประเพณีที่เกี่ยวกับสายน้ำของท้องถิ่นจะมีความเกี่ยวข้องกับระบบการผลิตทางการเกษตรและวิถีชีวิตของคนในชุมชน เช่น ประเพณีฟังธรรมปลาช่อน ประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำ และประเพณีลอยกระทง ฯลฯ
ผลจากการวิเคราะห์ร่วมกัน ทำให้นักศึกษาเกิดความตระหนักรู้ถึงกุศโลบายของโบราณประเพณีเกี่ยวกับสายน้ำ ความเชื่อมโยงถึงลักษณะสังคม การยอมรับในคุณค่าพลังอำนาจของธรรมชาติ ตลอดจนสะท้อนมุมมองอนาคตเกี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ดังเช่น คำบอกเล่าต่อไปนี้
นายสมคิด “ การที่ผมได้สำรวจหมู่บ้าน ทำให้ผมได้ทราบจากผู้สูงอายุในหมู่บ้านว่า ในหมู่บ้านผมเคยมีประเพณีการฟังธรรมปลาช่อนในช่วงหน้าแล้งทาง ผู้คนในหมู่บ้านชนบทภาคเหนือจะมีการรวมกลุ่มเพื่อทำพิธีฟังธรรมปลาช่อน สำหรับการขอฝนจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยมีการทำพิธีกรรมที่วัด และมีพระเทศนาบทสวดมนต์ ซึ่งก็คล้ายการแห่นางแมวขอฝนในภาคอีสาน เพราะเป็นการที่คนเรายอมรับอำนาจของธรรมชาติ ไม่บังคับเพื่อเอาชนะธรรมชาติ หากแต่จะใช้วิธีการขอร้อง ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชน แต่ว่า น่าเสียดายที่ประเพณีได้หายไปเพราะ เราสามารถทำฝนเทียมได้ หรือสูบน้ำบาดาลได้แทน ทำให้เราไม่เห็นภาพการระดมกำลังความร่วมมือของคนในหมู่บ้าน ”
นางสาวแววดาว “ การวิเคราะห์ประเพณีลอยกระทงทำให้หนูเกิดคำถามว่า ทุกวันนี้การลอยกระทงที่เราทำกันอยู่คืออะไรกันแน่ ใช่สิ่งที่คนโบราณสอนหรือไม่ โดยเฉพาะคนวัยหนุ่มสาวที่มุ่งความสนุกสนานหรือการแสดงความรักของคู่รัก สำนึกที่เขาสอนว่า เราบูชาพระแม่คงคาดูจะเลือนหายไป เพราะเรายังคงทำน้ำเน่าเสีย ไม่ระวังเรื่องน้ำ และหากต่อไปสายน้ำเน่าเหม็น ประเพณีลอยกระทงจะเป็นอย่างไร ดังนั้นหากเรายังคงลอยกระทงโดยไม่รู้ความหมายที่แท้จริง ”
นายสุทัศน์ “ ผมได้ไปศึกษาข้อมูลการเลี้ยงผีขุนน้ำที่หมู่บ้านป่าไผ่ ผมคิดว่า น่าสนใจมาก เพราะเมื่อก่อนผมเคยคิดว่า การเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นเรื่องไร้สาระ ค่อนข้างงมงาย แต่จากการที่ผมได้รับฟังคำอธิบายของผู้ใหญ่บ้านกับแกนนำซึ่งพวกเราได้ทำวิจัยเรื่องการเลี้ยงผีขุนน้ำ พบว่า น่าสนใจมาก คือ เขาบอกว่า การเลี้ยงผีขุนน้ำเป็นอุบายของคนโบราณที่ทำให้คนเราเกิดความสามัคคีเห็นใจยอมรับกติการ่วมกัน เช่น ในแต่ละปีชาวบ้านจะเก็บเงินซื้อเนื้อควายมีเลี้ยงผีขุนน้ำ โดยมีตัวแทนชาวบ้านมาทำพิธีร่วมกัน และจะมีการคุยกันถึงปัญหาการใช้น้ำร่วมกัน การดูแลเหมืองฝาย และการพัฒนาแหล่งน้ำ ซึ่งก็ทำให้เกิดข้อตกลงร่วมในการใช้น้ำ ไม่ทะเลาะขัดแย้งกัน แต่ปัจจุบันการเลี้ยงผีขุนน้ำเริ่มหมดไปเพราะคนทำนาน้อยลงและมีการสูบน้ำจากบ่อบาดาล ซึ่งหากเป็นอย่างนี้คิดว่า ในอนาคตน้ำบาดาลก็จะแห้ง ที่สำคัญเหมืองฝายก็ขาดการดูแล บทบาทของชาวบ้านในการจัดการทรัพยากรน้ำก็จะหมดไป พร้อมกับความสามัคคีที่มีอยู่ก็จะหายไปเหลือเป็นเพียงการที่ต่างคนต่าง ๆอยู่ และที่น่ายินดีคือ บ้านป่าไผ่เขาได้รื้อฟื้นประเพณีเลี้ยงผีขุนน้ำขึ้นใหม่ และอธิบายความหมายให้คนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะเด็ก ๆให้ทราบถึงความสำคัญ ”
2.) ความเชื่อเรื่องจารีตท้องถิ่นกับสายน้ำ
ด้วยความเชื่อว่า แต่ละท้องถิ่นล้วนมีจารีตเพื่อเป็นข้อควบคุมพฤติกรรมทางสังคมของคน
ในชุมชน โดยเฉพาะจารีตประเพณีที่เกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรซึ่งสะท้อนถึงการจัดระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ทั้งนี้ปัจจุบันความเชื่อในจารีตเหล่านั้นได้อ่อนล้าและเริ่มสูญสลายในหลายชุมชน เพราะวิธีคิดแบบตะวันตกและลัทธิการบริโภคนิยม ในลักษณะเช่นนี้ ผู้วิจัยจึงกำหนดกิจกรรมมอบหมายให้นักศึกษาดำเนินการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับจารีตท้องถิ่นเรื่องทรัพยากรน้ำ พร้อมทั้งนำมาเสนออภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน ซึ่งพบว่า นักศึกษาได้มีการสืบค้นข้อมูลจารีตท้องถิ่นที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และสร้างจิตสำนึกร่วม ดังเช่น
นายสมบูรณ์ “ ปู่เล่าให้ผมฟังว่า แต่ก่อนเขามีข้อห้ามในการถมบ่อน้ำ หรือหนองน้ำ เขาเชื่อว่า หากใครถมบ่อน้ำหรือหนองน้ำ หรือเปลี่ยนทางเดินของน้ำ จะต้องถูกขึด หรือเป็นอัปมงคลมีเรื่องเดือดร้อน ต้องทำพิธีแก้ขึด ผมจึงไปถามเจ้าอาวาสต่อว่า ทำไมต้องเป็นขึด เขาบอกว่า เนื่องจากน้ำเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้ร่วมกัน ดังนั้นหากใครคนใดเป็นทำลายแหล่งน้ำก็จะทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนอื่นได้ ฉะนั้นจึงต้องมีการสร้างข้อห้ามเพื่อป้องกัน ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในการรักษาน้ำทั้งแก่คนรุ่นเก่าถึงคนรุ่นใหม่ อีกอย่างยังเป็นการป้องกันการใช้อำนาจของคนที่มีอำนาจมากในสังคมเพื่อการเอาประโยชน์จากทรัพยากรน้ำ โดยไม่คำนึงถึงคนอื่นหรือชาวบ้านธรรมดา “
นางสาวแก้วตา “ ตาบอกหนูว่า เมื่อก่อนเขาห้ามปรับคันนา จากไร่เล็กเป็นไร่ใหญ่ หากใครฝ่าฝืนจะต้องถูกขึด เขาคิดว่า ลักษณะบ้านเราเป็นที่สูง ไร่นาจึงมีขนาดเล็ก ๆ เพื่อให้สามารถระบายน้ำได้อย่างทั่วถึงในการทำนา หากทำไร่ขนาดใหญ่มากเหมือนภาคกลาง ก็จะทำให้ต้องใช้เวลาในการที่น้ำจะระบายทั่วทั้งไร่ และการที่เราต้องใช้น้ำจากเหมืองฝาย เราต้องแบ่งปันเวลาที่เหมาะสม หากใครที่อยู่ต้นน้ำใช้เวลามากไปก็จะทำให้คนที่อยู่ท้ายน้ำไม่ได้รับน้ำ ก็จะเกิดขัดแย้งกันได้ ซึ่งหนูคิดว่า วิธีคิดของคนโบราณท่านดีมาก ท่านมีการคิดป้องกันเหตุต่างๆได้ดี เป็นสิ่งที่เราคาดเดาไม่ได้ หากไม่รู้ความจริงที่ซ่อนไว้ ”
1.2.3. การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการและซึมซับ
เพราะโลกทศวรรษหน้าและอนาคต ต้องการคนมีความสามารถในการผสมผสานศาสตร์
หลาย ๆอย่างเข้าด้วยกัน เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น น